- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 211 ลมบูรพาพัดมาอยู่ในกระเป๋าแล้ว
บทที่ 211 ลมบูรพาพัดมาอยู่ในกระเป๋าแล้ว
บทที่ 211 ลมบูรพาพัดมาอยู่ในกระเป๋าแล้ว
ฟางตงซวี่รู้สึกว่า ตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในนรกชัดๆ
นรกที่ไม่ใช่ภูเขาดาบหรือกระทะทองแดง
แต่นรก ก็คือร้านกาแฟที่เขาสร้างขึ้นมากับมือร้านนี้นี่แหละ
การตกแต่งภายในเป็นฝีมือการออกแบบของสุยอี้หมิง เพื่อนสมัยเด็กที่คุยนักคุยหนาว่าระดับกวาดรางวัลมาแล้ว ทั้งภาพวาดบนผนัง การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ องศาของเคาน์เตอร์บาร์ ทุกตารางนิ้วล้วนแฝงไปด้วยความ "หรูหรามีระดับ"
แต่ตอนนี้ ความหรูหราพวกนั้นกลับกลายเป็นเหมือนฝ่ามือที่ตบหน้าเขาฉาดใหญ่
บ่ายสามโมง ซึ่งควรจะเป็นช่วงที่ร้านกาแฟคนแน่นที่สุด
แต่มองไปรอบๆ ร้าน กลับมีแค่นักศึกษาสองคนฟุบหลับคาโต๊ะ นอกนั้นก็ไม่มีลูกค้าสักคน
กลิ่นกาแฟที่อบอวลอยู่ในอากาศ ตอนนี้เขาดมแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันหอมหวานอีกต่อไป
ทุกอย่าง มันเริ่มมาจากที่เขาและเพื่อนสมัยเด็กอีกสองคน ที่มีความฝันร่วมกัน ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟร้านนี้
ฟางตงซวี่มีเพื่อนสมัยเด็กสองคน คนนึงชื่อสุยอี้หมิง อีกคนชื่อฉินไห่เทา
ทั้งสามคนโตมาในหมู่บ้านพักข้าราชการเดียวกัน เล่นแก้ผ้าคลุกฝุ่นมาด้วยกัน เรียนประถม ม.ต้น ด้วยกัน ถึงแม้พอโตขึ้น สังคมจะเปลี่ยนไป แต่คนที่สนิทที่สุดก็ยังคงเป็นพวกเขาสามคน
สุยอี้หมิงอายุมากกว่าฟางตงซวี่หนึ่งปี แถมยังเรียน ม.ปลาย ที่เดียวกันด้วย
สุยอี้หมิงเรียนจบด้านการออกแบบ อาศัยเส้นสายทางบ้านฝากฝังให้เข้าไปทำงานในบริษัทออกแบบชื่อดังของเจียงเฉิง แต่ด้วยความที่หยิ่งยโส มักจะคิดว่าตัวเองเก่งแต่ไม่มีใครเห็นค่า เอะอะก็พูดว่า "รอฉันออกมาทำเองก่อนเถอะ" หรือไม่ก็ "ว่าที่หัวหน้าดีไซเนอร์ในอนาคต"
ฟางตงซวี่เคยเห็นผลงานการออกแบบของสุยอี้หมิง ยอมรับว่ามีฝีมือจริงๆ ผลงานโดดเด่นสะดุดตามาก
ส่วนฉินไห่เทาเป็นพวกกว้างขวาง เรียนจบแค่ ม.ปลาย ก็ไม่ได้เรียนต่อ กระโจนเข้าสู่สังคมคนทำงานตั้งแต่เด็ก ผ่านมาหลายปี เส้นสายเยอะ รู้จักคนเยอะ เคยทำงานเซลส์ เคยขายรถมือสอง เคยเป็นนายหน้าอสังหาฯ ปากหวานปานน้ำผึ้ง พูดจนฟางกลายเป็นทองคำได้เลย
ส่วนตัวฟางตงซวี่เอง เป็น "ลูกรักของคนอื่น" มาตั้งแต่เด็ก เรียนดี กีฬาเด่น สอบติดมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงได้อย่างราบรื่น ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย ในหัวเขาเต็มไปด้วยความคิดอยากจะทำธุรกิจ ตั้งแต่รับส่งอาหารในมหาลัยไปจนถึงรับจ้างเอาพัสดุ แผนธุรกิจในหัวมีเป็นตั้งๆ แต่ไม่เคยลงมือทำจริงๆ จังๆ สักที
เขามักจะคิดเสมอว่า ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน ฉินไห่เทาก็โทรมาหา
"ตงซวี่ ทำไรอยู่วะ"
"อ่านหนังสืออยู่ห้องสมุดน่ะ เตรียมตัวสอบ ป.โท"
"ป.โท บ้าบออะไรวะ! ถามหน่อยเหอะ ถนนสายการค้าที่เพิ่งสร้างใหม่ตรงฝั่งตะวันออกของมหาลัย แกคิดว่าไง จะรุ่งปะ" น้ำเสียงของฉินไห่เทาดูตื่นเต้นมาก
ฟางตงซวี่ตอบกลับแทบจะทันที "รุ่งชัวร์ๆ อยู่ห่างจากตัวเมืองตั้งไกล เด็กมหาลัยขี้เกียจออกไปไหนไกลอยู่แล้ว เรื่องกิน เที่ยว เล่น ก็ต้องจบแถวนี้แหละ คนโง่ยังรู้เลยว่าต้องรุ่ง"
"เฮ้ย! คิดเหมือนกันเลยว่ะ! ฉันจะบอกให้นะ พี่ชายที่ฉันรู้จักน่ะ เป็นเถ้าแก่ใหญ่ระดับบิ๊กเบิ้มเลยนะเว้ย เขาไปคว้าห้องแถวทำเลทองในถนนสายนั้นมาได้ตั้งแต่ตอนเพิ่งเปิดจอง! ตอนนี้กำลังปล่อยเช่าอยู่ ถ้าพวกเราได้เป็นคนเช่ารายแรก จะทำอะไรก็กำไรเห็นๆ!"
คำว่าทำธุรกิจที่ฟางตงซวี่เฝ้าฝันถึงผุดขึ้นมาในหัวทันที
"แล้วแกอยากทำอะไรล่ะ"
"คุยโทรศัพท์มันไม่สะใจเว้ย ไปตามอี้หมิงมาด้วย เจอกันที่เก่า ร้านกาแฟหลานซาน ฉันเลี้ยงเอง! พวกเราสามคนมาสุมหัวกัน คิดการใหญ่กันดีกว่า!"
บ่ายวันนั้น ทั้งสามคนนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะในร้านกาแฟ ฉินไห่เทาพูดน้ำลายแตกฟอง วาดฝันอนาคตอันสวยหรู
"โปรเจกต์น่ะ ฉันคิดไว้หมดแล้ว เปิดร้านกาแฟไง!"
ฉินไห่เทาชี้ไปที่เซตสเต๊กเนื้อบนโต๊ะ ลดเสียงลง ทำท่าทางลึกลับ "ฉันมีเพื่อนคนนึง ทำแบรนด์ร้านกาแฟแฟรนไชส์ เขาแอบบอกความลับฉันมา พวกแกลองดูสเต๊กนี่สิ ขายเซตละหกสิบแปดใช่ปะ เพื่อนฉันบอกว่า สเต๊กแช่แข็งพวกเนี้ย ต้นทุนไม่ถึงสิบหยวนด้วยซ้ำ! บวกกับสลัดนิดหน่อย ขนมปังสองแผ่น ต้นทุนมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว"
"พวกเราก็เปิดบ้าง ตกแต่งร้านให้หรูกว่า ยกระดับให้ดูแพงกว่า! แต่เซตสเต๊กเนื้อ เราไม่ขายหกสิบแปด เราขายแค่สามสิบแปด! เด็กมหาลัยมีกำลังซื้อแค่ไหนกัน แค่สามสิบแปดหยวน ได้กินสเต๊ก ได้จิบกาแฟ แถมยังได้นั่งตากแอร์สบายๆ ไปทั้งบ่าย คิดว่าพวกเขาจะแห่กันมาต่อคิวไหมล่ะ"
"ถึงตอนนั้น พอคนมาต่อคิวหน้าร้าน ถ่ายรูปอัปลงเน็ต โหวตให้เป็น 'ร้านสุดคุ้มแห่งย่านมหาลัย' ชื่อเสียงก็กระฉ่อนไปไกลแล้ว จะกลัวไม่รวยอีกเหรอ รับรองรวยเละ!"
ทุกคำพูดของฉินไห่เทา เหมือนตะขอเกี่ยวใจฟางตงซวี่เอาไว้แน่น
เขาหันไปมองสุยอี้หมิง
สุยอี้หมิงถอดหมวกปีกกว้างออก เอานิ้วเกาหัว "เรื่องออกแบบตกแต่งไว้ใจฉันได้เลย รับรองว่าต้องเป็นร้านที่ดูอาร์ตที่สุดในถนนสายนั้น เรื่องความหรูหรามีระดับ เราต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง"
ฉินไห่เทารีบตีเหล็กตอนร้อน "พวกลองแกคิดดูนะ งานออกแบบของอี้หมิง ระดับเทพ! เรื่องห้องเช่า ฉันมีคอนเน็กชัน ได้ราคาถูกสุดๆ! ส่วนตงซวี่ เป็นเด็กหัวกะทิ หัวไว รับหน้าที่บริหารจัดการ! พวกเราสามคนนี่มันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ชัดๆ!"
"ตอนนี้ ขาดก็แต่เงินทุนตั้งต้นนี่แหละ!"
ตอนนั้นฟางตงซวี่รู้สึกเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านไปหมด
ทั้งความฝัน เพื่อนรัก ทำเลทอง ธุรกิจกำไรมหาศาล...
ความฝันเรื่องการทำธุรกิจตลอดช่วงมหาลัยของเขา ดูเหมือนจะเป็นจริงได้ในวินาทีนี้
"ต้องใช้เงินเท่าไหร่" เขาถาม
"ฉันคำนวณมาหมดแล้ว ทั้งค่าเช่า ค่าตกแต่ง ค่าอุปกรณ์ วัตถุดิบงวดแรก เงินทุนหมุนเวียน รวมๆ แล้วก็ล้านสองแสนเป็นอย่างต่ำ" ฉินไห่เทาชูนิ้วสี่นิ้ว "พวกเราสามคน หุ้นกันคนละสี่แสน แบ่งหุ้นคนละหนึ่งในสาม เป็นพี่น้องกันก็ต้องแฟร์ๆ"
สี่แสน
ตัวเลขนี้ทำให้ฟางตงซวี่ได้สติกลับมาแวบหนึ่ง
แต่คำพูดประโยคต่อมาของฉินไห่เทา ก็จุดไฟในตัวเขาขึ้นมาอีกครั้ง
"สี่แสน เยอะไหม เยอะ! แต่แกลองคิดดูนะ ถ้าเปิดร้านสำเร็จ ปีเดียวก็คืนทุนแล้ว ปีที่สองเป็นต้นไปคือกำไรล้วนๆ! กำไรปีละล้านแปดแสนนี่เรื่องจิ๊บๆ! ถึงตอนนั้น พวกเราก็ขยายสาขา ทำแฟรนไชส์! เงินสี่แสนมันจะไปมีความหมายอะไรวะ!"
สุยอี้หมิงเป็นคนแรกที่โพล่งออกมา "ฉันเอาด้วย! ฉันเบื่อบริษัทออกแบบบ้าๆ นี่เต็มทนแล้ว วันๆ เอาแต่เพ่งเล็งทรงผมเดรดล็อกกับรอยสักของฉัน น่ารำคาญชะมัด! ถ้าฉันรวยเมื่อไหร่ ฉันจะเปิดบริษัทออกแบบเป็นของตัวเอง!"
ฟางตงซวี่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเพื่อนสนิททั้งสอง ในหัวเขามีแต่คำว่า...
ลุยเลย!
คืนนั้น ฟางตงซวี่กลับไปบ้าน และเป็นครั้งแรกที่เขาพูดคุยเปิดอกกับพ่อแม่ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
เขาเอาคำพูดของฉินไห่เทามาเล่าให้พ่อแม่ฟังอย่างออกรสออกชาติ
เริ่มตั้งแต่ศักยภาพของถนนสายการค้า กำไรมหาศาลจากกาแฟและสเต๊ก ไปจนถึงการรวมตัวกันของสุดยอดเพื่อนซี้ทั้งสามคน
แถมยังรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้ครบภายในหนึ่งปี
ตั้งแต่เด็กจนโต ฟางตงซวี่เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่มาตลอด ไม่เคยทำตัวเหลวไหลให้พ่อแม่ต้องหนักใจ เป็นเด็กดีเชื่อฟังมาตลอด
พ่อแม่ไม่เคยทำธุรกิจ เลยไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ แต่ก็รู้สึกว่ามันดูสวยหรูเกินไป ฟังดูดีเกินจริง
พวกเขาเตือนว่า การทำธุรกิจร่วมกับคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด
แต่ฟางตงซวี่ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง บอกว่าพวกเราเป็นเพื่อนรักที่แก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์มันไม่เหมือนคนอื่น
เมื่อลูกชายยืนยันหนักแน่นขนาดนั้น พ่อแม่ก็พูดอะไรไม่ออก
หลังจากกำชับแล้วกำชับอีก สุดท้ายพวกเขาก็ยอมมอบเงินให้ฟางตงซวี่ พร้อมกับบอกว่านี่เป็นเงินเก็บสำหรับแต่งงานของเขา ถ้าเกิดเจ๊งขึ้นมา
ตอนเขาจะแต่งงาน พวกเขาก็คงต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น
ฟางตงซวี่ไม่มีความคิดเรื่องขาดทุนอยู่ในหัวเลย เขาคิดว่าทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดแค่ลมบูรพาเท่านั้น
ตอนนี้แม้แต่ลมบูรพาก็พัดมาอยู่ในกระเป๋าแล้ว
แล้วมันจะเจ๊งได้ยังไง
แถมสุยอี้หมิงก็โอนเงินเข้าบัญชีเขามาแล้วด้วย
ส่วนฉินไห่เทาบอกว่าอีกสองสามวันจะโอนให้ฟางตงซวี่
เรื่องห้องเช่าก็ราบรื่นดี ฉินไห่เทาพาเจ้าของที่มาหา ฟางตงซวี่โอนเงินให้ไป 5 แสน 6 หมื่น ฟางตงซวี่ตรวจสอบสำเนาสัญญาซื้อขายกับบัตรประชาชนของเจ้าของที่อย่างละเอียด ฉินไห่เทายังจงใจเก็บเอกสารพวกนี้ไว้ชุดนึงด้วย
วันที่สอง ฟางตงซวี่จ่ายค่าแฟรนไชส์ไปสองแสนให้บริษัทแฟรนไชส์
วันที่สาม เงินของฉินไห่เทาก็โอนเข้าบัญชีเขา
วันที่สี่ ฉินไห่เทาบอกว่าค่าตกแต่งต้องใช้เงินแปดแสน แต่เพราะเห็นแก่หน้าเขา เลยคิดราคาต้นทุนแค่หกแสน เงินลงทุนครั้งแรกไม่พอแล้ว ต้องขอเพิ่มทุน
วันที่ห้า ฟางตงซวี่ไม่กล้าขอเงินทางบ้านอีกแล้ว เลยไปกู้นอกระบบมาอีกแสนห้า ช่างเถอะ เดี๋ยวพอร้านเปิดก็มีเงินไปใช้คืนแล้ว