- หน้าแรก
- พยายามงั้นหรือ เป็นเซียนทั้งทีใครเขาต้องดิ้นรนกันอีกเล่า
- บทที่ 16: ไม่นะ! นี่เธอหิวเกินไปแล้ว!
บทที่ 16: ไม่นะ! นี่เธอหิวเกินไปแล้ว!
บทที่ 16: ไม่นะ! นี่เธอหิวเกินไปแล้ว!
บทที่ 16: ไม่นะ! นี่เธอหิวเกินไปแล้ว!
"ขอต้อนรับทุกท่านเขาสู่งานฉลองมงคลสมรสของตระกูลฉู่และตระกูลฉิน! เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ผูกสมัครรักใคร่ ขอให้ชีวิตคู่ของพวกเขามีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและสดใส..."
ชายวัยกลางคนในชุดสูทคอจีนสีแดงกล่าวด้วยความปลื้มปริ่มบนเวทีสูง ปลุกเร้าบรรยากาศของงานทั้งงานให้คึกคัก
ณ นภากาศเบื้องบนอันห่างไกล ดอกไม้ไฟนับไม่ถ้วนเบ่งบานกลางสวรรค์ราตรีที่มืดมิด ก่อเกิดเป็นภาพมงคลสมรสอันงดงาม
"ด้วยการเกี่ยวดองระหว่างตระกูลฉู่กับตระกูลฉิน บุคคลสำคัญแทบทั้งหมดในเมืองฐานที่มั่นหลินเฉิงต่างก็มาร่วมงานแต่งนี้กันทั้งนั้น!"
"นั่นสิ ตระกูลฉู่เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งหลินเฉิง แม้ขุมพลังโดยรวมอาจจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาสามตระกูล แต่ตระกูลฉินก็ถือเป็นตระกูลดาวรุ่งที่พุ่งแรงในหลินเฉิงช่วงไม่กี่ปีมานี้ ว่ากันว่าตระกูลฉินมีนักหลอมอาวุธและนักปรุงยาระดับแนวหน้าอยู่ด้วย! เมื่อทั้งสองจับมือกัน ขุมกำลังของพวกเขาอาจไม่ด้อยไปกว่าตระกูลหลินที่ทรงอิทธิพลที่สุดเลยก็ได้!"
"ดูงานเลี้ยงนี่สิ ขนาดเนื้อสัตว์อสูรที่ธรรมดาที่สุดยังเป็นถึงขั้นทลายมิติ แถมยังเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลินสุดๆ! คฤหาสน์ทั้งหลังกินพื้นที่กว่าสี่พันหมู่ โต๊ะจัดเลี้ยงแบบพวกเราคงมีไม่ต่ำกว่าพันโต๊ะแน่ๆ ใช่ไหม?"
"ฉันนึกว่าทีมล่าสัตว์อสูรลี่จือของเราจะพอมีหน้ามีตาในเมืองฐานที่มั่นอยู่บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าช่องว่างระหว่างพวกเรากับชนชั้นสูงจะห่างชั้นกันขนาดนี้!"
"จริงด้วย! เขาเล่ากันว่าสินสอดของฝ่ายเจ้าบ่าวคือกุญแจร่วมใจสองดอกที่นักหลอมอาวุธสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนสัตว์อสูรขั้นทะยานฟ้าหลายชนิด หากทั้งสองฝ่ายฝึกฝนร่วมกัน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเชียวนะ!"
ที่โต๊ะจัดเลี้ยงตัวหนึ่ง ชายในชุดทางการหลายคนกำลังสนทนากันขณะลิ้มรสเนื้อสัตว์อสูร
กู้ไป๋ซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ชะเง้อคอฟังบทสนทนาของพวกเขา ท่าทางและสีหน้าดูสอดรู้สอดเห็นและกรุ้มกริ่มเล็กน้อย
"ฉินจื้อเซิง ฉู่จื่อชิง... ที่แท้สองคนนี้ก็มาจากตระกูลพวกนี้นี่เอง! คู่บ่าวสาวเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นตอนมัธยมปลายของฉัน คนนึงเป็นดาวโรงเรียน ส่วนอีกคนก็หนุ่มฮอตประจำห้อง ฉันก็นึกว่าพวกเขาเป็นแค่พวกลูกคุณหนูบ้านรวยธรรมดาซะอีก!" กู้ไป๋เอ่ยกับหลิวจวิ้นหมิง หัวหน้ากลุ่มที่สิบซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
งานแต่งของตระกูลฉู่และตระกูลฉินในครั้งนี้ บุคคลมีชื่อเสียงในเมืองฐานที่มั่นต่างได้รับเชิญกันถ้วนหน้า ซึ่งรวมไปถึงบรรดาหัวหน้ากลุ่มและหัวหน้าใหญ่ของหน่วยแพทย์ด้วย
โต๊ะบริเวณนี้ล้วนเป็นของบรรดาหัวหน้าหน่วยแพทย์ และถัดไปก็เป็นพวกทีมล่าสัตว์อสูร
"เฮ้อ หน่วยแพทย์อย่างพวกเราคงเป็นโต๊ะเดียวในงานที่กินอาหารไม่หมดล่ะมั้ง?" หัวหน้ากลุ่มคนหนึ่งที่นั่งข้างๆ เอ่ยหยอกล้อตัวเอง
ความแข็งแกร่งของเซลล์พวกเขานั้นไม่สูงนัก จึงไม่อาจรับมือกับพลังงานในเนื้อสัตว์อสูรขั้นทลายมิติได้ หลังจากกินไปแค่ไม่กี่ชิ้น ร่างกายของพวกเขาก็รับไม่ไหวแล้ว
"พี่ไป๋ ผมกะว่าจะลาออกแล้วล่ะ!" จู่ๆ หลิวจวิ้นหมิงก็พูดกับกู้ไป๋
"ทำไมล่ะ? นายเพิ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มมาได้แค่ห้าปีเอง จะรีบไปไหน?" กู้ไป๋ประหลาดใจเล็กน้อย หลิวจวิ้นหมิงมีพื้นเพครอบครัวที่ดี แต่พรสวรรค์ค่อนข้างธรรมดา ตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุสี่สิบกว่า น่าจะอยู่กอบโกยในหน่วยแพทย์ต่อไปอีกสักพัก
หลิวจวิ้นหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ด้วยความสามารถและภูมิหลังของผม การได้เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว ผมมาถึงทางตันตั้งแต่อายุแค่สี่สิบกว่าๆ ถ้าไม่คิดทำอย่างอื่น การใช้ชีวิตเกษียณอยู่ที่นี่ไปจนตายก็คงไม่เลวหรอก!"
"พี่หลิว หรือว่าพี่อยากออกไปดิ้นรนหาความก้าวหน้าข้างนอกล่ะ?" หัวหน้ากลุ่มข้างๆ เอ่ยถาม
หลิวจวิ้นหมิงพยักหน้า
"ถ้านายได้ดิบได้ดีแล้วก็อย่าลืมพวกเราล่ะ!" แต่ละคนต่างก็มีเป้าหมายและเส้นทางของตัวเอง สิ่งเดียวที่กู้ไป๋ทำได้ก็คือการสนับสนุนเขา
ในตอนนั้นเอง หญิงสาวร่างระหงสองคนก็เดินตรงมาจากแดนไกล
"นั่นอดีตหัวหน้าหลินของพวกเราไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอถึงเดินมาทางนี้ล่ะ?" หลิวจวิ้นหมิงบังเอิญหันไปเห็นพอดีจึงเอ่ยกับกู้ไป๋
กู้ไป๋หันขวับไปมอง ทั้งสองคนก็เดินมาถึงหน้าโต๊ะของพวกเขาแล้ว หลินหลิวซินอยู่ในชุดเดรสสีแดงอ่อน ส่วนกู้เยว่สวมชุดลำลองสบายๆ
"พี่ งานน่าเบื่อนิดหน่อย พวกเรากลับก่อนนะ!" กู้เยว่บอกพลางตบบ่ากู้ไป๋ด้วยมือทั้งสองข้าง
"โอเค!" กู้ไป๋พยักหน้ารับ
"พี่ไป๋ ไม่เจอกันไม่กี่เดือน พี่หล่อขึ้นตั้งเยอะเลยนะเนี่ย!" หลินหลิวซินเชยคางกู้ไป๋ราวกับนักเลงสาวหยอกล้อชายหนุ่ม
"ไปให้พ้นเลย!" กู้ไป๋ปัดมือเธอออกอย่างรำคาญใจ
"พี่ไป๋ พวกเราไปก่อนนะ!" หลินหลิวซินพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย ก่อนจะถูกกู้เยว่ลากตัวออกไป
ในขณะเดียวกัน บรรดาหัวหน้าหน่วยแพทย์บริเวณนั้นต่างก็มีวิญญาณนักสอดรู้สอดเห็นลุกโชน
"พี่ไป๋ พี่คงไม่ได้กลายเป็นผู้ชายเกาะผู้หญิงกินไปแล้วหรอกนะ..." หลิวจวิ้นหมิงมองกู้ไป๋ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ พวกเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของหลินหลิวซินนั้นไม่ธรรมดา เผลอๆ อาจจะเป็นคนของตระกูลหลินแห่งเมืองฐานที่มั่นหลินเฉิงเลยด้วยซ้ำ
ส่วนสาวสวยอีกคนที่หน้าตาไม่ด้อยไปกว่าหลินหลิวซินเลย ก็ดูจะสนิทชิดเชื้อกับเธอมาก ฐานะก็คงไม่ธรรมดาเช่นกัน!
กู้ไป๋กลับมีผู้หญิงถึงสองคนคอยเลี้ยงดู! นี่มันยอดชายชาตรีชัดๆ!
"พี่ไป๋ สอนเคล็ดวิชาให้พวกเราบ้างสิ! พวกเราก็อยากพัฒนาตัวเองเหมือนกันนะ!" น้ำเสียงของหัวหน้ากลุ่มข้างๆ แฝงความเว้าวอน
"พวกนายคิดบ้าอะไรกัน? อีกคนนั่นน้องสาวฉันเว้ย! น้องสาวฉันทำงานอยู่ที่หน่วยเบลด ส่วนหลินหลิวซินก็เป็นเพื่อนร่วมทีมของน้องสาวฉัน!" กู้ไป๋กลอกตาใส่พวกเขา
"ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่าทำไมพี่ถึงได้ขึ้นเป็นหัวหน้าใหญ่!" หลิวจวิ้นหมิงทำหน้าแบบเข้าใจแจ่มแจ้งพร้อมกับพยักหน้า
หัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ ก็ทำหน้าเช่นเดียวกัน
เล่นเอากู้ไป๋รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาเล็กน้อย
"กินๆ เข้าไปเถอะ! ถ้ากินไม่ไหวแล้วก็เตรียมตัวกลับกันได้แล้ว!" กู้ไป๋พูดอย่างจนปัญญา
...
ณ คฤหาสน์ตระกูลฉิน ดอกไม้ไฟถูกจุดต่อเนื่องไปจนถึงห้าทุ่มจึงได้สิ้นสุดลง
ส่วนกู้ไป๋นั้นชิ่งหนีกลับไปตั้งแต่หลังสามทุ่มแล้ว
แต่เดิมเขาแค่มาร่วมงานเพื่อหวังกินดื่มฟรีอยู่แล้ว แถมยังไม่รู้จักใครสักคนอีกด้วย
กู้ไป๋จอดรถลอยตัวไว้ในลานจอดรถ ก่อนจะลากสังขารที่เหนื่อยล้าเล็กน้อยกลับบ้าน เตรียมตัวพักผ่อน
เมื่อห้าปีก่อน ด้วยการบำรุงจากเหล้ายาที่หลินหลิวซินให้มา ความแข็งแกร่งของเซลล์ของกู้ไป๋จึงพุ่งพรวดพราดในช่วงไม่กี่เดือนนั้น ปัจจุบันในวัย 72 ปี ความแข็งแกร่งระดับเซลล์ของเขาพุ่งสูงถึง 81 หน่วยแล้ว!
เขาเข้าใกล้ขั้นทลายมิติเข้าไปทุกที!
"ทำไมพวกเธอสองคนมาอยู่ที่นี่ล่ะ? ไม่ต้องกลับไปที่ฐานของหน่วยเบลดเหรอ?" เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็พบว่ากู้เยว่กับหลินหลิวซินกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
"พี่ กลับมาแล้วเหรอ!"
"พวกเรามีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่!" กู้เยว่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"เรื่องอะไรล่ะ?" ได้ยินดังนั้น กู้ไป๋ก็หย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าพวกเธอด้วยท่าทีจริงจังเช่นกัน
กู้เยว่ตบไหล่หลินหลิวซินเบาๆ
หลินหลิวซินมองกู้ไป๋ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ตอนนี้ฉันอายุ 39 ปีแล้ว พ่อก็เริ่มวางแผนจะหาแฟนให้ฉันแล้วด้วย! ฉันเลยอยากจะขอให้พี่มาเป็นแฟนฉันน่ะ!"
กู้ไป๋ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง มีเครื่องหมายคำถามโผล่ขึ้นมาบนหัวเต็มไปหมด "????"
"เป็นแค่แฟนหลอกๆ น่ะ เรายังคงใช้ชีวิตของใครของมันเหมือนเดิม!" หลินหลิวซินรีบอธิบายต่อ
"ไม่ล่ะ!" กู้ไป๋ปฏิเสธทันควัน
แกล้งเป็นแฟนหลินหลิวซินเนี่ยนะ? นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ! หลินหลิวซินเป็นคนของตระกูลหลินแห่งเมืองฐานที่มั่นหลินเฉิง ด้วยขนาดและอิทธิพลของตระกูลหลิน แฟนที่พวกเขาจะเลือกให้หลินหลิวซินย่อมต้องมาจากตระกูลใหญ่อื่นๆ แน่นอน ร่างกายเล็กๆ บอบบางอย่างเขาจะไปรับมือไหวได้ยังไง
"เสี่ยวเยว่ เธอเอาจริงดิ? เธอไปยอมตกลงเรื่องแบบนี้ได้ยังไง?" กู้ไป๋หันไปมองกู้เยว่อย่างงุนงง
"ตอนแรกพี่เยว่ก็ไม่ยอมหรอก ฉันเป็นคนกล่อมพี่เขาเองแหละ!" หลินหลิวซินเอ่ย
"ฉันสัญญากับพี่เยว่ว่าฉันจะมอบทรัพยากรจำนวนมากเพื่อช่วยยกระดับขีดจำกัดความแข็งแกร่งของเซลล์ให้พี่อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ถือว่ามีพี่เยว่เป็นแบ็คอัพที่แข็งแกร่งของพี่ไง ถ้ามีใครกล้าแตะต้องพี่ล่ะก็ พี่เยว่ที่ไม่มีเบื้องหลังอะไรให้ต้องห่วงก็ไม่กลัวพวกมันอยู่แล้ว!"
หลินหลิวซินอธิบาย
"ไม่เอา! เธอไปหาแฟนตัวจริงไม่ดีกว่าเหรอ? ยังไงช้าเร็วเธอก็ต้องหาอยู่ดีนี่!" กู้ไป๋ยังคงยืนกรานปฏิเสธ ต่อให้มันจะปลอดภัยแล้วยังไงล่ะ? ถ้าเขาตกลงไป รับรองว่าต้องมีปัญหาตามมาอีกเป็นพรวนแน่
อีกอย่าง ความต่างชั้นเรื่องความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของพวกเขามันห่างกันเกินไป มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าหลอกตาชัดๆ!
สีหน้าของหลินหลิวซินฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดในชั่วขณะ "ช่างเถอะค่ะ!"
"พี่ จะไม่ลองเก็บแฟนสวยๆ แบบนี้ไว้พิจารณาหน่อยเหรอ! ถึงจะเป็นแค่แฟนหลอกๆ ก็เถอะ!" กู้เยว่พูดเสริมขึ้นมาบ้าง แต่ฟังดูเหมือนเป็นการพยายามหว่านล้อมให้กู้ไป๋ตอบตกลงมากกว่า
กู้ไป๋รู้สึกงุนงง ทำไมน้องสาวเขาถึงชอบผลักไสเขาลงกองไฟนักนะ?
"ช่างมันเถอะ ถ้าพี่ไป๋ไม่อยากเป็นก็ไม่เป็นไรหรอก!" หลินหลิวซินดึงแขนกู้เยว่แล้วส่ายหน้า
"เสี่ยวเยว่ เธอจะไปกังวลแทนยัยนี่ทำไม? หน้าตาก็ดี ฝีมือก็เก่ง จะหาผู้ชายแบบไหนไม่ได้เชียว! ใครๆ ก็ดูออกทั้งนั้นแหละว่าการที่มาคบกับคนอย่างฉันมันเป็นเรื่องหลอกๆ! สมองเธอเพี้ยนไปแล้วหรือไง?" แม้กู้ไป๋จะเคยได้รับความช่วยเหลือจากหลินหลิวซิน แต่นี่มันเป็นคนละเรื่องกันเลย
ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลืออะไร เขาพร้อมจะช่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ไอ้เรื่องแกล้งเป็นแฟนเนี่ย มันอยู่นอกเหนือความสามารถของกู้ไป๋จริงๆ
อายุของกู้ไป๋ก็ปาเข้าไปเจ็ดสิบกว่าแล้ว เป็นพ่อหลินหลิวซินได้เลยนะ! เขาไม่มีทางตอบตกลงส่งเดชแน่ๆ
"นั่นก็จริงนะ!" กู้เยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เธอเข้าใจความกังวลของกู้ไป๋ดี แต่ที่เธอตอบตกลงกับหลินหลิวซินไป เป็นเพราะอยากให้กู้ไป๋ได้เกาะใบบุญของตระกูลหลินและได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรบำเพ็ญเพียรมากกว่า
"หลิ่วซิน ถึงพวกเธอสองคนจะสนิทกันก็เถอะ แต่วิธีนี้มันไม่เวิร์กจริงๆ!"
"ก็ได้!" หลินหลิวซินทุบกำปั้นเล็กๆ ใส่กู้เยว่อย่างแง่งอน เพื่อแสดงความไม่พอใจ
"เอาล่ะ! พวกเรากลับไปที่หน่วยเบลดก่อนนะ!"
"โอเค!!"
หลังจากทั้งสองคนกลับไปแล้ว กู้ไป๋ก็เดินเข้าห้องตัวเอง
เขาเริ่มบำเพ็ญเพียรของวันนั้น
ยี่สิบห้าปีผ่านไป กู้ไป๋ฝึกฝนเคล็ดวิชาวสันต์นิรันดร์จนเชี่ยวชาญถึงขีดสุด เขาสามารถเดินลมปราณตามวิชานี้ได้แม้กระทั่งตอนกำลังเดิน
หลังจากดื่มยาเสริมเซลล์ระดับหนึ่งดาวสูตรเข้มข้น กู้ไป๋ก็เริ่มฝึกฝนไปอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
เมื่อบำเพ็ญเพียรเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มฝึกทักษะการต่อสู้ 'เร้นกาย' ต่อ แม้จะฝึกฝนมาถึงห้าปีแล้ว แต่กู้ไป๋ก็ยังไม่สามารถบรรลุวิชาต่อสู้ระดับสองดาวนี้ได้ ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทักษะการต่อสู้นี้มีความยากระดับไหน
ส่วนทักษะการต่อสู้ระดับหนึ่งดาวอย่าง 'สลายปราณ' ที่กู้เยว่มอบให้เมื่อห้าปีก่อน กู้ไป๋ก็สามารถบรรลุระดับพื้นฐานไปตั้งนานแล้ว
แน่นอนว่าอาจจะเป็นเพราะกู้ไป๋ขี้เกียจเกินไปด้วย ถ้ารวมเวลาบำเพ็ญเพียรเข้าไป ในแต่ละวันเขาใช้เวลาฝึกฝนและฝึกทักษะการต่อสู้ได้ถึงสองชั่วโมงครึ่งก็เก่งแล้ว
ซึ่งนั่นหมายความว่า หากไม่นับเวลาบำเพ็ญเพียร วันหนึ่งๆ กู้ไป๋ใช้เวลาฝึกทักษะการต่อสู้ไปแค่ชั่วโมงเดียวก็ถือว่าบุญแล้ว!
"เฮ้อ ยากชะมัด ไม่อยากฝึกแล้วโว้ย!" หลังจากฝึก 'เร้นกาย' เสร็จ เขาก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้น
ทักษะต่อสู้ 'เร้นกาย' จำเป็นต้องดึงพลังจากเซลล์ทั่วทั้งร่างกายมาใช้ ทุกครั้งที่ฝึกจึงสูบพลังงานจนกู้ไป๋เหนื่อยสายตัวแทบขาด สำหรับคนจอมอู้อย่างเขาแล้ว นี่นับเป็นบททดสอบที่สาหัสสากรรจ์จริงๆ
การฝึกฝนในแต่ละครั้งจึงไม่ต่างอะไรกับการถูกทรมานสำหรับกู้ไป๋
หลังจากนอนพักอยู่ครู่หนึ่ง กู้ไป๋ก็ไปอาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง เข้าสู่ห้วงนิทราไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ในความฝัน กู้ไป๋ชกหน้าเจ้าเมืองฐานที่มั่น เตะก้านคอผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันเมือง ท่ามกลางสายตาชื่นชมของสาวงามนับไม่ถ้วน ช่างเท่ระเบิดไปเลย!
"ที่รัก ตื่นสิคะ!" ท่ามกลางความสะลึมสะลือ กู้ไป๋ได้ยินเสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าร่างของหลินหลิวซินเข้ามาพัวพันเขาเป็นปลาหมึกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม
"นี่เธอหวังเคลมร่างกายฉันงั้นเหรอ! เธอคงจะหิวจัดเลยสินะ!" กู้ไป๋ตะโกนด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะดุ้งตื่นจากความฝัน
แสงจันทร์สาดส่องลงมาที่ปลายเตียงราวกับน้ำค้างแข็งสีขาว
"ที่แท้ก็ฝันไปนี่เอง..." กู้ไป๋พึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วก็ผล็อยหลับลึกไปอีกครั้ง
...
ณ ห้องพิเศษแห่งหนึ่ง
"เอาจริงๆ นะหลิ่วซิน เธอไม่ได้แอบชอบพี่ชายฉันจริงๆ ใช่ไหม? ไอ้เรื่องแกล้งเป็นแฟนเนี่ยมันก็แค่ข้ออ้างบังหน้าล่ะสิ!"
กู้เยว่ที่เปลี่ยนมาสวมชุดรบแล้วกำลังช่วยหลินหลิวซินเปลี่ยนชุดรบ เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความนุ่มนิ่มจากร่างกายของหลินหลิวซิน กู้เยว่ก็นึกถึงสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ จึงเอ่ยถามอย่างจริงจัง
"เอ๊ะ? จะ... เป็นไปได้ยังไงกันเล่า!" หลินหลิวซินพูดตะกุกตะกัก
วินาทีต่อมา หลินหลิวซินก็สัมผัสได้ถึงความเย็นวาบที่ท่อนบน ชุดรบที่เธอเพิ่งสวมไปได้ครึ่งตัวถูกกู้เยว่กระชากออกไป พร้อมกับเสื้อผ้าชุดเดิมที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ
"ไม่พูดใช่ไหม? ถ้าไม่พูด ฉันจะเอาเสื้อผ้าเธอไปซ่อนให้หมด!" กู้เยว่เผยอยิ้มเจ้าเล่ห์
"อ๊าย~~ พี่เยว่! คืนฉันมาเดี๋ยวนี้นะ!" หลินหลิวซินกระทืบเท้าเร่าๆ พลางออดอ้อนกู้เยว่
กู้เยว่เดินมาตรงหน้าหลินหลิวซินแล้วช่วยเธอสวมชุดรบ หลินหลิวซินในชุดรบนั้นดูสง่างามห้าวหาญไม่เบา
"รีบพูดมาเลย!"
"ไม่รู้สิ! เรื่องที่ฉันอยากช่วยเพิ่มขีดจำกัดเซลล์ให้พี่ไป๋น่ะเป็นเรื่องจริงนะ ฉันไม่อยากให้พี่ไป๋ต้องมาหมดอายุขัยไปก่อน ในขณะที่พวกเรายังมีชีวิตที่ดีอยู่!" หลินหลิวซินส่ายหน้า
"แล้วก็ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยฐานะและพื้นเพของฉัน แถมฉันยังไม่ค่อยเก่งเรื่องการเข้าหาคนแปลกหน้าด้วย! ฉันก็เลยไม่มีเพื่อนผู้ชายเลยสักคน! แต่เวลาอยู่กับพี่ไป๋ฉันรู้สึกสบายใจมาก ฉันไม่รู้หรอกว่าแบบนี้เขาเรียกว่าชอบหรือเปล่า... ก็คนมันไม่เคยมีความรักนี่นา!"
"ฉันว่าฉันเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะ!" กู้เยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"พี่ชายฉันคงไม่ได้คิดอะไรกับเธอหรอก และเธอก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขาตั้งแต่แรกเหมือนกัน! เธอแค่มองเขาเป็นเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง..." กู้เยว่หยุดชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยท่าทางราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยชี้แนะสรรพสิ่ง
"พวกเธอสองคนน่ะ พี่ชายฉันคงเห็นเธอเป็นเหมือนน้องชาย ส่วนเธอก็คงเห็นเขาเป็นเหมือนพี่สาวล่ะมั้ง!"
"พูดแบบนี้ก็มีเหตุผลนะ!" หลินหลิวซินพยักหน้าเห็นด้วย
"ส่วนเรื่องแกล้งเป็นแฟนหลอกๆ นั่น ฉันเองก็คิดน้อยไปหน่อย ถ้ารู้แบบนี้ฉันคงไม่ตอบตกลงเธอหรอก! ถ้าฉันเป็นพี่เขา ฉันก็คงปฏิเสธเธอเหมือนกันนั่นแหละ!" กู้เยว่นึกถึงเหตุการณ์ที่บ้านเมื่อครู่แล้วเอ่ยขึ้น
ถ้ากู้ไป๋ตอบตกลงไปจริงๆ เขาคงต้องถูกลากเข้าไปพัวพันกับพายุลูกใหญ่แน่ๆ ถึงจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่แรงกดดันที่เขาต้องเผชิญคงมหาศาลสุดๆ!
"ในทีมตัวสำรองก็มีคนรุ่นราวคราวเดียวกับเธออยู่สองสามคน แถมพรสวรรค์และฝีมือก็ไม่เบาด้วย! เธอควรจะลองไปทำความรู้จักกับพวกเขาสักหน่อยนะ!"
"ก็ได้!"
"แล้วพี่เยว่ล่ะ?"
"ฉันเหรอ? ฉันไม่มีผู้ใหญ่มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องนี้สักหน่อย!"
"..."