- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 68 : กล่อง
ตอนที่ 68 : กล่อง
ตอนที่ 68 : กล่อง
ตอนที่ 68 : กล่อง
ท่าทางที่ขมวดคิ้วแน่นและเต็มไปด้วยความรังเกียจนั้น ดูเหมือนแม่ยายในเมืองที่เพิ่งไปบ้านลูกเขยในชนบทเป็นครั้งแรกไม่มีผิด
เมื่อเห็นท่าทางของผู้หญิงคนนั้น ฉวี่เสี่ยวปิงก็รู้สึกสะอิดสะเอียน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ทว่าตามมารยาทแล้ว เธอก็ยังต้องเอ่ยทักทาย
ฉวี่เสี่ยวปิงลุกขึ้นยืนพลางส่งยิ้มหวานให้ผู้หญิงตรงหน้าแล้วพูดว่า “คุณน้าจางเฉี่ยว มาถึงแล้วเหรอคะ”
น้าจางเฉี่ยวได้ยินเสียงของฉวี่เสี่ยวปิง เธอถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งพลางบ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจว่า
“เฮ้อ พวกเธอไม่รู้หรอก อากาศเฮงซวยในจินหลิงนี่น่ะ เทียบกับเซี่ยงไฮ้ไม่ได้เลยสักนิด! มิน่าล่ะพวกคนรวยถึงพากันแห่ไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้กันหมด เรื่องนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ เลยนะ”
ฉวี่เสี่ยวปิงมองน้าจางเฉี่ยวด้วยสีหน้าที่มืดครึ้ม ความรู้สึกอัดอั้นจุกอยู่ที่ลำคอจนเธอพูดไม่ออก
ให้ตายเถอะ นี่มันสำเนียงอะไรกันเนี่ย!
น้าจางเฉี่ยวคนนี้เดิมทีไม่ใช่คนจินหลิง แต่ก่อนจะไปเซี่ยงไฮ้เธอก็ยังใช้สำเนียงท้องถิ่นจินหลิงอยู่เลย ทว่าเพิ่งจะไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
เมืองใหญ่นี่มันเปลี่ยนคนได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
“อาเฉี่ยว มาถึงแล้วเหรอ?”
ในตอนนั้นแม่ฉวี่ก็เดินออกมาจากห้องครัว เมื่อเห็นจางเฉี่ยวเธอก็เอ่ยทักทายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี
หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่ลืมที่จะหันมาสั่งลูกสาว “ดูสิลูกคนนี้ น้าจางเฉี่ยวมาถึงแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักรินน้ำรินท่ามาต้อนรับผู้ใหญ่เลย! จริงๆ เลยนะ!”
ฉวี่เสี่ยวปิงกะพริบตาปริบๆ และเดินมุ่งหน้าไปทางห้องครัวอย่างว่าง่าย
ไม่นานนัก ฉวี่เสี่ยวปิงก็เดินถือถาดน้ำชาออกมา พร้อมกับรินน้ำชาส่งให้น้าจางเฉี่ยวหนึ่งแก้ว
แต่ไม่คิดเลยว่าจางเฉี่ยวจะแค่เหลือบมองน้ำชาในแก้วแวบหนึ่ง คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันทันที เธอเริ่มพัดลมที่ใต้จมูกอย่างรำคาญใจ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ชอบกลิ่นของน้ำชานี้
“ไอ้หยา น้ำชานี่ฉันดื่มไม่ลงจริงๆ นะ จะบอกให้นะว่าตอนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้น่ะ ฉันต้องดื่มแต่กาแฟดำเท่านั้น และแน่นอนว่าต้องเป็นกาแฟคั่วบดเองด้วยนะ อย่างอื่นน่ะฉันดื่มแล้วไม่เห็นจะเข้าท่าเลย”
สีหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาในทันที เธอคิดในใจว่า ทำไมถึงมีคนพูดจาแบบนี้ได้นะ?
น้าจางเฉี่ยวคนนี้ เห็นแม่บอกว่าที่เซี่ยงไฮ้เธอเป็นแค่พนักงานขายของ ส่วนสามีของเธอก็เป็นแค่พนักงานบริษัท แล้วจะมีเวลามานั่งดื่มกาแฟทุกวันได้ยังไงกัน?
“ยังจะเอากาแฟดำอีกเหรอ? ไม่กลัวว่าถ้ากินคาเฟอีนมากเกินไปแล้วมันจะทำให้นอนไม่หลับหรือยังไงกัน!”
ฉวี่เสี่ยวปิงคิดในใจ ในตอนนี้เธอมองออกแล้วว่า อีกฝ่ายตั้งใจจะมาอวดรวยที่บ้านของเธอ
ในเมื่อเป็นแบบนี้เธอก็จะไม่ยอมตามใจอีกฝ่ายอีกต่อไป เธอจัดการยกถ้วยน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าจางเฉี่ยวออกไปทันที จากนั้นก็ยกถ้วยขึ้นมาแล้วดื่มน้ำชาข้างในจนหมดในอึกเดียว
น้ำชาที่ฉันรินเอง ถ้าคุณไม่ดื่ม ฉันก็จะดื่มเอง!
แม่ฉวี่ที่ยืนมองลูกสาวอยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจ เธอเบ้ปากไปทางลูกสาว เป็นเชิงบอกใบ้ว่าอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย
ถึงอีกฝ่ายจะชอบอวดไปหน่อย แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นแขกไม่ใช่หรือไง?
ลูกสาวคนนี้ ทำไมถึงไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเอาเสียเลย
แม่ฉวี่และจางเฉี่ยวคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง และในไม่ช้าเธอก็พบว่าบทสนทนานี้แทบจะไปต่อไม่ได้แล้ว
จางเฉี่ยวคนนี้ ช่างรู้จักหาจังหวะอวดรวยได้ทุกวินาทีจริงๆ
ต่อให้แม่ฉวี่จะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีความอดทนสูงแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังเริ่มจะทนไม่ไหวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน
“นั่นสิคะ พอดีในห้องครัวฉันยังตุ๋นซุปทิ้งไว้อยู่ เดี๋ยวฉันขอเข้าไปดูหน่อยนะ เธอก็นั่งพักผ่อนไปก่อนนะ”
หลังจากแม่ฉวี่ทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง เธอก็รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องครัวทันที เธอไม่อยากจะอยู่ในห้องนั่งเล่นต่ออีกแม้แต่นาทีเดียว
เมื่อจางเฉี่ยวเห็นแม่ฉวี่เดินจากไปแล้ว เธอก็หันกลับมามองที่ฉวี่เสี่ยวปิงอีกครั้ง
เธอเริ่มมองสำรวจฉวี่เสี่ยวปิงตั้งแต่หัวจรดเท้า และพบว่าไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือรสนิยมการแต่งตัวของอีกฝ่ายก็ล้วนไร้ที่ติ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน
“เสี่ยวปิงจ๊ะ ฉันได้ยินมาว่าเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เซี่ยงไฮ้มานี่นา ทำไมถึงกลับมาสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่นี่ล่ะ? หรือว่าเธอจะสอบเข้าเรียนต่อที่เซี่ยงไฮ้ไม่ได้?”
จางเฉี่ยวทำหน้าตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางจ้องมองฉวี่เสี่ยวปิงด้วยสายตาที่เป็นประกาย
“แน่นอนว่าไม่ใช่ค่ะ ตอนนั้นคะแนนของฉันเป็นอันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้แล้วค่ะ” ฉวี่เสี่ยวปิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันก็แค่คิดว่าอยากจะกลับมาอยู่ดูแลพ่อกับแม่ค่ะ ก็เลยเลือกกลับมา”
จางเฉี่ยวส่งเสียงอ้อออกมาคำหนึ่ง ท่าทางดูเหมือนจะผิดหวังอยู่เล็กน้อย
ฉวี่เสี่ยวปิงเบ้ปากพลางคิดในใจว่า การไม่มีความรู้นี่มันน่ากลัวจริงๆ เลยนะ
ถึงขนาดคิดว่ามหาวิทยาลัยจินหลิงไม่ดีงั้นเหรอ?
มหาวิทยาลัยจินหลิงน่ะเป็นถึงสถานศึกษาชั้นนำระดับท็อปห้าของประเทศเลยนะ
ในตอนนั้นแม่ฉวี่ก็เดินกลับมานั่งที่โซฟาอีกครั้ง จางเฉี่ยวจึงเริ่มเปิดฉากพูดต่อว่า
“ฉันว่านะ อยู่สู้ที่เซี่ยงไฮ้ต่อไปน่ะดีที่สุดแล้ว ที่เซี่ยงไฮ้น่ะมีโอกาสตั้งมากมาย เธอไม่รู้หรอกว่าลุงเขยของเธอน่ะ เพิ่งจะรับงานโครงการใหญ่ๆ มาได้ตั้งหลายโครงการเลยนะ!”
ในขณะที่พูด จางเฉี่ยวก็ชูนิ้วขึ้นมา เพื่อโชว์แหวนเพชรที่สวมใส่อยู่บนนิ้ว
แม่ฉวี่ถามว่า “นี่เพิ่งซื้อมาใหม่เหรอ? ราคาเท่าไหร่ล่ะ?”
จางเฉี่ยวจงใจโบกไม้โบกมือไปมาต่อหน้าแม่ฉวี่พลางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า
“ก็ไม่ได้แพงอะไรหรอกค่ะ แค่สองหมื่นหยวนเอง! สามีของฉันน่ะตื๊อจะซื้อวงที่ใหญ่กว่านี้ให้ฉันให้ได้ แต่ตอนนั้นฉันปฏิเสธไปน่ะ! พวกเราก็อยู่กันมาจนป่านนี้แล้ว มีไว้พอเป็นพิธีก็พอแล้วจะไปสิ้นเปลืองเงินขนาดนั้นทำไม จริงไหม?”
แม่ฉวี่ฟังจบก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน นี่เธอกำลังพูดจาจิกกัดใครอยู่กันแน่?
แค่สองหมื่น?
หลังจากจางเฉี่ยวพูดจบ เมื่อเห็นว่าแม่ฉวี่และฉวี่เสี่ยวปิงไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรต่อ เธอจึงคิดไปเองว่าทั้งสองคนกำลังอิจฉาจนพูดไม่ออก เธอจึงเริ่มอวดรวยต่อไปว่า “ยังไงซะก็ต้องไปอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั่นแหละถึงจะได้ดิบได้ดี เมืองเล็กๆ อย่างจินหลิงนี่น่ะ มันไม่มีอะไรให้น่าเปิดหูเปิดตาหรอก”
คำพูดเพียงประโยคเดียว กลับเป็นการดูถูกครอบครัวของฉวี่เสี่ยวปิงไปจนหมดสิ้น
พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ใช้ชีวิตอยู่ที่จินหลิงมาทั้งชีวิต อุตส่าห์ส่งลูกสาวไปเรียนข้างนอกได้สำเร็จ แต่สุดท้ายลูกสาวกลับเลือกที่จะกลับมา
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้ ก็คือจะบอกว่าคนในบ้านของเธอเป็นพวกไม่มีความรู้งั้นเหรอ?
สีหน้าของแม่ฉวี่เริ่มดูไม่ค่อยดีนัก และในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ทันใดนั้นภายในห้องของฉวี่เสี่ยวปิงก็มีเสียงดังโครมขึ้นมา
สีหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงเปลี่ยนไปทันที เธอรีบมุ่งหน้าไปทางห้องของตัวเอง แม่ฉวี่และจางเฉี่ยวเองก็รีบลุกขึ้นยืนและเดินตามไปเช่นกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง ก็เห็นสภาพที่เละเทะไปหมด
บนพื้นไม้ เต็มไปด้วยชิ้นส่วนเลโก้ที่กระจายอยู่ทั่วไป
มันคือเลโก้ขนาด 30 ถึง 40 เซนติเมตรที่ฉวี่เสี่ยวปิงบรรจงต่อขึ้นมาด้วยมือของเธอเอง แต่มันกลับถูกเด็กคนนั้นพังเสียแล้ว
เด็กคนนั้นไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด แต่เขากลับนั่งลงบนพื้นพลางตบมือหัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจ
สีหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงบึ้งตึง นี่คือสิ่งที่เธอใช้เวลานานมากในการต่อมันขึ้นมา แต่ตอนนี้มันกลับพังพินาศไปหมดแล้ว
ปกติเธอรักเลโก้ชุดนี้มาก ถึงขั้นสั่งทำแท่นวางสำหรับมันเพื่อวางไว้บนโต๊ะคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นตำแหน่งประจำของมัน
ด้วยความสูงของเด็กคนนี้ ไม่มีทางที่จะเอื้อมถึงได้อย่างแน่นอน
ฉวี่เสี่ยวปิงเหลือบมองไปที่เก้าอี้คอมพิวเตอร์ของเธอ และเธอก็เห็นรอยเท้าที่ชัดเจนหลายรอยบนเบาะนั่งจริงๆ
ปรากฎว่าเจ้าเด็กนี่มันถึงกับปีนเก้าอี้ของเธอเพื่อขึ้นไปพังเลโก้ของเธอ
“ทำอะไรน่ะ!” ฉวี่เสี่ยวปิงรู้สึกโกรธมากและน้ำเสียงของเธอก็เริ่มแข็งกร้าวขึ้น
เมื่อจางเฉี่ยวเห็นฉวี่เสี่ยวปิงระเบิดอารมณ์ เธอก็รีบอุ้มลูกชายขึ้นมาด้วยความไม่พอใจทันทีพลางพูดว่า “เสี่ยวปิง น้องเขาก็แค่เด็กนะ ยังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ เธอที่เป็นพี่ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะยอมให้น้องบ้างสิ ก็แค่ตัวต่อไม่กี่ชิ้นเอง”
แค่เรื่องตัวต่อไม่กี่ชิ้นถึงกับต้องมาโกรธลูกชายของเธอเชียวเหรอ ช่างไร้สาระจริงๆ
ด้วยนิสัยแบบนี้ ยังจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทอีกเหรอ
“น้าชดใช้ให้เอง เท่าไหร่ล่ะ? 20 หยวนพอมั้ย?” จางเฉี่ยวมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดูแคลน ราวกับว่าครอบครัวของฉวี่เสี่ยวปิงเห็นว่าเธอมีเงินเลยตั้งใจจะโกงเธออย่างนั้นแหละ
ฉวี่เสี่ยวปิง : “.......”
20 หยวน??
อย่าว่าแต่ราคาต้นทุนของเลโก้ลิขสิทธิ์แท้ชุดนี้เลย แค่เวลาที่เธอใช้ในการต่อมันขึ้นมาก็ใช้เวลาไปไม่น้อยแล้ว
แล้วจะมาเอาตัวรอดด้วยเงินแค่ 20 หยวนเนี่ยนะ?
ฉวี่เสี่ยวปิงพยายามข่มความโกรธเอาไว้และอธิบายว่า “คุณน้าคะ คุณน้าอาจจะไม่รู้ว่าแค่ราคาต้นทุนของมันก็ 400-500 หยวนแล้วนะคะ”
“อะไรนะ? สี่ห้าร้อย?” ทันทีที่จางเฉี่ยวได้ยินคำพูดของฉวี่เสี่ยวปิง เธอก็เหมือนแมวที่ถูกเหยียบหาง เธอร้องอุทานออกมาเสียงดังพลางกระโดดตัวลอยและจ้องมองฉวี่เสี่ยวปิงด้วยความโกรธ
“ไอ้หยา เป็นไปได้ยังไงกัน แพงขนาดนั้นเลยเหรอ? ก็แค่ตัวต่อไม่ใช่หรือไง ฉันว่าเสี่ยวปิงเธอถูกหลอกแล้วล่ะ ยอมเสียเงินให้เรื่องไร้สาระแบบนี้ ของพวกนี้มันก็แค่พลาสติกไม่ใช่เหรอ”
จางเฉี่ยวจงใจพูดจาถากถางหาเรื่อง บอกว่าของสิ่งนี้เป็นของหลอกลวง และไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการชดใช้อีกเลย
เธอมองดูชิ้นส่วนเลโก้ที่แตกกระจายอยู่บนพื้น แล้วยังพูดจาตำหนิออกมาอีกว่า
“เสี่ยวปิงเธอก็เหมือนกันนะ ไม่มีอะไรทำหรือไงถึงได้ซื้อของแพงๆ แบบนี้มา? แล้วยังเอามาวางไว้ตรงนี้อีก มันก็ต้องมีคนไปโดนเข้าจนได้นั่นแหละ”
ฉวี่เสี่ยวปิงแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วจริงๆ
นี่มันใช่คำพูดของคนหรือเปล่าเนี่ย?
เมื่อกี้ยังทำตัวเป็นเศรษฐีนีที่ซื้อแหวนเพชรและดื่มกาแฟดำอยู่เลยนะ แต่ตอนนี้แค่เลโก้ชิ้นเดียวกลับทำให้ตกใจจนเป็นแบบนี้ไปได้?
และอีกอย่างมองไม่เห็นหรือไงว่าปกติแล้วฉันวางมันไว้สูงขนาดไหน?
เมื่อจางเฉี่ยวเห็นฉวี่เสี่ยวปิงมีสีหน้าไม่สู้ดี เธอก็รีบอุ้มลูกและเดินออกไปทันที
เมื่อมองตามแผ่นหลังของจางเฉี่ยวที่รีบเดินออกไป ฉวี่เสี่ยวปิงก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้นไปอีก
แม่ฉวี่รีบเดินเข้ามาหาพลางดึงมือลูกสาวไว้และปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยววันหลังแม่จะซื้อให้ลูกใหม่นะ แล้วพวกเรามาช่วยกันต่อด้วยกัน”
ฉวี่เสี่ยวปิงชี้ไปที่รอยเท้าบนเก้าอี้คอมพิวเตอร์แล้วพูดว่า “คุณแม่ดูสิคะ มันถูกเหยียบจนเละเทะขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”
เมื่อแม่ฉวี่เห็นเข้า เธอก็รู้สึกทั้งโกรธและจนใจ
แต่ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูกของญาติ มาอยู่แค่ประเดี๋ยวเดี๋ยวก็ไปแล้ว
ฉวี่เสี่ยวปิงรู้ว่าแม่ของเธอลำบากใจ แต่ในใจของเธอก็ยังคงโกรธมากอยู่ดี เธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่น้อยใจว่า “หนูจะล็อกห้องไว้ค่ะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรพังอีก!”
แม่ฉวี่รีบโอ๋ลูกสาวพลางตอบตกลงทันที ทั้งสองคนช่วยกันล็อกประตูเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาข้างนอก
หลังจากล็อกประตูเสร็จ แม่ฉวี่ก็หยิบกุญแจใส่ไว้ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนอย่างลวกๆ เธอไม่ได้สังเกตเลยว่า การกระทำของเธอนั้นถูกเด็กคนนั้นแอบมองและจดจำไว้ในใจหมดแล้ว
ทุกคนกลับมานั่งที่โซฟาอีกครั้ง เพื่อทำลายความเงียบที่แสนจะกระอักกระอ่วน แม่ฉวี่จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว แล้วจะไปพักอยู่ที่ไหนล่ะ?”
จางเฉี่ยวเอ่ยออกมาด้วยความภาคภูมิใจว่า “ตอนนี้ฉันพักอยู่ที่คฤหาสน์เทียนฝางน่ะ”
คฤหาสน์เทียนฝาง?
แม่ฉวี่อึ้งไปครู่หนึ่งพลางถามด้วยความตกใจว่า “เธอซื้อวิลล่าที่นั่นเหรอ?”
เธอรู้จักชื่อเสียงของคฤหาสน์เทียนฝางเป็นอย่างดี ใครๆ ต่างก็บอกว่าวิลล่าที่นั่นคือระดับท็อปที่สุดของจินหลิง
จางเฉี่ยวคนนี้ประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้เลยเหรอ?
จางเฉี่ยวหัวเราะร่าออกมาพลางพูดว่า
“จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ! วิลล่าของที่นั่นน่ะแพงมาก ราคาก็ปั่นกันจนขึ้นสูงเกินไปแล้ว มันเป็นแค่เรื่องของชื่อเสียงของแบรนด์ล้วนๆ”
“ฉันก็แค่เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ที่นั่นน่ะ ความจริงฉันกะว่าจะซื้ออพาร์ตเมนต์เฟสสองของคฤหาสน์เทียนฝางไว้ใช้อยู่สักห้องเหมือนกัน แต่ที่นั่นน่ะมันเอาเปรียบคนจริงๆ นะ”
“ถึงนั้นกันสิทธิ์ไว้ให้คนในก่อนจนมีคนจองเต็มไปหมด โลกเดี๋ยวนี้นะต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนแล้ว”
“พวกเธอก็อย่าเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านสิ ว่างๆ ก็หัดออกไปเห็นโลกภายนอกบ้างนะ”
จางเฉี่ยวพูดต่อไปว่า “แต่ที่คฤหาสน์เทียนฝางน่ะมันดีจริงๆ นะ โดยเฉพาะเรื่องฮวงจุ้ย ถ้าพวกเธอได้ไปเห็นสถานที่จริงก็จะเข้าใจเอง ถ้าได้เข้าไปอยู่จริงๆ ล่ะก็ รับรองว่าชีวิตจะต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”
แม่ฉวี่ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด เธอจึงทำเพียงตอบรับไปส่งๆ สองสามคำ
แต่ไม่คิดเลยว่าจางเฉี่ยวจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและถามขึ้นมาว่า “บ้านหลังนี้พวกเธอก็อยู่มาหลายปีแล้ว ไม่คิดจะเปลี่ยนใหม่บ้างเหรอ?”
แม่ฉวี่โบกมือไปมา พลางหันไปมองฉวี่เสี่ยวปิงที่อยู่ข้างๆ “จะเอาเงินตั้งมากมายมาจากไหนกันล่ะคะ เสี่ยวปิงก็ใกล้จะถึงวัยแต่งงานแล้ว ต้องเก็บเงินไว้เป็นสินสอดน่ะ”
จางเฉี่ยวเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าท่าทางของเธอช่างดูหลากหลายอารมณ์จริงๆ เธอหัวเราะร่าพลางเอ่ยว่า “ไอ้หยา ก็จริงนะ แต่พวกเธออยู่ที่นี่กันก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าไปอยู่ที่นั่นล่ะก็ โดนค่าส่วนกลางกระเป๋าฉีกแน่”
แม่ฉวี่และฉวี่เสี่ยวปิงก็ไม่ได้ตาบอด พวกเธอเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของจางเฉี่ยวได้อย่างชัดเจน
ท่าทางที่พูดไปพลางแสดงความรังเกียจไปพลางแบบนั้น มันช่างน่าขยะแขยงจริงๆ
โดยเฉพาะสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและรังเกียจนั้น มันทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ตัวเองยังแค่เช่าเขาอยู่ ยังจะมีหน้ามาแสดงความรังเกียจบ้านที่พวกเราซื้อเองด้วยเงินของตัวเองอีกเหรอ?
“แม่ครับ ผมอยากเข้าห้องน้ำ”
ในตอนนั้นเองเด็กคนเดิมก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับทิ้งคำพูดไว้กับจางเฉี่ยวประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางห้องน้ำด้วยตัวเอง
จางเฉี่ยวจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยความภาคภูมิใจที่พรั่งพรูมาจากไหนก็ไม่รู้ “ดูสิลูกบ้านฉันเนี่ย ตัวแค่นี้ก็รู้จักเข้าห้องน้ำเองแล้ว”
แต่เด็กคนนั้นไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำจริงๆ แต่เขาอาศัยจังหวะที่พวกผู้ใหญ่กำลังหันไปมองทางอื่น แอบหยิบกุญแจที่อยู่ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนที่แขวนไว้ออกมา
เขาถือกุญแจและแอบย่องเข้าไปในห้องของฉวี่เสี่ยวปิงอีกครั้ง ก่อนจะไปนั่งเล่นเลโก้อยู่บนพื้นอีกครู่หนึ่ง
หลังจากเล่นจนเหนื่อย เด็กคนนั้นก็ล้มตัวลงนอน
พอพลิกตัวไปมา เขาก็ไปเห็นกล่องกระดาษใบหนึ่งที่อยู่ใต้เตียงพอดี
เด็กคนนั้นพอเห็นว่ากล่องใบนั้นดูประณีตและสวยงาม เขาก็ดึงมันออกมาทันที
ส่วนทางด้านจางเฉี่ยวที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นก็กำลังอวดรวยใส่แม่ฉวี่ต่อไป
“ฉันตั้งใจว่าจะไปเช่าอาคารพาณิชย์ที่คฤหาสน์เทียนฝางสักหลัง พวกเธอไม่รู้หรอกว่าอาคารพาณิชย์ของที่นั่นน่ะ หลังที่ถูกที่สุดก็ตกปีละสามถึงสี่แสนหยวนแล้วนะ คงกะจะฟันหัวกันให้แบะเลยล่ะมั้ง ที่เซี่ยงไฮ้ยังไม่แพงขนาดนี้เลย”
“แต่ว่านะ ถ้าฉันเปิดร้านได้เมื่อไหร่ พอเสี่ยวปิงเรียนจบโทก็มาทำงานกับน้าได้นะ เดี๋ยวน้าจะให้เงินเดือนเริ่มต้นสัก 6,000 หยวนเป็นยังไง นี่เห็นว่าเป็นญาติกันหรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่นน้าไม่ให้เยอะขนาดนี้หรอก”
ฉวี่เสี่ยวปิง : “........”
ฉันที่เรียนจบโทจากมหาวิทยาลัยจินหลิงเนี่ยนะ ไปที่ไหนก็ได้เงินเดือนสองแสนหยวนขึ้นไปอยู่แล้วไหม???
หกพัน???
พูดแบบนี้ควรรู้จักขอบคุณสวรรค์บ้างนะที่ให้มาเกิดในยุคที่สงบสุขแบบนี้ ไม่อย่างนั้นคงมีคนมาตบปากจนไปเกิดใหม่ได้หลายรอบแล้วล่ะมั้ง
ในขณะที่จางเฉี่ยวกำลังอวดรวย และฉวี่เสี่ยวปิงกำลังนึกด่าอยู่ในใจนั้นเอง
เด็กคนนั้นก็เดินถือกล่องที่เขาเจอในห้องของฉวี่เสี่ยวปิงออกมา
เขาเดินไปพลางใช้มือตบกล่องเสียงดัง ปังๆ
ฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินเสียงก็หันไปมอง เธอถึงกับตกใจจนตัวโยนและรีบพุ่งเข้าไปคว้ากล่องนั้นมาทันทีพลางพูดด้วยความโกรธจัดว่า “นี่เธอแอบย่องเข้าไปในห้องของฉันได้ยังไงกัน!”
ในนี้มีโฉนดที่ดินอยู่ข้างในนะ ถ้าเกิดเสียหายขึ้นมาจะทำยังไง!?
เด็กคนนี้น่ารังเกียจจริงๆ ขนาดล็อกห้องไว้แล้วแท้ๆ ยังแอบย่องเข้าไปได้อีก
การอบรมสั่งสอนของที่บ้านนี่มันยังไงกันนะ!
เมื่อจางเฉี่ยวเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวของฉวี่เสี่ยวปิง เธอก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันทีและน้ำเสียงก็เริ่มดูไม่ดีขึ้นมา “เขาก็เป็นแค่เด็กเองนะ ยังไม่รู้ความเลย เธอจะตะโกนใส่เขาทำไม? ก็แค่กล่องใบเดียว มีอะไรน่าหวงนักหนา กล่องแบบนี้ที่บ้าน แม้แต่พวกเก็บของเก่าเขายังไม่เอาเลย!”
เอากล่องพังๆ มาเก็บซ่อนไว้อย่างกับเป็นสมบัติ ข้างในคงไม่มีของดีอะไรหรอก
เหอะ ในนั้นมันจะไปมีอะไร!
เด็กคนนั้นได้ยินคำพูดของแม่เขาก็รู้สึกเหมือนมีคนหนุนหลังทันที เขารีบวิ่งเข้าไปแล้วผลักฉวี่เสี่ยวปิงอย่างแรงหนึ่งที
ฉวี่เสี่ยวปิงไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เธอจึงเสียหลักนั่งลงบนโซฟาและกล่องในมือก็ร่วงลงบนพื้นจนเกิดเสียงดัง ปัง!
ฝากล่องกระเด็นหลุดออกไปทันที
แล้วโฉนดทั้งสิบใบก็กระจายเกลื่อนเต็มพื้น
ในชั่วพริบตานั้น ทั้งจางเฉี่ยวและแม่ฉวี่ต่างก็พากันอึ้งค้างอยู่กับที่