เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 350 - หากไม่ช่วย พวกเขาก็จะยังคงมีความหวัง

บทที่ 350 - หากไม่ช่วย พวกเขาก็จะยังคงมีความหวัง

บทที่ 350 - หากไม่ช่วย พวกเขาก็จะยังคงมีความหวัง


สถานการณ์ในดินแดนเซียนเป็นไปตามที่เจียงอู๋ซวีคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดเพี้ยน

สถานที่ยังคงอยู่ทว่าผู้คนแปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว!

ร่างแยกจากไปเพียงแค่ห้าปีกว่าๆ ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของดินแดนเซียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่จากไปนานนับหมื่นปีอย่างเจียงอู๋ซวีเลย

ร่างแยกใช้กลิ่นอายฮวงกู่ต้านทานการปนเปื้อนของกลิ่นอายเน่าเปื่อยก่อนจะก้าวผ่านประตูเซียนเข้าไป

เจียงอู๋ซวีไม่ได้ลงมือช่วยเหลือ

พูดตามตรงก็คือ

ในยามนี้เจียงอู๋ซวีไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า

ยิ่งเข้าใกล้ดินแดนเซียนมากเท่าใด เจียงอู๋ซวีก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นเท่านั้น หากถูกคนของลานธรรมความว่างเปล่าค้นพบเข้าจริงๆ นั่นคงเป็นเรื่องยุ่งยากครั้งใหญ่แล้ว

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ร่างแยกสัมผัสได้ว่าสภาพแวดล้อมรอบด้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน

การอาศัยอยู่ในโลกซีจี๋เป็นเวลานาน ดำดิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังปราณเนิ่นนานจนร่างแยกแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าความรู้สึกในดินแดนเซียนเป็นเช่นไร

ในยามนี้

ความรู้สึกที่คุ้นเคยได้หวนกลับคืนมาแล้ว

เพียงแต่ว่า

กลิ่นอายเน่าเปื่อยระหว่างฟ้าดินของดินแดนเซียนดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอีกแล้ว

ร่างแยกขมวดคิ้วเล็กน้อย

"กลิ่นอายเน่าเปื่อยเพิ่มมากขึ้นอีกแล้ว"

"ช่างทำให้คนรู้สึกอึดอัดเสียจริง" ร่างแยกเอ่ยเสียงแผ่ว

เจียงอู๋ซวีที่อยู่ภายในร่างก็เอ่ยตอบ "เมื่อก่อนภายในพลังเซียนระหว่างฟ้าดินของดินแดนเซียน หากแบ่งเป็นสิบส่วนก็มีกลิ่นอายเน่าเปื่อยเจือปนอยู่เพียงหนึ่งส่วน ทว่าตอนนี้ พลังเซียนกับกลิ่นอายเน่าเปื่อยกลับมีสัดส่วนเท่ากันเสียแล้ว"

สำหรับผู้คนในดินแดนเซียนแล้ว นี่ถือเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่

เดิมที

กลิ่นอายเน่าเปื่อยราวหนึ่งส่วนนั้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่เป็นนักหลอมโอสถมากที่สุด เพราะกลิ่นอายเน่าเปื่อยเพียงหนึ่งส่วนนี้ส่งผลให้อัตราความสำเร็จในการหลอมโอสถของนักหลอมโอสถลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย

สำหรับเซียนที่ไม่ได้เป็นนักหลอมโอสถ แม้กลิ่นอายเน่าเปื่อยหนึ่งส่วนนี้จะส่งผลกระทบอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่านักหลอมโอสถ

แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว

กลิ่นอายเน่าเปื่อยที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้เซียนทุกคนในดินแดนเซียนต้องทนรับเคราะห์กรรม

ระดับการบำเพ็ญเพียรของทุกคนล้วนหยุดชะงัก

ยิ่งไปกว่านั้น

ยังเริ่มเกิดสถานการณ์ที่ระดับพลังถดถอยลงไปอีกด้วย

หากจะถามว่ามีผู้ใดได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่ ก็คงจะมีอยู่จริงๆ

นั่นก็คือสำนักจวี้เป่าเก๋อ

ไม่ใช่ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของคนในสำนักจวี้เป่าเก๋อไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ทว่าสิ่งของที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ภายในสำนักจวี้เป่าเก๋อล้วนยังคงสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้รับการปนเปื้อนจากกลิ่นอายเน่าเปื่อย

สิ่งนี้ส่งผลให้สมุนไพรเซียนตามธรรมชาติที่อยู่ภายนอกมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ทว่าสมุนไพรเซียนที่อยู่ในมือของสำนักจวี้เป่าเก๋อกลับยังคงสภาพสมบูรณ์และมีสรรพคุณเต็มเปี่ยมถึงสิบส่วน

เมื่ออีกฝ่ายลดทอนลงส่วนอีกฝ่ายกลับเพิ่มพูนขึ้น

สำนักจวี้เป่าเก๋อจึงยิ่งทวีความมั่งคั่งมากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า

สำนักจวี้เป่าเก๋อก็ยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อก่อนสมุนไพรเซียนธรรมดาหนึ่งต้นอาจจะใช้หินวิญญาณเซียนเพียงไม่กี่พันก้อนก็สามารถแลกเปลี่ยนมาได้ ทว่าตอนนี้ราคาของสมุนไพรเซียนธรรมดาหนึ่งต้นกลับถูกปั่นขึ้นไปจนถึงหลักหมื่นก้อนแล้ว

แม้จะแพงหูฉี่ถึงเพียงนี้ ทว่าก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดจนสินค้าขาดแคลนอยู่ดี

ในยามนี้หากต้องการบำเพ็ญเพียร ก็ไม่สามารถดูดซับพลังเซียนจากธรรมชาติระหว่างฟ้าดินได้อีกต่อไปแล้ว ทำได้เพียงอาศัยการดูดซับพลังเซียนจากสิ่งของที่มีอยู่เดิมเท่านั้น

อย่างเช่นหินวิญญาณเซียน

อย่างเช่นสมุนไพรเซียน

ยิ่งไปกว่านั้น

ยังต้องเป็นหินวิญญาณเซียนและสมุนไพรเซียนที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์และไม่ได้รับการปนเปื้อนจากกลิ่นอายเน่าเปื่อยอีกด้วย

"ข้าดูเหมือนว่าจะสามารถดูดซับพลังเซียนที่ปนเปื้อนเหล่านี้มาบำเพ็ญเพียรได้" ร่างแยกพยายามดูดซับพลังเซียนระหว่างฟ้าดินที่ปนเปื้อนเข้ามาในร่างกาย กลิ่นอายเน่าเปื่อยไม่ได้สร้างภาระให้กับร่างกายของเขามากนัก เพียงแค่ทำให้สภาพจิตใจเลื่อนลอยไปบ้างเล็กน้อย

เจียงอู๋ซวีเอ่ยเตือนขึ้นประโยคหนึ่ง "ตอนนี้เจ้าได้ก่อกำเนิดจิตสำนึกเป็นของตนเองแล้ว การดูดซับกลิ่นอายเน่าเปื่อยมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะของเจ้า แม้มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อกายหยาบ ทว่าก็พยายามดูดซับให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า"

ร่างแยกพยักหน้ารับ

ร่างแยกตรวจสอบทิศทางเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของลู่เฮิ่นเกอแล้ว เขาก็เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังทิศทางของลู่เฮิ่นเกออย่างรวดเร็ว

ในยามนี้

ดินแดนเซียนได้แปรสภาพกลายเป็นขุมนรกไปเสียแล้ว

กองกระดูกขาวโพลนมีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดทรมานดังระงมไปทั่ว

ในบรรดาผู้คนเหล่านี้

ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกตนอิสระ

ผู้ฝึกตนอิสระไร้ซึ่งเบื้องหลังและไม่ได้มีทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรมากมายนัก แหล่งทรัพยากรหลักที่จะทำให้ผู้ฝึกตนอิสระแข็งแกร่งขึ้นได้ก็คือพลังเซียนระหว่างฟ้าดิน

เมื่อพลังเซียนที่ปนเปื้อนแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา กายหยาบและดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้ก็จะเริ่มเน่าเปื่อย ผุพัง และมีน้ำหนองไหลเยิ้ม ค่อยๆ ก้าวเดินไปสู่ความตายทีละก้าว จนกลายมาเป็นสภาพอันน่าเวทนาเช่นนี้

นี่ก็คือผู้ฝึกตนอิสระ

และยังเป็นสถานการณ์ปัจจุบันของเซียนส่วนใหญ่อีกด้วย

แววตาของร่างแยกเต็มไปด้วยความสับสน

พูดตามตรง

หากเป็นเมื่อก่อนเวลาที่เขาได้เห็นภาพเหล่านี้ ภายในใจย่อมไม่รู้สึกรู้สาอันใด ภารกิจก่อนหน้านี้ที่ลู่เฮิ่นเกอมอบหมายให้ก็คือให้เขาไปเข่นฆ่าผู้คน

ในช่วงเวลานั้น ร่างแยกได้ใช้สารพัดวิธีเพื่อสังหารผู้คนไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นวิธีการบางอย่างยังโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคนเหล่านี้เสียอีก

ทว่าร่างแยกในตอนนั้นกลับไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ

แต่ตอนนี้

เขาสามารถสัมผัสได้ว่าภายในใจมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกก่อตัวขึ้น

"ชะตากรรมของผู้ฝึกตนอิสระมักจะเป็นเช่นนี้เสมอมา น่าเวทนา ไร้ที่พึ่ง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ระดับต่ำสุดของดินแดนเซียนเลยก็ว่าได้"

"ในปีนั้นข้าอุตส่าห์ดั้นด้นโบยบินจากโลกใบเล็กขึ้นมายังดินแดนเซียนด้วยความยากลำบาก เดิมทีข้าคิดว่าสิ่งที่รอต้อนรับตนเองอยู่คือโลกใบใหม่ที่สว่างไสวและงดงาม ทว่าสถานะของผู้ฝึกตนอิสระกลับทำให้ข้าต้องเผชิญกับความยากลำบากในทุกย่างก้าว" เจียงอู๋ซวีเอ่ยปากอย่างแช่มช้า

เขาเองก็เป็นผู้ฝึกตนอิสระ

เขาเข้าใจดีว่าการเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้เบื้องหลังและไร้ผู้คอยหนุนหลังในดินแดนเซียนนั้นให้ความรู้สึกเช่นไร

เจียงอู๋ซวียังถือว่าโชคดี เขาใช้สถานะของผู้ฝึกตนอิสระบำเพ็ญเพียรจนเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมา กลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนเซียนที่ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกเหยียดหยาม

ทว่านั่นก็เป็นเพียงข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

นอกเหนือจากเขาแล้ว

ผู้ฝึกตนอิสระจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำเค็ญยิ่งกว่าหมูหมา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเหล่าผู้ฝึกตนอิสระจึงได้เคารพเทิดทูนเจียงอู๋ซวีอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผู้ฝึกตนอิสระทุกคนทั้งอิจฉาสถานะของเจียงอู๋ซวี และก็วาดหวังให้เจียงอู๋ซวีมาคอยปกป้องคุ้มครองผู้ฝึกตนอิสระอย่างพวกเขา

ในสายตาของผู้ฝึกตนอิสระ เจียงอู๋ซวีก็คือเทพเจ้า

พวกเขาปรารถนาที่จะได้รับการคุ้มครองจากเจียงอู๋ซวี

ทว่าช่างน่าเสียดาย

เจียงอู๋ซวีไม่ได้ให้การปกป้องคุ้มครองพวกเขา

แม้การตัดสินใจของเจียงอู๋ซวีจะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดหวัง ทว่าก็ยังมีผู้ฝึกตนอิสระอีกมากมายที่ฝากความหวังเอาไว้กับเจียงอู๋ซวี

ท้ายที่สุดแล้ว

นอกเหนือจากเจียงอู๋ซวี พวกเขายังจะฝากความหวังไว้ที่ผู้ใดได้อีกเล่า

น้ำเสียงของเจียงอู๋ซวีเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ

บางที

ชะตากรรมของผู้ฝึกตนอิสระอาจจะเป็นเช่นนี้ก็เป็นได้

ร่างแยกไม่เข้าใจนัก "ผู้อาวุโส ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงไม่ก่อตั้งสำนักเซียนขึ้นมา เพื่อรวบรวมผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้เข้าด้วยกันเล่า"

เจียงอู๋ซวีฝืนยิ้มขมขื่น "ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ ทว่าข้าทำไม่ได้ต่างหาก เจ้าจำจำนวนผู้ฝึกตนอิสระในดินแดนเซียนได้หรือไม่ว่ามีมากเพียงใด หลังจากก่อตั้งสำนักเซียนแล้วข้าจะบริหารจัดการผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้ได้อย่างไร หากก่อตั้งสำนักเซียนข้าก็ต้องออกตามหาทรัพยากรมาแจกจ่าย แล้วข้าจะไปหาทรัพยากรมากมายปานนั้นมาจากที่ใดเล่า"

"เรื่องบางเรื่องทำได้เพียงแค่คิด ทว่าไม่อาจลงมือทำได้ หากเจ้าเริ่มต้นลงมือทำไปแล้ว สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะไม่ซาบซึ้งใจเจ้าเลย หนำซ้ำยังจะหันมาตัดพ้อต่อว่าเจ้าแทนเสียอีก"

แม้เจียงอู๋ซวีจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ทว่าก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง นั่นก็คือคุณภาพของผู้ฝึกตนอิสระนั้นค่อนข้างย่ำแย่จึงยากแก่การบริหารจัดการ

ยิ่งไปกว่านั้น

เจียงอู๋ซวีคุ้นชินกับการอยู่เพียงลำพังมานานแล้ว

การจะให้เขาก่อตั้งสำนักเซียนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก้าวขึ้นเป็นประมุข เรียนรู้วิธีการปกครองคนอื่น แถมยังต้องจัดการสำนักให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพียงแค่คิดข้าก็รู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว

ร่างแยกเอ่ยถามต่อ "เช่นนั้นท่านมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งปานนั้น ทว่ากลับไม่ยอมไยดีผู้ฝึกตนอิสระในดินแดนเซียน พวกเขาจะไม่ตัดพ้อต่อว่าท่านหรอกหรือ"

"ย่อมต้องมีบ้าง"

"ทว่าก็เป็นส่วนน้อย"

"ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้ลงมือ พวกเขาก็จะยังคงมีความหวัง ต่อให้จะมีความขุ่นเคืองใจต่อข้า มันก็ไม่มีทางหลุดรอดมาถึงหูข้าได้หรอก"

เจียงอู๋ซวีรู้ดีว่าการคิดเช่นนี้มันไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ทว่าเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเขาจริงๆ ก็น่าจะมีคนเข้าใจเขาบ้าง

หากร่างแยกไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร

ลู่เฮิ่นเกอย่อมต้องเข้าใจเขาอย่างแน่นอน

ในด้านการปั่นหัวคน เจ้าหนูนั่นร้ายกาจกว่าเจียงอู๋ซวีตั้งมากมายนัก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 350 - หากไม่ช่วย พวกเขาก็จะยังคงมีความหวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว