- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 60 - อึ้งกันไปทั้งบาง
บทที่ 60 - อึ้งกันไปทั้งบาง
บทที่ 60 - อึ้งกันไปทั้งบาง
บทที่ 60 - อึ้งกันไปทั้งบาง
"จริงหรือ? ใช่ๆๆ!! พี่หนิงพูดถูก! ข้าหน้ามืดตามัวไปเอง ถึงได้เสียศูนย์ไปชั่วขณะ" จางชางถึงบางอ้อ สติสตังฟื้นกลับมาเกินครึ่งทันที
"ไม่ทราบว่าที่คุณชายจางไปมีเรื่องกับฟางเจิ้งอี เป็นเพราะเรื่องอันใดหรือ?" หนิงหงหย่วนถามด้วยความสงสัย
เมื่อครู่นี้จางชางถูกหนิงหงหย่วนเตือนสติ ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเชื่อใจขึ้นมาบ้าง
เขาจึงตอบอย่างละอายใจ "ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ฟางเจิ้งอีตีคนรับใช้ของบ้านข้า แถมข้ายังได้ยินท่านพ่อพูดถึงพฤริกรรมของเขาในท้องพระโรง ได้ข่าวว่าคนผู้นี้คือขุนนางกังฉิน"
"ข้าไม่ยอมรับ เลยอยากจะมาลองทดสอบฝีมือฟางเจิ้งอีดูสักหน่อย นึกไม่ถึงเลยว่าจะโดนตลบหลังกลับ... ข้านี่มันน่าละอายจริงๆ"
หนิงหงหย่วนยิ้มบางๆ "คุณชายถ่อมตัวเกินไปแล้ว ปกติพวกเราก็คบค้าสมาคมแต่กับพวกปัญญาชนผู้สูงส่ง จะไปเคยเจอคนหยาบคายพรรค์นี้ได้อย่างไร!"
"การตื่นตระหนกไปชั่วขณะก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก"
พอจางชางได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าช่างดูน่าคบหามากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะช่วยชี้แนะแล้ว ยังอุตส่าห์หาทางลงให้ตัวเองอีกด้วย... ไม่เลวเลย!
หนิงหงหย่วนยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป "หากอยากจะทำให้เขาขายหน้าก็ไม่ยาก ข้าดูแล้วคนผู้นี้มีพฤติกรรมหยาบคายต่ำทราม การที่ประสบความสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็น่าจะพึ่งพาการประจบสอพลอพลิกแพลงเอาตัวรอด เรื่องความรู้ด้านกวีนิพนธ์คงมีไม่มากนักหรอก!"
"สู้ให้เขาแต่งบทกวีต่อหน้าผู้คนสักบท รับรองว่าเผยธาตุแท้ออกมาหมดเปลือกแน่!"
"เรื่องนี้..." เมื่อเห็นจางชางยังคงลังเล หนิงหงหย่วนก็รีบพูดต่อ "ข้าจะไปเป็นเพื่อนคุณชายเอง! วางใจเถอะ ฟางเจิ้งอีไม่มีทางกล้าลงไม้ลงมือแน่นอน!"
ได้ยินดังนั้น จางชางก็จับมือหนิงหงหย่วนด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณพี่หนิงมาก! รอให้งานประชันบทกวีจบลงเมื่อไหร่ เชิญไปสังสรรค์ที่จวนข้าให้ได้นะ!"
เมื่อเห็นว่าจางชางไว้ใจตัวเองอย่างง่ายดายเช่นนี้ หนิงหงหย่วนก็ลอบดีใจอยู่ในใจ ภารกิจของข้าสำเร็จแล้ว!
จากนั้น ทั้งสองคนก็เดินควงคู่กันมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟางเจิ้งอี
ฟางเจิ้งอีกำลังหัวเราะร่วน มองดูคุณชายสองคนตรงหน้าที่กำลังเถียงกันคอเป็นเอ็นเพราะบทกวีน้ำเน่าบทหนึ่ง
จู่ๆ ก็มีไอ้โง่สองคนจูงมือกันมาบังวิสัยทัศน์ ฟางเจิ้งอีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
"นี่... นี่แฟนใหม่เจ้าหรือ?"
จางชางตอบเสียงเย็น "ถูกต้อง! ข้ากับพี่หนิงรู้สึกถูกชะตากันราวกับคุ้นเคยกันมานาน! เขาเลื่อมใสในตัวใต้เท้าเป็นอย่างมาก ข้าเลยตั้งใจพาเขามาพบใต้เท้าฟาง"
ฟางเจิ้งอี "" ไอ้เวรนี่ไม่ได้ถูกขู่จนเสียสติไปแล้วใช่ไหม? ข้าไม่ใช่พ่อเจ้าสักหน่อย!
หนิงหงหย่วนประสานมือคารวะ "คารวะใต้เท้าฟาง!" พร้อมกับลอบขำในใจ วันนี้ซื่อจื่ออย่างข้านอกจากจะใช้จดหมายเชิญของเจ้าแล้ว ยังจะเหยียบหัวเจ้าอีกด้วย!
ฟางเจิ้งอีพยักหน้า "ดี ดี งานแต่งครั้งนี้ข้าเห็นด้วย"
จางชาง "???" หนิงหงหย่วน "???"
หลี่หยวนจ้าวไม่เข้าใจความหมาย แต่ฟังแล้วรู้สึกตลกดี จึงเอาแต่ส่งเสียง 'กิเกียกิ' หัวเราะงอหายอยู่ข้างๆ ทำให้จางชางและหนิงหงหย่วนต้องถลึงตาใส่
จางชางเอ่ยขึ้น "ใต้เท้าฟาง ข้าคิดว่าบรรยากาศอันยอดเยี่ยมในวันนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก จึงอยากจะขอเชิญใต้เท้าฟางแต่งบทกวีสักบท หนึ่งคือใต้เท้าฟางจะได้ไม่เสียเที่ยวที่มาเยือน สองคือจะได้เติมเต็มความปรารถนาในการศึกษาหาความรู้ของเหล่าสหายทั้งหลายด้วยนะขอรับ!"
ฟางเจิ้งอีพูดเรียบๆ "เสี่ยวจาง ความจำเจ้าไม่ค่อยดีเลยนะ คำพูดที่ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?"
พฤติกรรมเช่นนี้ในสายตาของฟางเจิ้งอีก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกคนบังคับให้ขึ้นแสดงโชว์ต่อหน้าสาธารณชน เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายมาก! ฟางเจิ้งอีรู้สึกหงุดหงิดสุดๆ!
หนิงหงหย่วนรีบช่วยพูดเสริม ตะโกนเสียงดัง "ใต้เท้าฟาง! ทุกคนที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ต่างก็เลื่อมใสในความสามารถของท่านมากเลยนะขอรับ! ขอความกรุณาแต่งบทกวีสักบทเถิด เพื่อไม่ให้บรรดาบัณฑิตที่อยู่ที่นี่ต้องรู้สึกผิดหวัง แต่งสักบทเถิดขอรับใต้เท้าฟาง!!"
พอเขาตะโกนแบบนี้ สายตาของผู้คนก็เริ่มหันมามอง มีพวกชอบมุงดูเรื่องสนุกไม่กลัวเรื่องบานปลายตะโกนตามมาประโยคหนึ่ง "แต่งสักบท!"
เมื่อมีคนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงตะโกนก็เริ่มดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
"แต่งสักบท! แต่งสักบท! แต่งสักบท!"
ในความรู้สึกเลือนลาง ฟางเจิ้งอีฟังไปฟังมา ยิ่งฟังยิ่งเหมือนคำว่า 'เอาอีก เอาอีก เอาอีก'
ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยอย่างหนักแล้วว่า ไอ้ปัญญาอ่อนตรงหน้าเป็นคนที่มาจากดาวดวงเดียวกันกับเขาหรือเปล่า ขณะที่กำลังคิดว่าจะเอามีดแทงมันให้ตายดีหรือไม่ จู่ๆ ก็มีคนมาดึงแขนเสื้อของเขา
เป็นหลี่หยวนจ้าวที่กระซิบข้างหู เสียงเบา "เหล่าฟาง มาดีไม่สู้ มาสู้ไม่ดีแล้ว!"
"หึหึ ถ้าเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ป่านนี้พวกเขากองไปกองกับพื้นแล้ว"
"เหล่าฟาง เจ้าแต่งบทกวีเป็นไหม?"
"พวกเราสองคนก็พอๆ กันนั่นแหละ"
"แหะๆ ไม่ต้องมาเกรงใจข้าหรอก! หรือว่าจะหาทางอัดพวกมันสักตั้งดี!?"
ฟางเจิ้งอีถอนหายใจอย่างจนปัญญา เจ้าพูดน่ะมันง่าย แต่ข้าจะไม่เกรงใจได้หรือ
ยังไม่ทันที่ฟางเจิ้งอีจะอ้าปากพูด จางเปียวก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาก่อน เขายกเท้าข้างหนึ่งเหยียบขึ้นไปบนโต๊ะ แล้วคำรามลั่น "หุบปากกันให้หมด!"
ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศก็เงียบกริบลงทันที ทุกคนพากันมองจางเปียวด้วยความตกตะลึง
เมื่อเห็นจางเปียวมีท่าทีดุดันเหี้ยมหาญ จางชางก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาอีกแล้ว... ใต้ร่มผ้าของไอ้หมอนี่มีแต่อาวุธร้ายแรงทั้งนั้นเลยนะเว้ย
แต่หนิงหงหย่วนกลับไม่เกรงกลัว เขายิ้มแล้วเอ่ยว่า "ใต้เท้าฟาง ท่านนี้คงจะเป็นองครักษ์ของท่านกระมัง? ทำไมถึงได้หยาบคายเช่นนี้ การพาคนหยาบกระด้างเช่นนี้ไว้ข้างกาย ช่างเสื่อมเสียชื่อเสียงด้านบุ๋นของใต้เท้าจริงๆ นะขอรับ"
ฟางเจิ้งอีหรี่ตาลง มองดูหนิงหงหย่วน
ไอ้ตัวป่วนที่โผล่มากลางคันนี่น่ารำคาญจริงๆ แต่ก็กล้าหาญไม่เบา ดูจากท่าทางแล้วน่าจะมีเบื้องหลังอยู่บ้าง
แต่พอได้ยินเขาพูดจาดูถูกจางเปียว ฟางเจิ้งอีก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
จึงกล่าวเนิบๆ "ตั้งแต่ข้ามาถึงเมืองหลวง ก็มักจะมีพวกภูตผีปีศาจมาด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงหน้าเสมอ จำเป็นต้องพาคนหยาบกระด้างมาเพื่อใช้พลังหยางข่มขวัญพวกมันเสียหน่อย หากพาพวกคนบอบบางแบบเจ้ามาด้วย ข้าคงโดนฆ่าตายไปตั้งนานแล้วล่ะ!"
พอจางเปียวได้ยินดังนั้น ก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นทันที ด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญ ราวกับจะบอกว่าข้านี่แหละคือผู้ชายที่หยาบใหญ่ที่สุดในใต้หล้า
หลี่หยวนจ้าวเอาแต่ส่งสายตาเป็นนัยๆ ให้ฟางเจิ้งอีไม่หยุด เหล่าฟาง เจ้าดูสิว่าข้าหยาบใหญ่ไหม!?
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากรอบๆ ใบหน้าของหนิงหงหย่วนก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ใครมันบอบบางวะ! เจ้าว่าใครเล็ก!?
แต่หนิงหงหย่วนก็ยังถือว่าเป็นคนมีความอดทนสูง เขากดข่มความขุ่นเคืองในใจไว้ แล้วตอบว่า "หึหึ ใต้เท้าฟางล้อเล่นแล้ว เชิญแต่งบทกวีเถิดขอรับ..."
"ได้! ในเมื่อทุกคนให้เกียรติเชิญชวนขนาดนี้ ข้าก็ไม่อยากจะหักหน้าทุกคน เด็กๆ! เตรียมพู่กันและหมึกมา!"
วันนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะ วันหลังค่อยหาโอกาสฆ่าไอ้ลูกเต่าสองตัวนี้ทิ้งซะ!
เมื่อเห็นเขาตอบตกลง จางชางกับหนิงหงหย่วนก็หันมาสบตายิ้มให้กัน สมแล้วที่เป็นไอ้คนไร้ความสามารถ ดีแต่ขู่ฟ่อๆ ไปวันๆ...
ไม่นานพู่กันและหมึกก็พร้อม ฟางเจิ้งอีหยิบพู่กันขึ้นมา ในหัวก็คิดทบทวนบทกวี การที่วันนี้ไม่จำกัดหัวข้อก็ถือเป็นเรื่องดี ไม่อย่างนั้นคงได้เผยความอ่อนหัดออกมาแน่
ฟางเจิ้งอีล็อกเนื้อหาในใจได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จรดพู่กันลงไปอย่างไม่สะทกสะท้าน จางชางทั้งสองคนกลั้นหายใจ มองไปที่บนโต๊ะ
"จั๊กจั่นหนาวกรีดร้องระงม พลบค่ำเบื้องหน้าศาลาฉางถิง ฝนไล่ช้างเพิ่งซาเม็ด ดื่มสุราอำลาหน้าประตูเมือง..."
"ริมฝั่งหลิว ต้นลมยามเช้าจันทร์เสี้ยวแรม ปีนี้จากไป คงเป็นเพียงคืนวันอันงดงามที่ไร้ความหมาย..."
เขียนมาถึงตรงนี้ ปลายพู่กันก็หยุดชะงักกะทันหัน สีหน้าของฟางเจิ้งอีแข็งค้างไปในทันที!
บัดซบ! สองประโยคสุดท้ายมันร้องว่าอะไรนะ?
ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบเติมคำในช่องว่างข้อนี้ดูเหมือนตัวเองจะตอบไม่ได้ ตอนนี้ดันมาลืมอีกแล้ว! ตอนนี้จะแก้ก็ไม่ทันแล้วด้วย? ทำยังไงดี! ทำยังไงดี!?
ฟางเจิ้งอีอึ้งกิมกี่กระอักกระอ่วนไปทั้งตัว หารู้ไม่ว่าจางชางทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังเหงื่อตกไม่แพ้กัน
จางชางกระซิบข้างหูหนิงหงหย่วนด้วยความร้อนรน "พี่หนิง เขา... เขามีความสามารถจริงๆ ด้วย! ทำยังไงดี! ทำยังไงดี!?"
(จบแล้ว)