- หน้าแรก
- ตระกูลผงาดฟ้า เริ่มต้นจากข่าวลับรายวัน
- ตอนที่ 215 ความลับแห่งจื่อฝู ข่าวสำคัญ สมบัติปิดท้าย
ตอนที่ 215 ความลับแห่งจื่อฝู ข่าวสำคัญ สมบัติปิดท้าย
ตอนที่ 215 ความลับแห่งจื่อฝู ข่าวสำคัญ สมบัติปิดท้าย
ผู้เป็นผู้นำตระกูลอู๋ที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้น กัดฟันแน่น แล้วก็นำหินวิญญาณที่ตนเตรียมมาออกมาให้เช่นกัน
ฝูชางเซิงมีรอยยิ้มบนหน้า:
“ผู้นำตระกูลอู๋ ท่านพ่อยภรรยา ในเมื่อพวกท่านเชื่อใจข้า เช่นนั้นก็เอาหินวิญญาณกลับไปเถิด ข้าตอบรับพวกท่านแล้ว ย่อมพาพวกท่านเข้าสู่ลานประมูลได้แน่นอน”
นัยจากคำพูดนั้น
ก็คือหาวิธีได้แล้ว
ผู้นำตระกูลอู๋และหลิวชิงหมินต่างตาลุกวาว เอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความตื่นเต้น
ระหว่างพูดคุยกัน
ด้านนอกมีเด็กใช้ก้าวเข้ามารายงานว่า:
“ผู้นำตระกูล ด้านนอกมีเสี่ยวเอ้อร์จากโรงเตี๊ยมไหลฝูส่งจดหมายลับมาให้ขอรับ”
พอพูดจบ
เด็กใช้ก็ยื่นซองจดหมายที่ลงอาคมป้องกันไว้ขึ้นมา
ฝูชางเซิงรับมา เปิดดูแล้วพบว่าพี่เฟิงให้เขาไปที่โรงเตี๊ยมไหลฝูสักครั้ง เพราะไม่ได้ใช้ยันต์ส่งข้อความส่งข่าว คงเป็นเพราะกลัวข่าวรั่วไหล
ออกจากหอหมื่นโอสถมา
เข้าไปในโรงเตี๊ยมไหลฝู เขาก็ขึ้นไปยังชั้นบนสุดโดยตรง ไปถึงห้องอักษรสีดำ เคาะประตูเบาๆ ม่านแสงค่ายกลก็พลันไหวระริก เผยช่องว่างหนึ่งออกมาให้เห็น
ภายในห้อง
มีเพียงซางกวนเฟิงคนเดียว
หลังจากปิดค่ายกลแล้ว
ฝูชางเซิงถามด้วยความสงสัย:
“พี่เฟิง หงหยู่ไม่ได้มากับท่านหรือ”
“หงหยู่ปิดด่านอยู่”
ซางกวนเฟิงยื่นชาถ้วยหนึ่งที่ชงไว้แล้วบนโต๊ะน้ำชาให้ฝูชางเซิง
ฝูชางเซิงรู้สึกไม่ค่อยรับรส
ครั้งก่อนที่พบกัน หงหยู่ก้าวหน้ากว่าเขาไปหนึ่งก้าว ไปถึงขั้นสร้างฐานสูงสุดแล้ว ตอนนี้ปิดด่านอยู่ คงกำลังฝึกวิชาลับอะไรบางอย่าง
ซางกวนเฟิงเห็นท่าทีเหม่อลอยของเขา ก็จ้องตาใส่:
“นี่คือชาหวายอวิ๋นชั้นดี ข้าอุตส่าห์ไปขอเอามาจากมือของเฒ่าสกุลสือได้ไม่ถึงหนึ่งเฉียน เจ้าจงชิมดีๆ”
ฝูชางเซิงยิ้มแห้งๆ
แล้วจิบลองอย่างละเอียด
พบว่าชาหวายอวิ๋นนี้ ตอนเข้าปากใหม่ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แต่พอกลืนลงท้องแล้ว กลับทำให้หัวใจที่กระสับกระส่ายค่อยๆ สงบลงได้ ทั้งยังมีกลิ่นหอมติดปาก:
“พี่เฟิง ชาดีจริงๆ!”
ฝูชางเซิงยิ้มพลางรินชาให้ซางกวนเฟิงอีกถ้วย
ทั้งสองทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง
ซางกวนเฟิงใช้อาคมหนึ่งยิงเข้าไปในม่านแสงค่ายกล จากนั้นก็ปรากฏม่านอาคมกันเสียงอีกชั้นหนึ่งขึ้นมา
ฝูชางเซิงเห็นท่าทีเช่นนี้ ก็รู้ว่าคงมีเรื่องสำคัญจะพูด
สีหน้าซางกวนเฟิงเคร่งขรึม:
“ชางเซิง เจ้าเข้ามายังตลาดว่านหนิงแล้ว คงเห็นแล้วว่ากระทั่งผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานจากมณฑลหวยเป่ยก็มาไม่น้อย เจ้าเดาได้หรือไม่ว่าพวกเขามาเพราะอะไร”
ได้ยินนัยในถ้อยคำ
ฝูชางเซิงใจสั่น:
“พี่เฟิง หรือว่าการประมูลของสำนักการค้าแห่งว่านหนิง นอกจากเม็ดยาสร้างฐานแล้ว ยังมีวัตถุดิบวิญญาณระดับสูงหรือสมบัติล้ำค่าอื่นๆ ออกประมูลอีก”
“อืม”
ซางกวนเฟิงวางถ้วยชาลง
แล้วส่งเสียงกระซิบอย่างรวดเร็ว:
“ข่าวที่ข้าสืบมาจากสำนักการค้าแห่งว่านหนิงคือ การประมูลครั้งนี้จะมีสมบัติปิดท้ายสามชิ้น ชิ้นแรกก็คือเม็ดยาสร้างฐานที่ผู้คนรู้จักกันดี”
“แน่นอน”
“ในเมื่อเอาไว้เป็นสมบัติปิดท้าย เม็ดยาสร้างฐานย่อมไม่ใช่มีเพียงหนึ่งเม็ด ได้ยินมาว่าการประมูลเม็ดยาสร้างฐานรอบสุดท้ายจะประมูลกันเป็นชุดละสิบเม็ด”
สิบเม็ดเป็นหนึ่งชุด
ตามราคาประมูลในปีก่อนๆ
เกรงว่าคงต้องใช้หินวิญญาณราวสามแสนกว่าก้อน
ฝูชางเซิงเข้าใจในทันที
ดูท่าชุดสุดท้ายของเม็ดยาสร้างฐานนี้คงเตรียมไว้ให้สกุลใหญ่ประมูล
พวกผู้ฝึกตนอิสระจะมีทรัพย์สินขนาดนั้นจากที่ใดกัน
ตระกูลฝูของพวกเขาตอนนี้มีเม็ดยาสร้างฐานอยู่ในมือแล้วสิบเม็ด หากมีหินวิญญาณมากขนาดนั้นจริง ก็จะไม่เอาไปใช้ประมูล แต่จะเอาไปใช้สร้างเมืองเสียมากกว่า
เพราะตอนนี้ตระกูลฝูของพวกเขาถือสูตรโอสถอยู่ในมือแล้ว
ขอเพียงหาสมุนไพรวิญญาณสำหรับสร้างฐานได้ ก็สามารถหลอมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวรับเคราะห์ไปส่งเงินให้คนอื่น
“ชางเซิง ถ้าตระกูลฝูของพวกเจ้าเอาหินวิญญาณก้อนนี้ออกมาไม่ได้ ก็ต้องลงมือก่อนหน้านี้ ชุดละหนึ่งเม็ดส่วนมากจะเป็นตระกูลฝึกพลังกับผู้ฝึกตนอิสระประมูลกัน เจ้าไปเน้นชุดเม็ดยาสร้างฐานที่มัดรวมกันไว้หลายเม็ดในตอนนั้น จะคุ้มค่าที่สุด”
ฝูชางเซิงเพิ่งเข้าร่วมการประมูลเป็นครั้งแรก
รายละเอียดหลายอย่างยังคิดไม่ถึง
ได้รับคำชี้แนะจากซางกวนเฟิง จึงเอ่ยขอบคุณว่า:
“ขอบคุณพี่เฟิงที่ชี้แนะ”
อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่เขาอยากรู้มากกว่านั้นคือสมบัติปิดท้ายอีกสองชิ้นคืออะไร
ซางกวนเฟิงหยุดไปครู่หนึ่ง
แล้วกล่าวต่อ:
“ส่วนสมบัติปิดท้ายชิ้นที่สอง ได้ยินมาว่าเป็นวิชาระดับดำชั้นหนึ่ง วิชานี้สามารถฝึกไปถึงขั้นแกนทองได้ กล่าวได้ว่าด้อยกว่าระดับดินเพียงนิดเดียว คราวนี้สกุลระดับแปดจากมณฑลหวยเป่ยก็ได้ข่าวแล้วมุ่งหน้ามา เป้าหมายของทุกคนล้วนเรียบง่าย เม็ดยาสร้างฐานเป็นเพียงรองลงมา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิชาระดับดำชั้นหนึ่งนี้”
เมื่อพูดเช่นนี้
แววตาของซางกวนเฟิงฉายความร้อนแรง
เห็นได้ชัด
ต่อวิชานี้ ซางกวนเฟิงเองก็หวั่นไหวมากเช่นกัน
ฝูชางเซิงกลับใจหวิว
เขาไม่คิดเลยว่าเพียงวิชาระดับดำชั้นหนึ่ง ก็ทำให้สกุลระดับแปดแห่งมณฑลฮวยหนานและมณฑลหวยเป่ยกระตือรือร้นได้เพียงนี้ หากให้คนอื่นรู้ว่าตระกูลฝูของพวกเขาไม่ได้มีแค่วิชาระดับดิน แต่ยังมีวิชาระดับสวรรค์ด้วย เคราะห์ล้างตระกูลฝูคงอยู่ตรงหน้าแล้ว
“โชคดีที่ในหอคัมภีร์ของตระกูลล้วนเก็บวิชาระดับสูงไว้แค่ตำราฝึกพลังช่วงเริ่มต้น”
ฝูชางเซิงแสดงสีหน้าตกใจและกระตือรือร้นให้สอดคล้อง แล้วกล่าวต่อ:
“พี่เฟิง แล้วสมบัติปิดท้ายชิ้นสุดท้ายคืออะไร”
“ชิ้นสุดท้าย ข้าไปถามเฒ่าสกุลสือนั่นมา เขาก็ไม่รู้”
ฝูชางเซิงได้ยินดังนั้น ก็รู้ว่ากลยุทธ์การตลาดของสำนักการค้าแห่งว่านหนิงช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ดึงดูดความอยากรู้และความกระตือรือร้นของผู้คนได้เต็มที่ อีกทั้งเรื่องวิชาระดับดำชั้นหนึ่งนี้ เกรงว่าคงเป็นสำนักการค้าปล่อยข่าวออกมาเอง และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าก็คือสกุลระดับแปด
สกุลระดับเก้าอย่างพวกเขา
ในสายตาของสำนักการค้าแห่งว่านหนิง ก็ได้แต่เบียดแย่งเม็ดยาสร้างฐานกันจนหัวแตกเท่านั้น
เรื่องการประมูลพูดจบแล้ว
ซางกวนเฟิงเปลี่ยนประเด็น กลับไปยังหัวข้อแรก:
“ชางเซิง เมื่อครู่เจ้าแปลกใจใช่หรือไม่ว่าหงหยู่ทั้งที่ทะลวงถึงขั้นสร้างฐานสูงสุดแล้ว เหตุใดจึงยังต้องปิดด่าน”
“พี่เฟิง หรือว่าหงหยูไม่ได้ฝึกวิชาลับ”
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
ซางกวนเฟิงส่ายหน้า
เห็นเพียงเขาแบมือขวา จากนั้นปลายนิ้วก็มีปราณแท้หนึ่งเส้นเอ่อล้นออกมา:
“เจ้าลองดูปราณแท้เส้นนี้ว่าแตกต่างจากของเจ้าอย่างไร”
ซางกวนเฟิงเป็นกระบี่ฝึกตน และยังมีรากวิญญาณธาตุทอง วิชาที่ฝึกก็เป็นเช่นนั้น
ดังนั้นปราณแท้จึงแฝงคมกล้าที่ทำให้ผู้คนไม่อาจมองตรงได้
แต่พอลองพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าปราณแท้เพียงเส้นบางเท่าเส้นผมที่หมุนวนอยู่ปลายนิ้วของซางกวนเฟิง กลับแฝงพลังที่น่าหวั่นกลัวยิ่งกว่าปราณแท้ของเขาที่มากกว่าสิบเท่า:
“พี่เฟิง ปราณแท้ของท่านนี้เหมือนผ่านการขัดเกลาจนไร้ตำหนิแม้แต่น้อย บริสุทธิ์ยิ่งนัก”
ซางกวนเฟิงเห็นว่าฝูชางเซิงเข้าใจได้ทันที
ก็เก็บอาคมอย่างพอใจ
ปราณแท้เส้นนั้นถูกเก็บเข้าสู่ร่างกาย แล้วกล่าวว่า:
“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยังว่าทำไมหงหยู่จึงปิดด่าน”
ฝูชางเซิงครุ่นคิดแล้วพยักหน้าเบาๆ
หากเดาไม่ผิด
ซางกวนหงหยู่คงกำลังเตรียมตัวเพื่อทะลวงจุดอ่อนในตันเถียนทั้งสอง
ซางกวนเฟิงก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เอ่ยตรงๆ ว่า:
“ชางเซิง เรื่องความลับแห่งจื่อฝู เพราะเกี่ยวพันกับความลับของราชสำนัก ข้าไม่อาจพูดมากได้ แต่เจ้าจงจำไว้ข้อหนึ่ง หากอยากจะเดินบนหนทางการบำเพ็ญเซียนได้ยาวไกลยิ่งขึ้น ตอนอยู่ในขั้นสร้างฐาน ต้องยอมทุ่มเทให้มาก อย่ารีบร้อนเอาผลสำเร็จ ตอนนี้เจ้าเพิ่งอายุสี่สิบต้นๆ ยังเหลืออายุขัยอีกกว่าร้อยปี หากเชื่อคำของพี่เฟิง ก็จงใช้เวลาช่วงนี้ คิดหาทุกวิถีทาง ใช้กำลังทั้งหมดที่มี ขัดเกลาร่างกายและปราณแท้ให้ถึงขีดสุด”
นี่คือคำพูดจากใจจริง
โดยเฉพาะฝูชางเซิงผู้รู้เรื่องความลับแห่งจื่อฝู ยิ่งเข้าใจว่าซางกวนเฟิงหวังดีเพียงใด
หากเดาไม่ผิด
ซางกวนเฟิงน่าจะเปิดตันเถียนทั้งสองได้แล้ว และเพราะมีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงได้เตือนเขาเช่นนี้ ส่วนเหตุใดอีกฝ่ายยังไม่ก้าวสู่ขั้นจื่อฝู ฝูชางเซิงก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ต่อคำพูดชุดนี้ของซางกวนเฟิง เขาซาบซึ้งใจจากใจจริง
ลุกขึ้นประสานมือคารวะว่า:
“ชางเซิงจะจดจำคำสอนของพี่เฟิงไว้”
“เจ้าเก็บคำของข้าไว้ในใจก็พอ นั่งๆ นั่งเถิด ระหว่างเจ้าและข้า ไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนี้”
ฝูชางเซิงนั่งลงแล้ว
ซางกวนเฟิงกล่าวถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่อง:
“ข่าวลือในหมู่ชาวเมืองบอกว่า มณฑลฮวยหนานของเรามีโควตาสกุลระดับแปดเหลือเพียงหนึ่งที่แล้ว ชางเซิงเจ้าคงได้ยินมา เจ้าคิดอย่างไร”
“พี่เฟิง เรื่องอื่นข้าไม่ได้คิดมาก ที่ดินของเราติดอยู่ตรงทางเข้าหมื่นขุนเขา ดังนั้นตอนนี้กำลังทั้งหมดของสกุลฝูของพวกเราจึงอยู่ที่การต้านทานกระแสอสูร เรื่องว่าใครจะได้โควตานั้นเป็นของอนาคต ไว้ค่อยว่ากันอีกที อีกอย่าง ฝ่ายราชสำนักก็ยังไม่ได้ออกประกาศที่แน่ชัดมิใช่หรือ”
“เจ้าคิดได้รอบคอบดี”
ซางกวนเฟิงยิ้มเล็กน้อย
เดิมทีเขายังคิดว่าฝูชางเซิงอาจจะไปมีเรื่องกับตระกูลชุยเพราะเรื่องนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้
เขาก็วางใจแล้ว
แต่ก็ยังกำชับไว้ประโยคหนึ่ง:
“ตระกูลชุยอยู่ใต้การปกครองของสกุลสือ ตราบใดที่เฒ่าสกุลสือคนนั้นยังเป็นเจ้าบ้าน ก็จะไม่ยอมให้สกุลใต้ปกครองของตนเกิดศึกใหญ่กันเด็ดขาด ดังนั้นขอเพียงเจ้าไม่ไปยั่วตระกูลชุย ตระกูลฉี ตระกูลหง ไม่ว่าข้างนอกจะลือกันรุนแรงเพียงใด ตระกูลชุยทั้งสามก็จะไม่ลงมือกับตระกูลฝูของพวกเจ้าก่อน”
“ขอรับ พี่เฟิง”
สกุลระดับเก้าใต้การปกครองของตระกูลซางกวน
ตระกูลหลินถือว่าเละเทะไปแล้ว
ซางกวนเฟิงย่อมไม่อยากให้ตระกูลฝูก้าวซ้ำรอยเดิม
ทั้งสองสนทนากันอีกไม่กี่ประโยค หลังดื่มชาไปหนึ่งกา ฝูชางเซิงจึงลุกออกมา
ลงมาจากชั้นสาม
กลับได้ยินด้านชั้นสองมีเสียงบ่นที่คุ้นหูมากดังขึ้น:
“ข้าต่างหากคือบุตรชายคนโตโดยชอบธรรมของตระกูลสวี่ ทำไมสวี่คนที่สองนั่นถึงพักชั้นบนสุดได้ ส่วนข้าสวี่ฉางชิงกลับพักได้แค่ชั้นสอง ฮึ ข้าจะไปหาท่านป้าทันที”
สวี่ฉางชิงพุ่งตัวไปราวกับสายลมมุ่งหน้าไปยังกองตรวจการแผ่นดิน
สวี่ฉางจือที่ตามอยู่ด้านหลังอยากห้ามก็ไม่กล้าห้าม
สวี่ฉางชิงไปถึงกรมตรวจการแผ่นดิน
กลับพบประมุขสวี่ได้อย่างราบรื่น ประมุขสวี่ไม่ได้แต่งงานกับใคร และเป็นเพื่อนเล่นหญิงของมารดาสวี่ฉางชิงมาตั้งแต่เยาว์วัย มารดาของสวี่ฉางชิงยังเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตประมุขสวี่ไว้ด้วย ตอนที่มารดาสวี่แต่งเข้าตระกูลสวี่ได้ ก็เพราะประมุขสวี่เป็นคนช่วยเป็นแม่สื่อ
ดังนั้นต่อสวี่ฉางชิง
ประมุขสวี่จึงรักราวกับเป็นลูกในบ้านตัวเอง
เมื่อเห็นเขารีบร้อนวุ่นวาย ก็โบกมือให้คนดูแลลงไป แล้วปิดค่ายกล จากนั้นตบถุงเก็บของหนึ่งครั้ง ขนมที่ทำจากปูอวิ๋นหลิ่งหนึ่งกล่องลอยไปทางสวี่ฉางชิง:
“จะอายุเกือบสามสิบอยู่แล้ว ยังเอาแต่เหมือนเด็ก เอะอะก็โมโห ข้าตั้งใจเอาขนมปูอวิ๋นหลิงจากมณฑลจิ้งโจวกลับมาให้เจ้าโดยเฉพาะ เจ้าลองชิมดู จะได้หายหงุดหงิด”
“ท่านป้า ตอนนี้ข้าไหนเลยจะมีอารมณ์กินขนมอะไร
ท่านก็รู้ ครั้งก่อนในความลับแห่งชางหลาน ท่านพ่อเห็นว่าข้ากลับมือเปล่า ทั้งยังสูญเสียขั้นสร้างฐานไปสามคน ก็โกรธจนรวมกับพวกผู้เฒ่า ปลดข้าจากตำแหน่งคุณชายรองของตระกูลไปแล้ว
ตอนนี้กำลังอุ้มสวี่คนที่สองซึ่งเกิดจากนางสนมเฉียวขึ้นแทนอยู่”
“เรื่องใหญ่ขนาดการประมูลของสำนักการค้าแห่งว่านหนิงครั้งนี้ ท่านพ่อก็ยังมอบให้สวี่คนที่สองรับผิดชอบทั้งหมด สวี่คนที่สองพาพวกผู้เฒ่าใหญ่อยู่พักชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมไหลอวิ๋นโดยตรง ส่วนข้าซึ่งเป็นบุตรชายคนโตโดยชอบธรรมกลับต้องลดตัวลงต่ำกว่าเขา ไปพักชั้นสอง”
“ท่านป้า”
“ท่านรีบช่วยพูดกับท่านพ่อให้ข้าหน่อย ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหน้าสวี่คนที่สองมิจะต้องเหยียบหัวข้าแล้ววางอำนาจบาตรใหญ่หรือ”
สวี่ฉางชิงพูดไม่หยุดปาก
เห็นได้ชัดว่ารู้สึกว่าที่บ้านอัดอั้นมานาน ในที่สุดก็พบคนให้ระบายเสียที
ประมุขสวี่เพียงฟังอยู่
แต่ไม่ได้ตอบสักคำ
พอสวี่ฉางชิงพูดจบ รู้สึกคอแห้งมาก ยกจอกชาหงกๆ ดื่มรวดเดียว พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าประมุขสวี่ไม่ได้พูดสักคำ:
“ท่านป้า”
“ที่ข้าทำภารกิจล้มเหลวในความลับแห่งชางหลาน ก็เพราะตระกูลชุยเล่นงานอยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้ท่านก็รู้อยู่แล้ว หลักฐานก็อยู่ตรงหน้า หาไม่แล้วตระกูลชุยจะเอาสมุนไพรวิญญาณสร้างฐานออกมาได้เก้าชุดได้อย่างไร ท่านป้า เรื่องทั้งหมดนี้ควรโทษตระกูลชุย แต่ท่านพ่อกลับมาระบายอารมณ์ใส่ข้า ข้าก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร คับแค้นใจแทบตาย”
ประมุขสวี่รู้ว่าเจ้าหลานชายผู้นี้หลงไหลกามราคะโดยกำเนิด
คราวนี้ภารกิจล้มเหลว
ส่วนมากก็คงพลาดเพราะเรื่องนี้
หาไม่แล้ว
อีกฝ่ายคงไม่เพิ่งออกจากความลับแห่งชางหลานก็เอะอะจะไปหาคุณหนูหลินอะไรนั่นหรอก
แม้ประมุขสวี่จะเอ็นดูสวี่ฉางชิง แต่ก็รู้ว่านิสัยของเขา หากคนในตระกูลไม่อบรมเขาเสียบ้าง วันหน้าเมื่อออกไปข้างนอก พอคนอื่นลงมือ เขาคงไม่มีแม้แต่ชีวิตจะให้รักษา
ดังนั้นต่อการที่ผู้นำตระกูลสวี่จะดันสวี่คนที่สองขึ้นมา นางจึงไม่ขัดขวาง เดิมทีตั้งใจจะให้สวี่ฉางชิงหลาบจำ ทบทวนตัวเองสักหน่อย แต่ตอนนี้ดูแล้วกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย
การริบตำแหน่งคุณชายรองเป็นการลงโทษที่เบาเกินไป
ประมุขสวีมีสีหน้าเคร่งขรึมกล่าว:
“ฉางชิง ความโกรธแค้นจากตระกูลชุย หากมีโอกาส ท่านป้าจะช่วยเจ้าเอาคืนให้ แต่ท่านป้ามีของสำคัญชิ้นหนึ่ง ต้องให้เจ้ากลับตระกูลเดี๋ยวนี้ แล้วนำไปมอบให้ท่านพ่อของเจ้าเอง”
สวี่ฉางชิงไม่เคยเห็นสีหน้าของท่านป้าเคร่งขรึมเช่นนี้มาก่อน ถึงกับตะลึงไป แม้เขายังอยากอยู่ในตลาดว่านหนิงเพื่อดูความครึกครื้น แต่ก็ยังเบ้ปากพึมพำ:
“ก็ได้”
พอพูดจบ
ก็เก็บหีบที่ประมุขสวี่ยื่นมาใส่ถุงเก็บของ หันหลังจะจากไป ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าลืมอะไรบางอย่าง จึงหันกลับมาหยิบขนมปูอวิ๋นหลิงบนโต๊ะไปด้วย
ฝูชางเซิงกลับมาที่หอหมื่นโอสถจากโรงเตี๊ยมไหลอวิ๋นแล้วก็ไม่ออกไปไหนอีก จนถึงวันประมูล ขณะที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องลับ เขาจึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา:
“แลกเปลี่ยนข่าวกรอง”
อีกไม่นานการประมูลก็จะเริ่มขึ้น
ย่อมต้องแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ดูว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากมันได้หรือไม่
หึ่ง!
แผงข้อมูลสั่นไหว
แสงสีเหลืองจำนวนมากพลุ่งขึ้น
จากนั้นตัวอักษรเป็นแถวๆ ก็ปรากฏขึ้น:
【1: สวี่ฉางชิงไปฟ้องประมุขสวี่ และให้ประมุขสวีช่วยแก้แค้นตระกูลชุย หลังนำหีบลับที่ประมุขสวี่มอบหมายให้กลับไปยังตระกูล เขาก็ถูกคุมขังไว้ที่ผาสำนึกผิด การคุมขังครั้งนี้ยาวนานถึงสิบปีเต็ม จนกระทั่งกระแสอสูรปะทุขึ้น จึงถูกปล่อยตัวออกมา】
【2: เพื่อประมูลเม็ดยาสร้างฐานให้ได้มากขึ้น ตระกูลเหลียงถึงกับนำหีบใบหนึ่งที่นำออกมาจากดินแดนต้องห้ามสีเลือดมาออกประมูล หีบนี้เป็นสิ่งที่บรรพชนตระกูลเหลียงได้มา มาจนถึงรุ่นของเหลียงจื้อซาน ก็ยังไม่มีผู้ใดเปิดได้】
【3: ในการประมูลวันนี้ จะมีเมล็ดหญ้าบำรุงวิญญาณที่เหลือพลังชีวิตเพียงครึ่งเดียวออกประมูลสามเม็ด หญ้าบำรุงวิญญาณเป็นสมุนไพรหลักสำหรับหลอมยาบำรุงวิญญาณ】
【4: ในการประมูลจะปรากฏสมบัติปิดท้ายสามชิ้น】
【5:ภรรยาของเจ้าที่มาจากตระกูลหลิว ซึ่งแท้จริงแล้วบิดาของบรรพบุรุษตระกูลหลิวเป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลหลิวแห่งเมืองไถวิ๋น เขตจิงโจว 1 ใน 5 ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวม (เลี่ยนชี่) โดยตระกูลหลิวแห่งเมืองไถวิ๋นนั้นเป็นตระกูลผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลยันต์】
【6: .】
รวมแลกเปลี่ยนข่าวกรองทั้งหมดสิบข้อ
ฝูชางเซิงกวาดตามองข่าวกรองทีละข้อ
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประมูลมีไม่มากนัก และข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด มีเพียงเมล็ดหญ้าบำรุงวิญญาณสามเม็ดนั้น
“ดูท่าจะอยากได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ คงต้องเข้าไปในลานประมูลก่อนถึงจะรู้”
ฝูชางเซิงลุกขึ้นทันที
ออกจากห้องลับมาแล้ว
ก็เห็นผู้นำตระกูลอู๋และหลิวชิงหมินรออยู่ก่อนนานแล้ว
ฝูหย่งชางยื่นหนังสือร้อยสมบัติสองมือให้ฝูชางเซิง:
“ผู้นำตระกูล นี่คือหินวิญญาณที่พวกเราหอหมื่นโอสถรวบรวมมาได้”
รับหนังสือร้อยสมบัติไว้
ฝูชางเซิงถามเพิ่มอีกประโยค:
“หย่งชาง หลายวันนี้ข้าปิดด่านอยู่ มีข่าวอะไรแพร่ออกมาในตลาดบ้างหรือไม่”
เขาแลกเปลี่ยนข่าวกรองไปเพียงสิบข้อ
ย่อมอาจมีสิ่งตกหล่นอยู่บ้าง
อีกทั้งข้อมูลที่ระบบให้มาก็สุ่มทั้งสิ้น
ฝูหย่งชางรวบรวมถ้อยคำแล้วกล่าวอย่างเป็นระเบียบ:
“เรียนผู้นำตระกูล”
“ข่าวลือในเมืองบอกว่า สมบัติปิดท้ายสามชิ้นของสินค้าที่สำนักการค้าแห่งว่านหนิงนำมาออกประมูลในครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือวิชาระดับดำชั้นหนึ่ง ข่าวนี้เชื่อถือได้ที่สุด ลือกันอย่างมีต้นสายปลายเหตุ”
“นอกจากนี้”
“เกี่ยวกับสมบัติปิดท้ายอีกสองชนิดก็มีคำกล่าวหลากหลาย บ้างว่าเป็นโอสถวิญญาณสำหรับทะลวงจื่อฝู บ้างว่าเป็นสมุนไพรวิญญาณสำหรับชำระกระดูกและเปลี่ยนเส้นเอ็น ยิ่งกว่านั้นยังมีคนพูดว่าเป็นผลวิญญาณที่เพิ่มอายุขัย”
“เพราะข่าวลือนี้”
“ได้ยินมาว่าแม้แต่ผู้บำเพ็ญจื่อฝูที่ปกติปิดด่านไม่ออกมาก็ยังมาสักหนึ่งหรือสองคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ”
“แต่ลับๆ มีคนเอาป้ายเข้าร่วมงานของสำนักการค้าแห่งว่านหนิงมาขายกันแล้ว หนึ่งในนั้นได้ยินว่าขายไปถึงสามพันหินวิญญาณ”
ฝูชางเซิงฟังจบแล้ว
คิ้วกระตุกวูบ
แม้แต่ระบบยังไม่อาจให้ข้อมูลเฉพาะของสมบัติปิดท้ายชิ้นสุดท้ายได้
หรือว่ามันคือโอสถวิญญาณสำหรับทะลวงจื่อฝูจริงๆ
ส่วนเรื่องที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญจื่อฝูยังถูกดึงดูดให้มาร่วมงาน เขากลับคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้มากนัก เพราะอย่างมากเขาก็เคยเห็นผู้บำเพ็ญจื่อฝูออกหน้าเพียงครั้งเดียว ตอนความลับแห่งชางหลานเปิดเมื่อคราวก่อน
ทว่าพอนึกถึงบางอย่าง
ฝูชางเซิงก่อนออกประตูยังคงกำชับไว้ประโยคหนึ่งว่า:
“หย่งชาง ช่วงนี้ ค่ายกลป้องกันของหอหมื่นโอสถให้เร่งเดินเต็มกำลังไว้ก่อน ตลาดว่านหนิงมีผู้ฝึกตนเข้าออกปะปนกันมาก ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า”
“ขอรับ ผู้นำตระกูล”
ฝูหย่งชางรีบพยักหน้า
พอฝูชางเซิงออกจากหอหมื่นโอสถไป ก็สั่งเด็กรับใช้ทันทีให้นำหินวิญญาณเติมแกนค่ายกล แล้วเร่งเดินค่ายกลป้องกันเต็มกำลัง
ฝูชางเซิงพาผู้นำตระกูลอู๋และหลิวชิงหมินไปถึงสำนักการค้าแห่งว่านหนิง ก็เห็นว่าหน้าประตูมีแถวยาวเหยียดแล้ว เบื้องหน้าเขาคือผู้นำตระกูลเหอและผู้นำตระกูลเฉา
แม้แต่ผู้นำตระกูลระดับเก้าก็ยังต้องเข้าคิว
ฝูชางเซิงกำลังจะก้าวขึ้นไปข้างหน้า แต่เห็นสตรีวัยแรกรุ่นผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูสำนักการค้าแห่งว่านหนิงเดินลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วคารวะฝูชางเซิงเล็กน้อย:
“ผู้นำตระกูลฝู ข้าคือหลานสาวของผู้อาวุโสฉิน ฉินหรูอี้ ผู้นำตระกูลฝู เชิญตามข้ามา”
ฉินหรูอี้มีระดับพลังบำเพ็ญถึงขั้นสร้างฐานช่วงปลายแล้ว
ฝูชางเซิงตามอีกฝ่ายอ้อมผ่านประตูใหญ่ ไปยังประตูด้านข้าง ไม่ไกลจากประตูด้านข้างนั้น กลับเห็นคนคุ้นหน้าอยู่คนหนึ่ง นั่นคือซือถูเฟิงจากมณฑลหวยเป่ย ผู้เคยพบหน้ากันอยู่หลายครั้งตอนเข้าไปในความลับแห่งชางหลานครั้งก่อน
ซือถูเฟิงพยักหน้าให้ฝูชางเซิงเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
แล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทางประตูด้านข้างก่อน
ส่วนฉินหรูอี้ก็สะบัดถุงเก็บของหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นหีบสามใบก็ลอยไปทางฝูชางเซิง:
“ผู้นำตระกูลฝู นี่คือชุดอาภรณ์สามชิ้นที่ปกปิดการสอดส่องของจิตสำนึกได้ พอสวมแล้ว ต่อให้ผู้บำเพ็ญจื่อฝูมาถึง ก็ไม่อาจเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของท่านได้ เข้าไปทางประตูด้านข้างแล้ว จะมีนางรับใช้พาท่านขึ้นไปชั้นสาม ถึงชั้นสามแล้ว หากเห็นห้องรับรองที่ไม่มีคนอยู่ ท่านสามารถเข้าไปได้เลย”
(จบตอน)