- หน้าแรก
- บันทึกตระกูลเซียนแห่งกระจกวิเศษ
- บทที่ 96: หลบหนีสำเร็จ
บทที่ 96: หลบหนีสำเร็จ
บทที่ 96: หลบหนีสำเร็จ
บทที่ 96: หลบหนีสำเร็จ
หลี่จิ่งเถียนชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความโศกเศร้าออกมา นางลูบศีรษะของหลี่เสวียนหลิ่งเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:
「ลำบากเจ้าแล้วที่ต้องลงมือ」
สิ้นคำกล่าวของหลี่จิ่งเถียน ทันใดนั้นด้านนอกกระโจมก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น มีเสียงตะโกนด่าทอพรั่งพรูออกมา พลันได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะและทุ้มต่ำของมู่เจียวหมานดังก้องมาจากฟากฟ้า:
「เป็นเจ้าอีกแล้วรึ? เจ้าเป็นใครกันแน่?! ถึงได้กล้ามาท้าทายพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า! เห็นพวกเราเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร!」
หลี่เสวียนหลิ่งและหลี่จิ่งเถียนสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเลิกม่านกระโจมออกดู พบชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถือกระบี่ยืนตระหง่านอยู่กลางเวหาเหนือค่ายไม้ รอบกายมีพลังปราณวารีรวมสายสีน้ำเงินอ่อนโปร่งแสงไหลเวียนไม่หยุด เขาจ้องมองลงมายังเหล่านักรบซานเยว่ที่กำลังรวมพลอย่างองอาจ คนผู้นั้นก็คือหลี่ทงหยานั่นเอง
หลี่ทงหยาถือกระบี่ชิงเฟิง กวาดสายตาที่เรียบเฉยไปรอบค่ายซานเยว่เบื้องล่าง ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่เสริมด้วยพลังเวทจนดังกึกก้องไปทั่วทั้งค่าย:
「ตระกูลหลี่ของข้ากับพวกซานเยว่ต่างคนต่างอยู่มาโดยตลอด พวกเจ้ากลับบังอาจลอบโจมตีเขาหลีจิ้งอย่างไร้สาเหตุ ปล้นชิงข้าวทิพย์ กวาดต้อนผู้คน แล้วยังจะมีหน้ามาถามข้าอีกรึว่าข้าเป็นใคร?」
หลี่เสวียนหลิ่งที่อยู่เบื้องล่างลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เอ่ยขึ้นด้วยความยินดีว่า:
「ท่านพ่อมาช่วยแล้ว!」
มู่เจียวหมานเดือดดาลจนถึงขีดสุด เขาเหินร่างขึ้นสู่เวหาพร้อมกับพ่อมดซานเยว่ระดับฝึกปราณอีกสองคน ก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก:
「การที่ชาวซานเยว่สี่ขุนเขาข้ามเขตแดนมานั้น เป็นข้อตกลงที่สำนักมารของพวกเจ้าเป็นคนยกให้เป็นค่าตอบแทนเอง! ยามนี้จะมากลับคำได้อย่างไร ในเมื่อข้าวทิพย์ ผลไม้วิเศษ และปุถุชนเหล่านี้ตกอยู่ในกำมือของข้าแล้ว ย่อมถือเป็นสมบัติของชาวซานเยว่」
เขามองรังสีกระบี่ที่วูบวาบอยู่บนตัวกระบี่ของหลี่ทงหยาด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะกัดฟันกล่าวต่อ:
「หากเจ้าถอยไปตอนนี้ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น」
หลี่ทงหยาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ยกกระบี่ยาวสีเทาขาวขึ้นพาดไหล่ ก่อนจะสะบัดวาดรังสีกระบี่ออกไปหลายสาย ทำเอาพวกมู่เจียวหมานทั้งสามคนต้องรีบตั้งรับประดุจเจอศัตรูคู่อาฆาต
เมื่อสิบกว่าวันก่อนยามที่หลี่ทงหยาข้ามเขตแดนมาตามหาหลี่เซี่ยงผิง เขาเคยประมือกับพวกมู่เจียวหมานมาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งสามคนต่างรู้ดีว่าชายผูนี้รับมือได้ยากยิ่ง จึงรีบประสานมุทราร่ายอาคมกันอย่างวุ่นวาย
มู่เจียวหมานและพวกอีกสองคนบรรลุระดับฝึกปราณด้วยวิชาลับภายในเผ่า ลมปราณที่กลืนกินเข้าไปก็เป็นเพียงปราณหยาบที่ฝึกขึ้นอย่างลวกๆ โดยไร้วิชาชักนำปราณที่ถูกต้อง พลังเวทจึงมิอาจเทียบชั้นกับหลี่ทงหยาได้ ยิ่งวิชาการเหินเวหาควบสายลมยิ่งห่างชั้นกันไกล ทำให้พวกเขาตกเป็นรองอีกครั้ง
วิชากระบี่วารีลึกลับของหลี่ทงหยานั้นเพียรฝึกฝนมาเกือบสามสิบปี รังสีกระบี่จึงทั้งรวดเร็วและคมกล้า ไล่ต้อนคนทั้งสามจนต้องหลบหนีพัลวัน ค่ายทหารเบื้องล่างจึงปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
「โอกาสดีแล้ว!」
หลี่เสวียนหลิ่งออกแรงถีบขื่อไม้ที่เท้าจนหักสะบั้น คว้าข้อมือหลี่จิ่งเถียนแล้วใช้มืออีกข้างบิดลำคอทหารยามที่หน้ากระโจมจนหักในพริบตา เขาพาพี่สาววิ่งออกไปไม่กี่ก้าวก็กระโดดข้ามรั้วไม้ของค่ายออกมา
ที่นอกรั้วยังมีทหารซานเยว่อีกสองนายยืนเฝ้าอยู่ พวกมันอ้าปากค้างมองดูการต่อสู้บนท้องฟ้าอย่างโง่งม หลี่เสวียนหลิ่งร่ายวิชาแสงทองสองสายฟาดเข้าที่ศีรษะของพวกมันทันที โดยไม่สนว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เขาเร่งร่ายอาคมเทวะจรลีที่ขา แล้วอุ้มหลี่จิ่งเถียนพุ่งทะยานเข้าสู่ป่าลึก
ทุกท่วงท่าไหลลื่นประดุจสายน้ำ รวดเร็วปานเสือดาว อาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเงยหน้ามองฟ้องฟ้า เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็พาหลี่จิ่งเถียนหนีพ้นข่ายเขตของค่ายออกมาได้สำเร็จ กว่าทหารที่อยู่ใกล้กระโจมจะไหวตัวทัน ร่องรอยของเขาก็เลือนหายไปเสียแล้ว
ในบริเวณนั้นไร้ยอดฝีมือ ส่วนขุนพลระดับก่อเกิดปราณที่เหลือก็มุ่งไปจัดการความวุ่นวายในค่ายจนหมด สัมผัสวิญญาณของผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณมีขอบเขตเพียงสิบกว่าจั้ง ยิ่งพวกที่อยู่บนฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางล่วงรู้เลยว่ามีคนหนีออกไป
「น่าแค้นนัก!」
มู่เจียวหมานที่อยู่กลางอากาศคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น เขาขบฟันแน่นแล้วตวาดก้อง:
「หากท่านผู้นำอยู่ที่นี่ มีหรือจะปล่อยให้เจ้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้!」
เจียนีซีอยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่ 7 ในอดีตเคยได้รับวาสนาปาฏิหาริย์ ไม่เพียงแต่ฝึกฝนวิชาสายตรงที่ถูกต้อง ทว่ายังได้กลืนกินปราณธรรมชาติระดับสูงอีกด้วย เพลงดาบของเขาเข้าขั้นไร้ต้านทาน จึงสามารถสยบพ่อมดระดับฝึกปราณทั้งเจ็ดคนในแดนเหนือได้ทั้งหมด
หลี่ทงหยาคร้านจะต่อปากต่อคำ เขาเพียงแค่ลอบเปรียบเทียบพลังระหว่างเจียนีซีและหลี่ฉื่อจิ้งอยู่ในใจ พลางตวัดกระบี่ชิงเฟิงแล้วคิดว่า:
‘ข้าอยู่เพียงระดับฝึกปราณขั้นที่ 2 ส่วนสามคนนี้ คนหนึ่งขั้นที่ 4 อีกสองคนขั้นที่ 2 ที่ข้าข่มพวกมันได้เป็นเพราะอานุภาพของรังสีกระบี่วารีลึกลับเท่านั้น หากยื้อเวลาไว้นานกว่านี้อาจถูกพวกมันรุมจนหมดแรงได้ ต้องรีบถอยแล้ว’
เขาวาดรังสีกระบี่สายหนึ่งบีบให้ทั้งสามคนต้องถอยฉากออกไป หลี่ทงหยาเหลือบมองลงไปเบื้องล่าง เห็นค่ายที่วุ่นวายเริ่มกลับมาสงบลงทีละนิด จึงครุ่นคิดว่า:
‘ไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองหนีออกมาได้หรือยัง สู้ต่ออีกสักสิบกว่ากระบวนท่าแล้วค่อยถอยไปหาจังหวะใหม่ก็แล้วกัน’
หลังจากปะทะกันอีกสิบกว่าเพลง หลี่ทงหยาก็สะบัดกระบี่บีบให้ศัตรูถอยห่าง ก่อนจะเหินเวหามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกโดยไม่เอ่ยคำลา มู่เจียวหมานเห็นดังนั้นก็คำรามออกมาด้วยโทสะ:
「บังอาจนัก! คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปรึ?」
มู่เจียวหมานกัดฟันแน่น สองมือประสานเข้าหากัน พลันปรากฏหมอกดำพุ่งทะยานออกมา พลังชีวิตในกายของเขาดูจะร่วงโรยลงไปหลายส่วน นี่คือวิชาลับสายคำสาปที่พวกพ่อมดซานเยว่เชี่ยวชาญที่สุด
หมอกดำหนาทึบหมุนวนอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะขยายขนาดขึ้นหลายเท่า ปรากฏรูปหัวกะโหลกขนาดมหึมาพุ่งทะยานไล่ตามหลี่ทงหยาไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าหลู่เจียงเซียนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ผ่านกระจกวิเศษอยู่เบื้องล่างกลับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายของหมอกดำสายนี้ช่างคุ้นเคยนัก มันมีกลิ่นอายคล้ายกับพลังที่กลั่นออกมาจากกระจกวิเศษอยู่ลางๆ เขารู้สึกว่าเพียงแค่ดีดนิ้วเพียงนิดเดียวเขาก็สามารถชักนำหมอกดำสายนี้มาเขมือบเล่นได้ทันที
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองดูมู่เจียวหมานที่ดูอิดโรยจากการใช้มนตรา หลู่เจียงเซียนตัดสินใจระหว่างการเขมือบขนมเล็กน้อยกับการซ่อนตัวตน สุดท้ายเขาเลือกอย่างหลัง โดยการนิ่งเงียบอยู่ในกระจกต่อไป ทว่าแอบแผ่เทพสำนึกออกไปเฝ้าดูอาการของหลี่ทงหยาอย่างใกล้ชิดแทน
หลี่ทงหยาที่อยู่บนฟ้าแม้จะไม่รู้ว่าขุนพลซานเยว่ใช้มนตราอะไร ทว่าเขาก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งมงคลแน่นอน เขาเหินหลบหลีกอยู่กลางเวหา ทว่าหมอกดำกลับพุ่งเข้าหาเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันก็พุ่งเข้าปะทะแผ่นหลังของหลี่ทงหยาอย่างจัง
มู่เจียวหมานระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้องพลางตะโกนว่า:
「มนตราคำสาปของพ่อมดนั้นพิสดารยิ่งนัก ต่อให้เจ้าหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไม่มีทางพ้น!」
หลี่ทงหยาตัวสลับเย็นวาบ พลังเวทในร่างกายเริ่มไหลเวียนติดขัดเล็กน้อย ความเร็วในการบินตกลงไปหนึ่งส่วน เขาสำรวจร่างกายอยู่นานทว่ากลับไม่พบความผิดปกติอื่นใดอีก
「แค่เนี้ย?」
หลี่ทงหยาถึงกับมึนงง เขามองย้อนกลับไปเห็นคนทั้งสามที่ความเร็วลดลงตามมาเบื้องหลัง และระยะห่างก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของเขาจึงเริ่มดูประหลาดใจ
ฝ่ายมู่เจียวหมานยิ่งทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น เขาได้สัมผัสถึงสายตาแปลกๆ จากลูกน้องทั้งสองที่ตามหลังมา จนรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงแผ่นหลัง เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย:
「มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะ?」
มีเพียงหลู่เจียงเซียนที่ติดตามหลี่เสวียนหลิ่งพุ่งทะยานอยู่ในป่าเบื้องล่างเท่านั้นที่แอบหัวเราะออกมาเบาๆ เขาสัมผัสได้ถึงหมอกดำส่วนใหญ่ที่ถูกเทพสำนึกของเขาแย่งชิงอำนาจควบคุมไปแล้ว ยามนี้มันเกาะติดอยู่บนเสื้อผ้าของหลี่ทงหยาโดยไม่ไหวติง เขาจึงเริ่มศึกษาโครงสร้างของหมอกดำสายนี้อย่างละเอียด
‘มันดูคล้ายปราณอักขระอยู่บ้าง ทว่ายังห่างชั้นกันเกินไป ดูเหมือนพวกมันจะเปลี่ยนเป้าหมายการอธิษฐานในวิถีบูชายัญ จากกระจกวิเศษมาเป็นตัวผู้ร่ายอาคมเอง เป็นการดัดแปลงวิชาที่ทำให้อานุภาพลดลงไปมาก เหมือนความพยายามดิ้นรนของผู้ที่ไม่มีกระจกวิเศษอยู่ในมือ...’
‘วิถีแห่งพ่อมดนี้ จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับกระจกวิเศษอย่างแน่นอน!’
เมื่อนึกถึงอักขระสีเหลืองระดับแก่นทองคำที่ทุ่งต้าเจวี๋ย หลู่เจียงเซียนก็จดจำแรงบันดาลใจที่ได้จากหมอกดำนี้ไว้ในใจ ก่อนจะสะบัดมือสลายหมอกดำทิ้งไปต่อหน้าต่อตาพลางคิดว่า:
‘วันหลังคงต้องหาเวลาศึกษาสิ่งนี้ดูบ้าง จะได้ไม่ต้องนั่งนอนเบื่อหน่ายอยู่ในกระจกไปวันๆ’