- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 222 ใช้หัวคิด
บทที่ 222 ใช้หัวคิด
บทที่ 222 ใช้หัวคิด
หวังเสี่ยวเลี่ยงกับโจวเฉียงจ้องมองหลัวปี้เซิ่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เนื้อย่างบนโต๊ะเย็นชืดจนเริ่มดำคล้ำ เหล้าในแก้วไม่มีใครแตะ ขอบแก้วมีแต่คราบน้ำมันรอยนิ้วมือ
อดีตลูกคุณหนูบ้านรวยที่ตกลงไปในบ่ออุจจาระ ถูกคนหิ้วคอขึ้นมา ล้างจนสะอาดเอี่ยม แล้วจับไปวางไว้ที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
แค่ฟังเรื่องนี้ก็ชวนให้ขนลุกซู่แล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ หวังเสี่ยวเลี่ยงถึงยกแก้วเหล้าขึ้นชนกับหลัวปี้เซิ่ง เสียงแก้วกระทบกันดังกังวานทำลายความเงียบงันลง
เหล้าแรงดีกรีสูงไหลผ่านลำคอ ความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้น
"ปี้เซิ่ง ถามอะไรหน่อยสิ"
หลัวปี้เซิ่งกระดกเหล้าในแก้วจนหมดเกลี้ยง แววตาของเขาในตอนนี้ดูใสซื่อจนน่ากลัว "พี่เลี่ยง ถามมาเลยครับ"
"ถ้า... อาสามไม่เข้ามาช่วย ไม่ได้ช่วยนายแก้แค้น นายจะจัดการกับหลี่ไหลฝูยังไง"
หลัวปี้เซิ่งฉีกยิ้มกว้าง ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ หุบลง เปลี่ยนเป็นสีหน้าเหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว
เขาเน้นเสียงหนักทีละคำ หลุดออกมาสองคำสั้นๆ
"ฆ่ามัน"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง
หวังเสี่ยวเลี่ยงกับโจวเฉียงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ หันไปมองรอบๆ ตัว
พอเห็นหน้าตาตื่นตระหนกของทั้งสองคน หลัวปี้เซิ่งก็ "พรืด" หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น หัวเราะจนตัวโยน น้ำตาแทบเล็ด
"ล้อเล่นน่า พี่ ล้อเล่น!" เขารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ตอนนี้ผมจะไปกล้าทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง ชีวิตผมตอนนี้อาสามกับอาเหวินเป็นคนชุบขึ้นมา ผมจะไม่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังอีกแล้ว"
"ไอ้เด็กนี่ วอนหาเรื่องจริงๆ" หวังเสี่ยวเลี่ยงด่ากลั้วหัวเราะ
"เอาดีๆ นายจะทำยังไง" เขาอยากรู้คำตอบจริงๆ
หลัวปี้เซิ่งยกนิ้วชี้ขึ้นมาจิ้มที่ขมับตัวเอง
"ใช้ไอ้นี่ไง"
"หืม"
"การฆ่าคนมันเป็นวิธีแก้แค้นที่งี่เง่าและระดับต่ำสุด ผมอาจจะไปแจ้งสรรพากรว่าหมอนั่นเลี่ยงภาษี ไปแจ้งกรมการค้าว่าหมอนั่นขายเหล้าปลอมบุหรี่ปลอม หรือไม่ก็ไปแจ้งกรมแรงงานว่าหมอนั่นจ้างคนผิดกฎหมาย"
"คอยหาเรื่องกวนประสาทมันเป็นพักๆ ให้มันอยู่ไม่เป็นสุข"
"อาสามเคยบอกว่า ต่อให้จะแจ้งตำรวจ ก็ต้องรู้กฎหมายซะก่อนถึงจะแจ้งได้ ผมจำขึ้นใจเลย ข้อเท็จจริงเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน แต่คนที่รู้กฎหมายกับคนที่ไม่รู้ เวลาไปแจ้งความ ผลลัพธ์ที่ได้มันต่างกันลิบลับเลยนะ"
เขาหยิบเนื้อย่างขึ้นมากัดคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ พลางพูดต่อ
"พนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตของมันหลายคนเป็นลูกค้าประจำที่ร้านเน็ตผม เวลาพวกนั้นคุยโม้กัน ผมนี่หูผึ่งเลย ความลับในร้านมัน ผมรู้หมดแหละ"
จู่ๆ หวังเสี่ยวเลี่ยงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของหลี่ไหลฝูโดนตรวจเมื่อหลายวันก่อน ฝีมือนายเหรอ" เรื่องนี้หวังเสี่ยวเลี่ยงเพิ่งรู้มาจากหลัวปี้เซิ่งนี่แหละ
หลัวปี้เซิ่งส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ไม่ใช่ผม ผมก็แค่รอดูผลงานชิ้นโบแดงของอาสามอยู่ เรื่องขี้ปะติ๋วของผมน่ะ เอาไปโชว์ใครไม่ได้หรอก"
ไม่ใช่ฝีมือหลัวปี้เซิ่ง
ในหัวของหวังเสี่ยวเลี่ยงปรากฏภาพใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นของเหลียงหยานีขึ้นมา
ต้องเป็นยัยบ้าคนนั้นแน่ๆ
โจวเฉียงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกทึ่งมาก เขาตบไหล่หลัวปี้เซิ่งดังป้าบ
"ไอ้น้อง! โคตรโชคดีเลยนะแก!"
"โบราณว่าไว้ พ่อแม่รังแกฉัน คำนี้ไม่ผิดเลย แต่แม่นายน่ะ ดันช่วยชีวิตนายไว้ในจังหวะที่สำคัญที่สุด! ถ้าวันนั้นแม่นายไม่หาเครื่องประดับทอง ไม่โทรไปขอความช่วยเหลือจากอาสามนาย แล้วเอาแต่ปกปิดเรื่องให้แก แกก็คงจบเห่ไปแล้ว ด้วยนิสัยของนาย ด้วยประสบการณ์ของนาย ถ้าเป็นคนอื่น ที่ไม่มีคนเก่งๆ อย่างอาสามมาช่วยดึงไว้ ป่านนี้คงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงไปแล้ว หรืออย่างดีก็คงไปนอนกินข้าวแดงในคุกนู่น"
หลัวปี้เซิ่งพยักหน้าอย่างเห็นด้วยสุดๆ
"จริงครับพี่ พอคิดย้อนกลับไปทีไร ผมยังเสียวสันหลังวาบทุกที ถ้าวันนั้นแม่ไม่หาเครื่องประดับพวกนั้น ผมก็คงจบเห่จริงๆ ก้าวผิดก้าวเดียว ก็ผิดไปหมดทั้งชีวิต ชาตินี้คงไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้อีก"
หวังเสี่ยวเลี่ยงฟังบทสนทนาของทั้งคู่แล้วก็รู้สึกหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป
"พ่อแม่นี่แหละ คือผู้มีพระคุณที่สวรรค์ประทานมาให้ตั้งแต่เกิด" เขาพูดเบาๆ "ไม่ใช่แค่พวกเราหรอก คนส่วนใหญ่ ถ้าไม่เคยออกไปโดนสังคมตบหน้าแรงๆ ก็ไม่มีทางรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้หรอก ทั้งชีวิต คนส่วนใหญ่ก็มีผู้มีพระคุณคนแรกเป็นสองคนนี้นี่แหละ บางคนอาจจะมีแค่สองคนนี้ไปตลอดชีวิต น่าเสียดายนะ ที่หลายคนจนตายก็ยังไม่เข้าใจ"
"พี่เฉียง ขอโทษทีนะพี่" หวังเสี่ยวเลี่ยงนึกขึ้นได้ว่าโจวเฉียงเป็นเด็กกำพร้า
"ขอโทษอะไรวะ พวกท่านให้ชีวิตฉันมา ก็ต้องเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว"
หวังเสี่ยวเลี่ยงนึกถึงประโยคนั้นใน "ตำราชะตา" ขึ้นมาอีกครั้ง
'บิดามารดา คือผู้มีพระคุณที่สวรรค์ประทานมา'
หลัวปี้เซิ่งเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่ อาสามจะยอมลดตัวลงมาช่วยไอ้สวะอย่างผมทำไม"
"เพราะงั้น ผมตั้งใจว่า... จะสอบเข้าเรียน ป.โท ที่เจียงฉวงให้ได้"
"ว่าไงนะ!" หวังเสี่ยวเลี่ยงกับโจวเฉียงประสานเสียงกันด้วยความตกใจ
"ผมรู้ว่าพื้นฐานผมแย่มาก ตอนสอบเข้ามหาลัยได้แค่ร้อยกว่าคะแนนเอง มันยากเหมือนปีนขึ้นสวรรค์เลยแหละ แต่เดี๋ยวนี้ในเน็ตมีคอร์สสอนเยอะแยะ ผมเรียนออนไลน์เอาได้ ขอแค่ตั้งใจจริง ยังไงก็ต้องมีความหวังบ้างล่ะน่า" น้ำเสียงของหลัวปี้เซิ่งราบเรียบมาก ไม่ได้ดูเหมือนพูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย "เรื่องนี้ผมยังไม่เคยบอกใครเลยนะ กะจะแอบซุ่มอ่านหนังสือเงียบๆ ถ้าวันไหนสอบติดขึ้นมาจริงๆ ค่อยเซอร์ไพรส์พ่อกับแม่ ผมว่าพวกท่านน่าจะดีใจมากเลยล่ะ"
"แต่แน่นอนว่า ต้องเอาใบปริญญาตรีของจิงเคอมาให้ได้ก่อน อันนี้ไม่ยากเท่าไหร่"
"พี่เลี่ยง พี่เฉียง เรื่องนี้พวกพี่เหยียบไว้ให้มิดเลยนะ ห้ามไปบอกอาสาม แล้วก็ห้ามให้พ่อกับแม่ผมรู้ด้วย ขืนสอบไม่ติดขึ้นมา เดี๋ยวพวกท่านจะดีใจเก้อ"
โจวเฉียงกวาดสายตามองหลัวปี้เซิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสงสัย "นี่ ปี้เซิ่ง วันนี้นายไปกินอะไรผิดสำแดงมาวะเนี่ย เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงยอมปริปากเล่าออกมาง่ายๆ ล่ะ สำหรับนาย ฉันนี่คนนอกเลยนะ มานั่งเปิดแผลตัวเองให้ฉันฟัง ไม่เจ็บหรือไง"
"แต่จะว่าไปนะ แกนี่พูดจาฉะฉาน เล่าเรื่องซะเห็นภาพเลยนะเว้ย มีแววแบบไอ้ซินอวี่อยู่นะเนี่ย"
หลัวปี้เซิ่งหัวเราะแหะๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแก้เขิน
"ก็ตั้งแต่วันที่อาสามกลับไป ผมก็คิดตกแล้ว คนเรามันต้องลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองให้ได้"
"ผมไปหาข้อมูลในเน็ตมา นักจิตวิทยาเขาบอกว่า การพูดเรื่องที่แย่ที่สุด น่าอายที่สุดในใจออกมาให้คนอื่นฟัง คือกุญแจสำคัญในการรักษาอาการเก็บตัว เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับมันก่อน คนอื่นถึงจะยอมรับเราได้"
"แน่นอนว่า พี่เลี่ยงคือคนแรกที่ผมอยากเล่าให้ฟัง แล้วก็เป็นเป้าหมายแรกที่ผมอยากระบายความในใจด้วย" หลัวปี้เซิ่งหันไปหาหวังเสี่ยวเลี่ยง "ผมคิดว่านะ ถ้าผมสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ต่อหน้าพี่สะใภ้ได้อย่างหน้าตาเฉยล่ะก็ แสดงว่าผมโคตรเจ๋งเลยล่ะ ถือว่าก้าวข้ามผ่านมันไปได้ก้าวใหญ่แล้ว"
เขาเปลี่ยนเรื่อง หันไปขยิบตาให้โจวเฉียง
"พี่เฉียง วันนี้พี่อยู่ที่นี่ด้วย ถือว่าช่วยลดระดับความยากให้ผมเยอะเลยนะ"
ตอนแรกโจวเฉียงยังงงๆ อยู่ แต่พอคิดตามคำพูดนั้นปุ๊บ หน้าก็เปลี่ยนสีทันที
"เฮ้ย! ไอ้เด็กนี่ แกหลอกด่าว่าฉันขี้เหร่ใช่ไหมเนี่ย"
"แกหมายความว่า ถ้ามีสาวสวยๆ อยู่ด้วย ความยากจะพุ่งปรี๊ด แต่พอมีไอ้หน้าปลวกอย่างฉันมานั่งฟัง ความยากก็ลดฮวบลงมาเหลือระดับอนุบาลเลยงั้นสิ"
หลัวปี้เซิ่งหัวเราะคิกคัก ยกแก้วเหล้าขึ้นทำท่าจะชนแก้ว ไม่ยอมตอบคำถาม
ทำหน้าตาซื่อบื้อแบบยอมรับกลายๆ นี่มันน่าหมั่นไส้กว่ายอมรับตรงๆ ซะอีก
"หนอย ไอ้หลัวปี้เซิ่ง! เพิ่งจะกล้าเปิดปากพูด ก็เอาพี่เฉียงมาล้อเล่นซะแล้วนะ!"
หลัวปี้เซิ่งลุกขึ้นยืน ยกแก้วเหล้าขึ้นด้วยท่าทางขึงขัง "มาครับ พี่เฉียง ขอแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง ผมชื่อหลัวปี้เซิ่ง ปี้เซิ่งที่แปลว่าต้องชนะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"