- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 50 - เสียดายที่พบกันช้าไป
บทที่ 50 - เสียดายที่พบกันช้าไป
บทที่ 50 - เสียดายที่พบกันช้าไป
บทที่ 50 - เสียดายที่พบกันช้าไป
จัดการเรื่องราวเสร็จสรรพ จางเปียวก็ปิดประตูใหญ่ แล้วพวกเขาก็กลับไปกินข้าวกันต่อ
เสี่ยวเถาเจอจดหมายที่ตกหล่นอยู่ในลานบ้าน หยิบขึ้นมาดูแล้วพูดว่า "นายน้อย คนเมื่อกี้เหมือนจะมาส่งจดหมายให้ท่านนะเจ้าคะ"
"หืม? จดหมายอะไร เปิดดูซิ"
เสี่ยวเถาเปิดอ่านดูครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "เป็นจดหมายเชิญ เชิญท่านไปร่วมงานล่องเรือประชันบทกวีในอีกสามวันข้างหน้า... อืม จัดที่ทะเลสาบชวี่จั้ว ตราประทับยังเป็นตราของจวนเสนาบดีด้วยนะเจ้าคะ จะไปไหมเจ้าคะ?"
งานประชันบทกวี? แปลกดีแฮะ!
ตัวเองทะลุมิติมา ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้รับสืบทอดมาเลยสักนิด บทกวีที่อยู่ในหัวส่วนใหญ่ก็มีแค่ครึ่งๆ กลางๆ ขืนออกไปก็มีแต่ไปขายหน้าเปล่าๆ! บทกวีที่เกินระดับการศึกษาภาคบังคับเก้าปี ถือเป็นข้อสอบที่เกินหลักสูตรทั้งนั้น!
ฟางเจิ้งอีรับจดหมายมา หัวเราะหยัน "ไม่ไป! ต้องเป็นไอ้ลูกชายเสนาบดีกรมฮู่ปู้ที่ชื่อจางชาง อะไรนั่นที่เจี่ยเหลียงพูดถึงตอนแรกแน่ๆ ที่เป็นคนออกหน้าแทนมัน!"
"ไอ้หมอนี่สมองมีปัญหาหรือไง ถึงให้เจี่ยเหลียงมาส่งจดหมาย เห็นชัดๆ ว่าเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน คิดว่านายน้อยอย่างข้าเป็นไอ้โง่บัดซบหรือไง?!"
"นายน้อย งานเลี้ยงหงเหมินคืออะไรหรือขอรับ? อร่อยไหม?" จางเปียวชะโงกหน้าเข้ามาถาม
"อร่อยสิ! มีเนื้อดิบให้กินไม่อั้น! เจ้าไปแทนนายน้อยอย่างข้าก็แล้วกัน!"
จางเปียวดูออกว่าฟางเจิ้งอีกำลังประชด จึงหัวเราะแหะๆ "เนื้อดิบก็ได้ขอรับ... เอาหลบมาทำสุกกินเอง"
"เอาล่ะๆ ฉีกจดหมายทิ้งไปเถอะ แล้วมากินข้าวต่อ"
พูดจบฟางเจิ้งอีก็เตรียมจะฉีกจดหมายในมือทิ้งให้เป็นชิ้นๆ
"เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งฉีก!" ไป๋อีที่ยืนอยู่มุมกำแพงโพล่งขึ้นมา ทุกคนจึงหันไปมองนาง
ไป๋อีเดินยิ้มเจื่อนๆ เข้ามา ดึงจดหมายไปจากมือฟางเจิ้งอี พูดเสียงตะกุกตะกัก "นายน้อย ท่านดูสิเจ้าคะ จดหมายฉบับนี้ส่งมาจากจวนเสนาบดี แถมในงานประชันบทกวีต้องมีคุณชายผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานมากมายแน่ๆ"
"โอกาสแบบนี้มีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากได้แต่ก็ไม่ได้... ท่านเพิ่งมาถึงเมืองหลวงใหม่ๆ ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักท่าน สู้เอาจดหมายนี้ไปขายดีกว่านะเจ้าคะ!"
ฟางเจิ้งอีตาลุกวาวด้วยความดีใจ "ย่ะ! เสี่ยวไป๋ เจ้าโตขึ้นแล้วนี่! พูดมีเหตุผล เอาไปขายดีกว่า!"
จากนั้นก็ยื่นมือไปขยี้ผมไป๋อีเล่นอย่างมันเขี้ยว
ไป๋อีพยายามอดกลั้นความรู้สึกอยากจะหลบหลีก ใบหน้างดงามค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้น
"เสี่ยวเถา พรุ่งนี้เจ้าลองออกไปดูตามร้านอาหารใหญ่ๆ หรือสถานศึกษาดูสิ ว่ามีใครอยากจะรับซื้อจดหมายฉบับนี้บ้างไหม ถ้ามีคนไม่ไว้ใจ ก็พากลับมาที่จวนเลย นายน้อยจะออกไปต้อนรับเอง!"
"นายน้อย มอบหมายให้ข้าทำเถอะเจ้าค่ะ! ข้ามาถึงเมืองหลวงแล้วยังไม่ได้ออกไปไหนเลย พี่เสี่ยวเถาวิ่งเต้นมาสองวันก็คงเหนื่อยมากแล้วด้วย" ไป๋อีรีบเสนอตัว
"เจ้างั้นรึ?" ฟางเจิ้งอีมองไป๋อีด้วยสายตาเคลือบแคลง
เสี่ยวเถาช่วยเขาดูแลอำเภอเถาหยวนมาหลายปีแล้ว จัดการความสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างคล่องแคล่ว ทำงานน่าเชื่อถือ เขาก็วางใจ
แต่ไป๋อีพูดตรงๆ นะ มองยังไงก็เหมือนแจกันดอกไม้ ทำงานทำการก็ดูไม่น่าจะเอาถ่าน
ขืนปล่อยไป๋อีออกไป หน้าตาก็สวยแถมยังซื่อบื้อแบบนี้ จะไม่โดนคนอื่นหลอกเอาไปขายหรือไง?
"เจ้าไหวเหรอ?"
"ข้าไหวเจ้าค่ะ! ข้าทำได้!" ไป๋อียืนยันหนักแน่น
"งั้นก็ได้ พรุ่งนี้ให้จางเปียวไปเป็นเพื่อนเจ้า เสี่ยวเถาจะได้พักผ่อนบ้างก็ดีเหมือนกัน คราวนี้เจ้าทำผลงานได้ดีมาก! ถ้าขายได้ราคาดี ข้าจะให้ส่วนแบ่งเจ้าหนึ่งเปอร์เซ็นต์!"
"..." ใครจะไปสนไอ้เงินเศษเล็กเศษน้อยของท่านกัน! ไป๋อีแอบด่าในใจ
"เอ่อ... นายน้อย เมื่อหลายปีก่อน ข้าจำได้ว่าท่านพ่อเคยติดต่อค้าขายกับพ่อค้าในเมืองหลวงอยู่บ้าง ดังนั้นข้าอยากจะไปลองดูด้วยตัวเอง ไม่ต้องรบกวนพี่เปียวหรอกเจ้าค่ะ..."
ดูท่าไป๋อีอยากจะพิสูจน์ฝีมือตัวเองสินะ ให้ลองฝึกฝนดูบ้างก็ดีเหมือนกัน
ฟางเจิ้งอีจึงพูดต่อ "ตกลง งั้นเดี๋ยวให้เสี่ยวเถาเบิกเงินให้เจ้าไปสักหน่อย พรุ่งนี้ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวด้วย วันนี้เจ้าทำผลงานได้ดี กินข้าวได้"
...
วันรุ่งขึ้น ฟางเจิ้งอีไม่ได้ไปสาย
เขาไปเข้าเฝ้าได้ตรงเวลาเป๊ะ ท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามของทุกคน เขาก็ไปหาที่ยืนแถวหลังสุดพิงเสาอยู่อย่างเงียบๆ แล้วเริ่มเหม่อลอย...
ฟางเจิ้งอียังยืนไม่ทันจะอุ่น ก็โดนขันทีในท้องพระโรงสะกิดเตือน
กัวเทียนหยางเรียกเสียงเบา "ใต้เท้าฟาง! ใต้เท้าฟาง! ตื่นเร็วเข้า! ท่านไม่ได้ยืนตรงนั้นนะ!"
"หา? แล้วข้าต้องยืนตรงไหน?" ฟางเจิ้งอีทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
กัวเทียนหยางกลอกตาบนอย่างเอือมระอา จำต้องดึงตัวฟางเจิ้งอีออกมา แล้วพาไปยืนตรงตำแหน่งกึ่งกลาง
แล้วกระซิบเตือนอีกครั้ง "ใต้เท้าฟาง... ฝ่าบาททรงมองท่านอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ"
พอรับรู้ได้ถึงสายตาดูแคลนจากคนรอบข้าง ฟางเจิ้งอีก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มระดับเสียงขึ้น "ขอบคุณพี่กัวมาก!!"
"..."
สายตาเหยียดหยามของทุกคนพุ่งเป้าไปที่กัวเทียนหยางในทันที
มารดามันเถอะ! คนตั้งเยอะตั้งแยะมาเรียกพี่กัวอะไรวะ! ไอ้เวรนี่ถ้าไม่ดึงข้าลงน้ำไปด้วยคงนอนไม่หลับใช่ไหม!
กัวเทียนหยางหน้าเหวอ หน้าแก่ๆ แดงก่ำ ยกมือปิดหน้าเดินกลับไปยืนข้างจิ่งตี้
จากนั้นเสียงระฆังก็ดังขึ้น เหล่าขุนนางเริ่มถวายรายงาน
ฟางเจิ้งอีก็ยืนสะลึมสะลือ เสียงที่ดังอยู่ข้างหูก็เริ่มเลือนลางลงเรื่อยๆ เลือนลางลงเรื่อยๆ...
ปกติเขานอนวันละหกชั่วยาม นิสัยดีๆ แบบนี้ฟางเจิ้งอีบ่มเพาะมาหลายปี แต่ตั้งแต่เข้าเมืองหลวงมากลับได้นอนแค่วันละสี่ชั่วยามเท่านั้น
ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ ฟางเจิ้งอีรู้สึกเหมือนถูกบังคับเปิดเครื่อง ยังปรับตัวไม่ได้สักที...
แต่จิ่งตี้ก็ทรงไว้หน้าเขามาก ตลอดการประชุมไม่ได้เรียกถามอะไรฟางเจิ้งอีเลย เขาก็เลยได้พักผ่อนอย่างสบายใจ
ผ่านไปสักพัก ฟางเจิ้งอีก็รู้สึกเหมือนมีคนมาดึงตัวเองอีกแล้ว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เสียงแว่วๆ ดังอยู่ข้างหู "ใต้เท้าฟาง! ตื่นเร็ว เลิกแล้ว!"
"หืม? เลิกเรียนแล้วเหรอ?"
เส้นดำสามเส้นทอดลงมาจากหน้าผากของกัวเทียนหยาง บ่นอุบอิบ "เลิกเรียนอะไรกันเล่า! เลิกประชุมแล้ว! ท่านรีบไปรายงานตัวที่จวนจ้านซื่อเถอะ!"
"แหะๆ... พี่กัวช่างมีน้ำใจจริงๆ! ข้าไปล่ะ" ฟางเจิ้งอียิ้ม ปาดน้ำลายที่มุมปาก แล้วหันหลังเดินออกจากท้องพระโรง
"เดี๋ยวก่อน! ท่านรู้ทางไปหรือเปล่า?" กัวเทียนหยางมองฟางเจิ้งอีด้วยสีหน้าเหมือนเห็นเหล็กที่ไม่เอาถ่าน
"ใช่ ข้าไม่รู้! นอนเพลินจนเบลอไปหมดแล้ว พี่กัวจะพาข้าไปเหรอ?"
กัวเทียนหยางโบกมืออย่างรังเกียจ คว้าตัวขันทีน้อยข้างๆ มาสั่ง "ข้าจัดคนไว้ให้ท่านแล้ว! เหมาเฉวียน เจ้าพาใต้เท้าฟางไปที่จวนจ้านซื่อนะ"
เหมาเฉวียนเดินนำฟางเจิ้งอีมาจนถึงจวนจ้านซื่อ
พอเดินเข้าไปข้างใน ฟางเจิ้งอีก็กวาดสายตาไปเห็นหลี่หยวนจ้าวที่ถูกห้อมล้อมด้วยฝูงขันที กำลังเดินตรงมาหาเขาทันที
บนใบหน้าองค์รัชทายาทมีบาดแผล แต่ก็ยังคงแย้มยิ้ม "หึหึ ฟางเจิ้งอี ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที เปิ่นกงรอเจ้าจนรากจะงอกอยู่แล้ว!"
ฟางเจิ้งอีเองก็ยิ้มออก "กระหม่อมก็คิดถึงองค์รัชทายาทเป็นพิเศษเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ! ตอนอยู่อำเภอเถาหยวน รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานานแสนนาน!"
"พอเห็นองค์รัชทายาทครั้งแรก กระหม่อมก็รู้สึกได้เลยว่าพระองค์ทรงมีท่าทีองอาจห้าวหาญ ไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ว่าจะเป็นถึงองค์รัชทายาท!"
"ช่างเหนือความคาดหมาย! แต่ก็สมเหตุสมผลจริงๆ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางเจิ้งอี ฝูงขันทีข้างกายหลี่หยวนจ้าวต่างก็พากันเบือนหน้าหนี ทนดูไม่ได้...
ช่างไร้ยางอายสิ้นดี! ช่างหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน! ถ้าไม่เห็นว่าไอ้หมอนี่ใส่ชุดขุนนาง คงนึกว่าเป็นพวกขันทีเหมือนกันซะอีก!
หลี่หยวนจ้าวฟังแล้วก็ดีใจเป็นล้นพ้น ก้าวเข้าไปจับมือฟางเจิ้งอีแล้วลากเดินเข้าไปข้างใน ปากก็พูดไม่หยุด "ใช่ๆๆ! ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน! ข้ารู้สึกเสียดายที่พวกเราเจอกันช้าไปจริงๆ ไม่เหมือนท่านอาจารย์เหยียนคนนั้น พูดจาดีๆ สักคำยังไม่เป็นเลย"
"ตามข้ามา อีกเดี๋ยวท่านอาจารย์เหยียนก็จะมาแล้ว เปิ่นกงไม่อยากเห็นหน้าเขาเลยจริงๆ!"
(จบแล้ว)