- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 355 ศิษย์อาจารย์ผู้พิชิตผู้ร่วงหล่น
บทที่ 355 ศิษย์อาจารย์ผู้พิชิตผู้ร่วงหล่น
บทที่ 355 ศิษย์อาจารย์ผู้พิชิตผู้ร่วงหล่น
อพาร์ตเมนต์มีเรื่องประหลาดมากมาย
และเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน นอกจากการต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์พิลึกพิลั่นนานาประการแล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดของมนุษย์ แท้จริงแล้วก็คือพวกผู้ร่วงหล่นนั่นเอง
คนเราสามารถกลายเป็นผู้ร่วงหล่นได้ เมื่อถูกอารมณ์เชิงลบกลืนกิน และก็สามารถกลายเป็นผู้ร่วงหล่นได้ จากการติดเชื้อจากของเหลวในร่างกายผู้ร่วงหล่นเช่นกัน
ความสิ้นหวังจากการมาเยือนของวันสิ้นโลกนั้น ถาโถมทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
จ้าวชุ่ยช่านและน้องสาว อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แบบนี้ สองพี่น้องหวังว่าจะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปในสถานที่แห่งนี้ได้
แต่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มีอะไรอยู่บ้างล่ะ?
มีคนแปลกหน้าที่แสนเย็นชามากมาย พวกเขาไม่รังเกียจอย่างแน่นอนที่จะใช้ความตายของคนอื่น มาแลกกับทรัพยากรการเอาชีวิตรอดอันน้อยนิดที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ยังมีคนบาปหนาอีกมากมาย มีทั้งคนที่ไม่แอบดูเรื่องส่วนตัวของคนอื่นแล้วจะรู้สึกกระวนกระวายใจ มีคนที่ขโมยอาหารของคนตาบอด โดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดี และมีกระทั่งคนที่ฆ่าภรรยาของตัวเองเพื่อผู้หญิงคนอื่น
คนชั่วร้ายมารวมตัวกันอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ เรื่องเล่าสยองขวัญเรื่องแล้วเรื่องเล่าปรากฏขึ้น ผู้คนเคยคิดจะหนีออกไปจากอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ แต่ข้างนอกอพาร์ตเมนต์ล่ะคืออะไร?
ผู้ร่วงหล่นที่เดินเพ่นพ่านไปทั่ว คอยจับมนุษย์กินเป็นอาหาร การจลาจล ความวุ่นวาย ความตาย และโรคระบาดแพร่กระจายไปทั่วเมืองแห่งนี้
ใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกสัตว์ประหลาดสารพัดรูปแบบฆ่าตาย ใช้ชีวิตอยู่นอกอพาร์ตเมนต์ ก็มีแต่จะเผชิญกับเรื่องราวที่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพื่อปกป้องพี่ชาย จ้าวซิงคงค่อยๆ กลายเป็นผู้ร่วงหล่นไปทีละนิด
ในตอนแรก เธอไม่พบความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ทุกอย่างยังเป็นแค่การเดินละเมอเท่านั้น
ในยามหลับใหล เธอจะกลายเป็นเหมือนแมงมุม เกาะติดอยู่บนฝ้าเพดาน มือและเท้าทั้งสองข้าง ราวกับถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวบิดกลับด้านอย่างรุนแรง
ใบหน้าของผู้ร่วงหล่น แนบชิดกับใบหน้าของมนุษย์
มีหลายครั้ง ที่น้องสาวอยากจะกลืนกินพี่ชาย แต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่คลานหนีไปเหมือนแมงมุม และในที่สุดก็ไปโผล่ที่ห้องของคนอื่น
มีอยู่หลายครั้งที่มีคนสองสามคน โชคร้ายลืมตาตื่นขึ้นมา และได้เห็นใบหน้าที่ไร้เดียงสา ทว่ากลับมีน้ำลายไหลย้อยอยู่ในยามดึกสงัด
พวกเขาถูกพิษอันน่าสะพรึงกลัวฆ่าตาย โดยไม่ทันได้กรีดร้องออกมาด้วยซ้ำ
เพียงแต่ เมื่อเรื่องเล่าสยองขวัญมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความรู้สึกผิดต่อการฆ่าคน และความปรารถนาในการฆ่าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น น้องสาวที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลง... ก่อนที่จะทนไม่ไหวแล้วเผลอฆ่าพี่ชายไป
แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ตาย กลับกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญแทน
จ้าวซิงคง ที่นับว่าฟื้นคืนชีพจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด คิดว่าตัวเองจะสามารถปกป้องจ้าวชุ่ยช่าน ผู้เป็นพี่ชายได้ตลอดไป—นั่นคือในกรณีที่โรงเรียนมัธยมไป่ชวน ไม่เกิดการระบาดของโรคหลอมรวมเพราะเจียงอีหมี่ จนนำไปสู่การแพร่กระจายของความโชคร้ายล่ะก็นะ
แต่หากจะกล่าวโทษโศกนาฏกรรมทั้งหมดว่าเป็นความผิดของเจียงอีหมี่ ไป๋อู้ก็มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมนัก
ความชั่วร้าย ในสันดานของมนุษย์ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด หากไม่มีกฎ 'การไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา'... จุดจบของหลายๆ เรื่องในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้คงจะเปลี่ยนไป แต่มันก็ใช่ว่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้หรอก
ไป๋อู้กลับมาที่ห้อง 2-9
ภายในฝ้าเพดานกลับมีช่องลับซ่อนอยู่ นี่เป็นความลับที่แม้แต่จ้าวชุ่ยช่านก็ไม่รู้ เพราะผู้เช่าคนก่อน เคยซ่อนของบางอย่างเอาไว้ที่นี่
สุดท้าย มันจึงกลายเป็นสถานที่ตายของจ้าวซิงคง
ไป๋อู้เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา :
"ซิงคง ฉันมาเยี่ยมเธอแล้วนะ"
มีเสียงดังกุกกัก และเสียงบิดกระดูกแขนขาดังออกมาจากฝ้าเพดาน แต่ก็ไม่มีการเปิดออกแต่อย่างใด
จู่ๆ ไป๋อู้ก็นึกขึ้นได้ ถึงแม้ตัวเองจะมีข้อสันนิษฐานมากพอที่จะทำให้กฎ 'ถ้าเชื่อก็มี' ทำงาน และทำให้จ้าวซิงคงปรากฏตัวออกมาได้แล้วก็ตาม
ทว่า... สำหรับห้องนี้มันทำไม่ได้ นี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมดวงตาถึงไม่ให้คำใบ้อะไรมาเลย
"ถ้าไม่มีคนเป็นฝ่ายเปิดมันออก... เธอก็ออกมาจากข้างในไม่ได้ใช่ไหม?"
"หลังจากที่เธอพบว่าความตายของตัวเองไม่ใช่ความตายที่แท้จริง เธอเคยคิดอยากจะบอกทุกอย่างให้พี่ชายอย่างจ้าวชุ่ยช่านรู้ แต่น่าเสียดาย... ไม่มีใครเข้าใจความหมายของเธอเลย และเมื่อกฎเกณฑ์บางอย่างเริ่มทำงาน เธอก็ไม่มีทางติดต่อกับพี่ชายของเธอได้อีกตลอดกาล..."
น้องสาวเพื่อปกป้องพี่ชาย ยอมกลายเป็นสัตว์ประหลาด ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจยอมตาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วไปฆ่าพี่ชาย
แต่เธอไม่ได้ตาย กลับกลายเป็นตัวตนที่เป็นครึ่งกฎเกณฑ์ ครึ่งผู้ร่วงหล่นแทน ในวินาทีนั้นเธอหวังว่าตัวเองจะสามารถปกป้องพี่ชาย และสามารถเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้พี่ชายฟังได้
แต่มันก็ไร้ประโยชน์...
เธอเป็นเหมือนเรื่องเล่าสยองขวัญในทีวี คือถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองตาย ไม่สามารถจากไปไหนได้
ทั้งที่มีเพียงแผ่นกระดานบางๆ กั้นกลางไว้แท้ๆ แต่มันกลับไม่มีทางให้พี่ชายได้รับรู้เลย
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ไป๋อู้ก็นึกถึงจิ่งซื่อกับจิ่งลิ่วขึ้นมา
เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าสองพี่น้องคู่นี้ก็เป็นเหมือนกัน... ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาจึงไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้สักที
จ้าวชุ่ยช่านอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวขั้นสุดของคนอื่นๆ ภายใต้ร่างของน้องสาวที่ตัวเองรักที่สุด เล่าเรื่องราวสยองขวัญเรื่องแล้วเรื่องเล่า และท้ายที่สุดก็ต้องตายจากไป
อาจจะตายเพราะความอดอยาก หรือไม่ก็ตายเพราะเจตนาร้ายของคนอื่น
ช่องลับบนฝ้าเพดานความจริงแล้วเปิดง่ายมาก เหมือนกับบานประตูเลื่อนบานหนึ่ง ไป๋อู้เพียงดันเบาๆ มันก็เปิดออกแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิด เขามองเห็นใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่มีร่างกายบิดเบี้ยวกลายพันธุ์ งอกมือสี่ข้างและเท้าสี่ข้างออกมาในรูปลักษณ์ของแมงมุม
ในความบิดเบี้ยวตลอดระยะเวลาเจ็ดร้อยปี บนใบหน้าของเธอมีดวงตาหลายคู่เหมือนกับแมงมุมไปแล้ว
ภาพนี้มันน่ากลัวมาก โดยเฉพาะในวินาทีที่ดวงตาเหล่านี้เบิกโพลงขึ้นพร้อมกัน ประกายแสงสีแดงฉานลอย เด่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด ราวกับเป็นดวงไฟผีแปดดวง
ไป๋อู้ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เพียงแต่กล่าวไปตามปกติว่า :
"น่าเสียดายนะ พี่ชายของเธอตายไปแล้ว ฉันคิดว่าเขาน่าจะตายตอนเที่ยงคืน ใช่ไหม? ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเธอส่งข้อความหาทุกคนอย่างบ้าคลั่งเลยนี่"
ในห้อง 1-9 มีข้อความหนึ่งถูกส่งมาในเวลาเที่ยงคืน อารมณ์ของมันแตกต่างจากข้อความอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
ในเวลาอื่น มันเหมือนกับเพื่อนที่ส่งข้อความมาทักทาย แต่ข้อความในตอนเที่ยงคืนข้อความนั้น ไป๋อู้สัมผัสได้เพียงความร้อนรนเท่านั้น
"พวกเธอคือเรื่องเล่าสยองขวัญ ที่ถูกกักขังอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ พลังแห่งความบิดเบี้ยวทั้งหมด ย่อมบิดเบือนชะตากรรมของพวกเธอไปด้วย..."
"แก, คือ, ใคร?"
เด็กผู้หญิง เรื่องเล่าสยองขวัญร่างแมงมุมเดิมทีอยากจะฆ่าไป๋อู้ แต่คำพูดเหล่านั้นของไป๋อู้ทำให้มันหยุดชะงัก
แน่นอน เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้มันหยุดชะงัก เป็นเพราะไป๋อู้นั้นแข็งแกร่งมาก
ในเวลานี้ ไป๋อู้กำลังกำหอยสังข์เอาไว้ เขากำลังสอนสั่งและเป็นแบบอย่างให้กับเยี่ยนจิ่ว
ในแดนไกล เยี่ยนจิ่วที่กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ต้นตอเสียงหัวเราะในคณะละครสัตว์พร้อมกับหลินรุ่ย ก็กำลังตั้งใจเรียนรู้อยู่เช่นกัน
"ฉันก็แค่ผู้เช่าคนหนึ่ง ถึงแม้ฉันจะบอกกับเรื่องเล่าสยองขวัญเรื่องอื่นๆ ว่าฉันคือนักปัดเป่าเรื่องเล่าสยองขวัญก็เถอะ แต่ความจริงแล้วฉันไม่ได้ต้องการจะปัดเป่าเธอ ฉันแค่อยากจะเชิญเธอมาเข้าร่วมด้วยต่างหาก"
น้ำเสียงของไป๋อู้ดูจริงใจเป็นอย่างมาก
"เสียงหัวเราะข้างนอกนั่นจะค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อเธอ การที่เธอรออยู่ที่นี่ต่อไปมันไม่มีความหมายอีกแล้ว พี่ชายของเธอเคยเล่าเรื่องราวสยองขวัญมากมาย แต่เหตุผลที่เขา สามารถเล่าเรื่องเล่าสยองขวัญเหล่านั้นได้อย่างใจเย็น เป็นเพราะเขาเชื่อว่า โลกใบนี้สุดท้ายแล้วก็ยังคงมีแสงสว่างและความโปร่งใสอยู่ดี"
"แต่พวกเราต่างก็รู้ดี ว่าโลกใบนี้มันเป็นยังไง อย่าว่าแต่อพาร์ตเมนต์อันมืดมิดแห่งนี้เลย ไม่ต้องพูดถึงยุควันสิ้นโลกอันบิดเบี้ยวเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนด้วยซ้ำ ขนาดในหอคอย ที่ไม่มีกฎเกณฑ์อันบิดเบี้ยว ที่ที่ผู้คนไม่ต้องหวาดกลัวเรื่องเล่าสยองขวัญใดๆ ก็ยังคงมีเรื่องราวอันน่ารังเกียจอยู่มากมายขนาดนั้นเลย"
ไป๋อู้ย่อมสามารถใช้กำลัง ฆ่าเรื่องเล่าสยองขวัญเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว จ้าวซิงคงน่าสงสารก็จริง แต่ก็เคยฆ่าคนมาไม่น้อย ต่อให้คนพวกนั้นส่วนใหญ่จะมีมลทินติดตัวก็ตาม
เพียงแต่หลายต่อหลายครั้ง ไป๋อู้มองว่าความแข็งแกร่งของตัวเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้คนอื่นไม่มีสิทธิ์พูด แต่มีไว้เพื่อทำให้เวลาที่ตัวเองพูด คนอื่นจะไม่สามารถขัดจังหวะได้ต่างหาก
เขาแข็งแกร่งมาก
แข็งแกร่งเสียจน เรื่องเล่าสยองขวัญมนุษย์แมงมุมตนนี้ไม่กล้าลงมือ ทำได้เพียงฟังเขาพล่ามไปเรื่อยๆ และก็ต้องยอมรับเลยว่า คำพูดเหล่านั้นมันไปสะกิดใจมนุษย์แมงมุมได้จริงๆ
"แทนที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จนถูกเสียงหัวเราะนั่นกลืนกิน และลืมเลือนพี่ชายที่เธอเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกลมหายใจ สู้ตามฉันไปสร้างโลกที่ปราศจากความหวาดกลัวด้วยกันดีกว่า"
เยี่ยนจิ่วที่อยู่ไกลออกไปตอบสนองได้ในทันที พร้อมกับจดบันทึกลงในใจ—นี่คือการหยั่งเชิงหาความปรารถนาของอีกฝ่าย และเป็นพฤติกรรมที่พยายามจะตอบสนองความปรารถนาของอีกฝ่ายนั่นเอง
ทว่าความจริงแล้ว นี่เป็นเทคนิคที่เหนือชั้นกว่านั้น ไป๋อู้หวังว่าเยี่ยนจิ่วจะตระหนักได้ว่า สำหรับผู้ร่วงหล่นที่มีชีวิตอยู่มาเจ็ดร้อยปี สิ่งที่พวกมันยึดติด อาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่รอดมาถึงเจ็ดร้อยปีก็ได้
อย่างเช่นตัวตนที่อยู่ตรงหน้านี้... มีชีวิตอยู่มาเจ็ดร้อยปีในรูปแบบของเรื่องเล่าสยองขวัญที่เป็นอมตะ ส่วนพี่ชายของมันนั้นตายไปตั้งนานแล้ว
แล้วในเมื่อพี่ชายตายไปแล้ว ก็เท่ากับว่าไม่มีความปรารถนาแล้วงั้นเหรอ?
คำตอบคือ ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เหมือนกับหงอินที่ในตอนแรกหวังอยากให้คุณยายมาหวีผมให้ แต่พอคุณยายไม่อยู่แล้ว ก็ไม่สามารถสร้างความปรารถนาอื่นขึ้นมาได้อีกงั้นเหรอ?
ไม่มีเป้าหมาย ก็ต้องสร้างเป้าหมายขึ้นมาแล้วเดินหน้าต่อไป
การบิดเบือนแนวคิดของความยึดติด มอบเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าให้กับอีกฝ่าย เพื่อให้ความยึดติด ตลอดเจ็ดร้อยปีของอีกฝ่ายมีทางระบายออก นี่ต่างหากถึงจะเป็นวิธีการรับมือที่เหนือชั้นยิ่งกว่า
เป็นไปตามคาด เหมือนกับเรื่องเล่าสยองขวัญในทีวี... ถึงแม้เพิ่งจะเคยเจอกับมนุษย์คนนี้เป็นครั้งแรก แต่ท้ายที่สุดมันก็มีชีวิตอยู่มาถึงเจ็ดร้อยปี ที่บอกว่าเต็มใจจะถูกเสียงหัวเราะกลืนกินนั้น เป็นเรื่องโกหก ที่บอกว่าเต็มใจจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ก็เป็นเรื่องโกหกเช่นกัน
เรื่องเล่าสยองขวัญมนุษย์แมงมุมเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาแล้ว ไป๋อู้จับจุดความปรารถนาของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ จึงรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อน เพื่อรวบยอดความได้เปรียบทันที :
"เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ผู้คนในที่แห่งนี้เห็นแก่ตัวและเย็นชา ท้ายที่สุดพี่ชายของเธอก็ไม่ได้มีชีวิตรอด แต่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ฉันเชื่อว่าเขาไม่เหมือนกับคนอื่นหรอก เขาจะไม่กลัวรูปร่างหน้าตาของเธอในตอนนี้แน่นอน ในสายตาของคนอื่นเธอคือสัตว์ประหลาด แต่ในสายตาของเขา เธอคือน้องสาวของเขาเสมอ"
"จงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป และตามหาสถานที่ที่สามารถทำให้เธอชื่นชอบได้ หากไม่มีสถานที่แบบนั้น ก็มาสร้างสถานที่แบบนั้นไปพร้อมกับฉันซะ"
เมื่อสิ้นเสียงของไป๋อู้ เสียงหัวเราะที่ดังแว่วมาเป็นระยะๆ กลับยิ่งทำให้บรรยากาศดูเงียบสงัดลงไปอีก
เด็กผู้หญิงแมงมุมค่อยๆ สลายตัวไป ร่างกายของมันถึงกับเริ่มค่อยๆ กลับคืนสู่รูปร่างของมนุษย์... ดวงตาแต่ละดวงปิดลง เขี้ยวพิษก็เริ่มหลุดร่วง
ไป๋อู้หยิบเขี้ยวพิษขึ้นมาซี่หนึ่ง แล้วเก็บเข้าไปในกระเป๋ามิติ
【คำพูดหวานหูตลบตะแลงของนาย ถึงกับใช้ได้ผลกับเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยแฮะ มันบรรลุความปรารถนาล่วงหน้า และมาสิงสถิตอยู่กับนายแล้วล่ะ แต่ฉันต้องขอประณามไอ้คนนิสัยเสีย ที่พูดอย่างทำอย่างอย่างนายหน่อยเถอะ เสียงหัวเราะรอบด้านซุกซ่อนความมุ่งร้ายเอาไว้ เหมือนกับใจของไอ้ผู้ชายเฮงซวยไม่มีผิด
เอาเถอะ ความจริงฉันอยากจะบอกว่าทำได้สวยมาก นับจากนี้เป็นต้นไป นายสามารถใช้พลังของแม่หนูแมงมุมน้อยได้แล้ว พลังนี้มันไม่ธรรมดาเลยนะ อย่างที่เขาว่ากัน เกิดใหม่เป็นแมงมุมแล้วจะทำไมล่ะ ตอนนี้นายสามารถบังคับสร้างอาณาเขตโซ่ตรวนใยแมงมุมกับคู่ต่อสู้ได้แล้ว
อาณาเขตนี้ จะมอบคุณสมบัติอย่างหนึ่งให้กับนาย เหยื่อที่ถูกนายล็อกเป้าหมายไว้ในอาณาเขต ยิ่งเข้าใกล้นายมากเท่าไหร่ ความเร็วก็จะยิ่งลดลงมากเท่านั้น】
จู่ๆ ไป๋อู้ก็ค้นพบเรื่องเรื่องหนึ่ง
พลังที่ได้รับมาจากเด็กผู้หญิงแมงมุมและผีร้ายในทีวี ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าพลังดั้งเดิมของพวกมันเสียอีก
"ดวงตาใบ้มาว่าพลังพวกนี้จะเชื่อมโยงกับพลังจิตของฉัน... ดูเหมือนว่าหลังจากได้รับพลังครึ่งกฎเกณฑ์พวกนี้มา มันก็เกิดปฏิกิริยาประหลาดบางอย่างขึ้นสินะ"
การเดินทางมาอพาร์ตเมนต์ในครั้งนี้ มันคือของขวัญชัดๆ
ถึงแม้สถานที่แห่งนี้สำหรับคนอื่นแล้ว มันจะดูคลุมเครือเกินไป ปริศนาบางอย่างก็ซุกซ่อนเอาไว้ลึกซึ้งมาก แต่สำหรับไป๋อู้แล้ว มันเหมือนได้มาฟรีๆ เลย
เยี่ยนจิ่วที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง สวมวิญญาณเด็กเรียนและย่อยกระบวนการทำงานของไป๋อู้ได้เป็นอย่างดี เธอแปลงกระบวนการทำงานให้กลายเป็นทฤษฎี จากนั้นก็ใช้ทฤษฎีนั้น มาเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติของตัวเอง
อู่จิ่วก็เคยทำแบบนี้เหมือนกัน แต่ความสามารถในการเรียนรู้กลับไม่เคยสู้เยี่ยนจิ่วได้เลย บางทีอาจเป็นเพราะเยี่ยนจิ่วรู้จักประยุกต์ใช้ โดยนำความรู้บางส่วนที่เฉิงจื่อสอน มาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ไป๋อู้พูดถึง
ไม่นานนัก ในที่สุดเยี่ยนจิ่วและหลินรุ่ยก็ได้เห็นเต็นท์คณะละครสัตว์ขนาดมหึมาที่อยู่ใจกลางสวนสัตว์
...
...
ไป๋อู้เริ่มออกตามหาเรื่องเล่าสยองขวัญเรื่องสุดท้าย มีตำนานเล่าว่าบนดาดฟ้าจะมีชายชราถือกระติกน้ำร้อนปรากฏตัวขึ้น
ชายชราคนนี้จะเดินเคาะประตูไปทีละห้อง ความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไป๋อู้ไม่ได้สนใจเลย ตอนนี้เขาแค่อยากจะรีบปิดจ็อบให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ไปสนับสนุนเยี่ยนจิ่ว
แถบชานเมืองไป่ชวน ณ มุมหนึ่งในสวนสัตว์ แสงสว่างได้ขับไล่ความมืดมิดออกไป และกลายเป็นป้ายบอกทางให้กับหลินรุ่ยและเยี่ยนจิ่วที่อยู่ไกลออกไป
พวกเขาทั้งสองคน ไม่ได้มีดวงตาของเพลเยอร์ ถึงแม้หลินรุ่ยจะมีลำดับพรสวรรค์อยู่มากมาย แต่เขาก็ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเต็นท์คณะละครสัตว์หลังนี้เลย เขารู้สึกถึงอันตรายได้ด้วยสัญชาตญาณเท่านั้น
โดยเฉพาะในเวลานี้ หลินรุ่ยไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
"แย่แล้ว... ฉันเริ่มจะไม่ได้สติแล้วล่ะ... ฮ่าๆๆๆๆ... ฮ่าๆๆๆๆ..."
เยี่ยนจิ่วกล่าวว่า :
"ไม่ต้องกลัวนะ ฉัน... ฉันรับมือไหว"
ประโยคนี้มันเหมือนกับแรงก์บรอนซ์ บอกกับแรงก์คิงว่าฉันจะแบกนายเองยังไงยังงั้น ความจริงแล้วหลินรุ่ยก็แอบกังวลอยู่ เยี่ยนจิ่วดูหวาดกลัวและขี้อายมาก แต่พูดแล้วก็แปลก... เด็กผู้หญิงคนนี้กำลังหวาดกลัวอยู่จริงๆ แต่มันก็เป็นความหวาดกลัว ที่ดูสมเหตุสมผลมาก
ไม่ได้ดูเกินจริงจนเว่อร์วัง เป็นความหวาดกลัวที่ดูบางเบา
ราวกับเป็นเพียงหญิงสาวในห้องหอ ที่ไม่เคยย่างกรายออกไปไหน แล้วจู่ๆ ก็ถูกพามาเดินบนถนนที่พลุกพล่าน จึงเผยให้เห็นเพียงความตื่นตระหนกเล็กน้อยเท่านั้น
คณะละครสัตว์กำลังจัดการแสดง ผู้ชมทั้งหมดคือเหล่าสิ่งมีชีวิตจักรกลในสวนสัตว์
แต่หลินรุ่ยมองดูการแสดงอันจืดชืดบนเวทีของคณะละครสัตว์... เขามีคำพูดประโยคหนึ่งที่อยากจะพูดออกมา แต่ก็รู้สึกว่ามันอาจจะทำให้คนพวกนี้รู้สึกไม่ดี
เขารู้สึกว่าการที่ช้าง สิงโต ละมั่ง และกอริลลา มานั่งหัวเราะฮ่าๆๆ อยู่ด้วยกัน มันยังดูตลกกว่าการดูการแสดงบนเวทีซะอีก
แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในงาน ยกเว้นเยี่ยนจิ่ว ต่างก็พากันหัวเราะ
เพราะเสียงหัวเราะ แพร่กระจายออกไปอย่างบ้าคลั่ง จนหลินรุ่ยแยกไม่ออกว่า สรุปแล้ว ทุกคนหัวเราะเพราะรายการมันตลก หรือเพราะเหตุผลอื่นกันแน่
สมาชิกของคณะละครสัตว์ ล้วนเป็นพวกรูปร่างพิกลพิการ เมื่อพวกมันเห็นการมาเยือนของเยี่ยนจิ่ว ก็ยิ่งแสดงอย่างสุดความสามารถมากยิ่งขึ้น ซึ่งคำว่าสุดความสามารถที่ว่า ก็คือการหัวเราะจนแหบสายนั่นเอง
เยี่ยนจิ่ว มองไปข้างหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย :
"หลินรุ่ย... นายคิดว่ามันตลกไหม?"
"ไม่ตลกเลยฮ่าๆๆๆๆๆๆ..." หลินรุ่ยรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตัวเองเริ่มหลุดการควบคุมมากขึ้นเรื่อยๆ
เยี่ยนจิ่ว ถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวว่า :
"ฉันก็คิดว่าไม่ตลกเหมือนกัน ฉันต้องลองคิดหาวิธี หยุดเรื่องตลกไร้สาระพวกนี้ซะแล้วสิ"
ในวินาทีนั้น คำสอนของไป๋อู้ คำสอนของหลิวเฉิงจื่อ ล้วนผุดขึ้นมาในหัวของเยี่ยนจิ่ว
อย่างเช่นประโยคเด็ดบางประโยค ที่ปรากฏขึ้นในตัวเลือกสำรองของเยี่ยนจิ่ว—
"ทุกคนเอาแต่สนใจว่า การแสดงของพวกคุณตลกหรือไม่ตลก แต่มีแค่ฉันเท่านั้นที่สนใจว่าพี่ชายมีความสุขไหม เหนื่อยหรือเปล่า"
ประโยคนี้ คือการสวมบทบาทเป็นหลิวเฉิงจื่อ แต่เยี่ยนจิ่วรู้สึกว่า... ทำไม่ได้ ถึงแม้จะนึกถึงบทพูดพวกนี้ออก แต่เธอก็พูดไม่ออกจริงๆ
เยี่ยนจิ่วลองคิดดู... แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เธอนึกถึงคำพูดของไป๋อู้ขึ้นมาได้ หลังจากนำมาผนวกเข้ากับความเข้าใจของตัวเอง จู่ๆ เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่า ในเมื่อผู้ร่วงหล่นล้วนเป็นคนที่มีความยึดติดในใจ... ถ้างั้นบางทีพวกมัน ก็อาจจะเหมือนกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวชก็ได้ไม่ใช่เหรอ?
พอคิดแบบนี้ ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
(จบบท)