- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 66 : ฉันอยากกินอาหารที่เสี่ยวฉู่ทำจังเลย
ตอนที่ 66 : ฉันอยากกินอาหารที่เสี่ยวฉู่ทำจังเลย
ตอนที่ 66 : ฉันอยากกินอาหารที่เสี่ยวฉู่ทำจังเลย
ตอนที่ 66 : ฉันอยากกินอาหารที่เสี่ยวฉู่ทำจังเลย
จนกระทั่งไฟท้ายรถลับสายตาไปอย่างสมบูรณ์ ทุกคนถึงได้ค่อยๆ ละสายตากลับมา
ต่อให้พวกเขาจะเป็นคนรวยรุ่นที่สองระดับแนวหน้าของจินหลิง แต่พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาริษยาในทุกสิ่งที่ฉู่หลิงมี
“เมื่อก่อนฉันไม่เคยเข้าใจหัวอกของพวกที่เกลียดคนรวยเลยนะ แต่พอได้มารู้จักกับพี่ฉู่แล้ว ฉันว่าฉันก็เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกนั้นขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ”
“นั่นสิ! ความแข็งแกร่งระดับพี่ฉู่นี่มันช่างน่าขนลุกจริงๆ!”
“ขับรถหรูราคาสองร้อยกว่าล้านเป็นว่าเล่นเลย แต่ในใจกลับสงบนิ่งและไม่มีท่าทางถือตัวเลยสักนิด พี่ฉู่นี่แหละคือไอดอลของฉัน!”
หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงสั้นๆ แล้ว กลุ่มคุณชายและคุณหนูทุกคนต่างก็พากันสยบให้กับเสน่ห์ส่วนตัวของฉู่หลิงไปตามๆ กัน
ตู้จวิ้นจื้อหันไปมองทุกคนแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “คืนนี้พวกเราก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวหรอกนะ นอกจากจะได้แช่น้ำพุร้อนฟรีจากพี่ฉู่แล้ว ยังได้นัดหมายเวลาพบกันครั้งหน้ากับพี่ฉู่อีกด้วย”
กลุ่มคุณชายและคุณหนูต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความยินดี
แต่ทว่าต่อให้จะยินดีแค่ไหน ก็ไม่อาจปกปิดความตกตะลึงในแววตาได้เลย
ฐานะทางการเงินที่ฉู่หลิงแสดงออกมาในคืนนี้ มันช่างน่าตกใจเกินไปจริงๆ
เหล่าคุณชายและคุณหนูต่างรู้ดีว่า ถึงแม้ฐานะของฉู่หลิงจะไม่ใช่แบบที่พวกเขาลือกัน แต่ก็เกรงว่าน่าจะสูงส่งกว่านั้นแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าฐานะของฉู่หลิงยิ่งดูมีเงื่อนงำและลึกลับมากขึ้นไปอีก
ตู้จวิ้นจื้อยังจงใจกำชับทุกคนอีกครั้ง ให้ไปเตือนเพื่อนฝูงรอบข้างว่าอย่าได้ไปล่วงเกินฉู่หลิงเด็ดขาด และอย่าได้ไปทำให้เทพเจ้าตัวจริงคนนี้ต้องพิโรธขึ้นมา
“ไปเถอะ พวกเราก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว” ตู้จวิ้นจื้อกวักมือเรียก จากนั้นกลุ่มคุณชายและคุณหนูก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง
ในตอนนี้เองฉู่หลิงก็กำลังขับรถบูกัตติ เวย์รอน โดยตั้งใจจะไปส่งฉวี่เสี่ยวปิงที่บ้านก่อน
เมื่อมองดูใบหน้าอันจิ้มลิ้มของฉวี่เสี่ยวปิงที่ยังคงมีรอยแดงระเรื่อ ฉู่หลิงก็เริ่มนึกสนุก เขาอาศัยจังหวะคว้ามือเล็กๆ ของฉวี่เสี่ยวปิงมากุมไว้เพื่อสัมผัสความนุ่มนวลระดับพรีเมียมที่ราวกับไร้กระดูกของเธอ
มือใหญ่ที่สะอาดและเรียวยาว บางครั้งก็แอบซุกซนลูบไล้ไปตามเรียวขาของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ
จนทำให้ฉวี่เสี่ยวปิงต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แต่เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับขี่ ฉวี่เสี่ยวปิงจึงได้แต่หน้าแดงและอดทนยอมให้เขาทำตามใจชอบ
รถก็ค่อยๆ แล่นมาถึงใต้ตึกบ้านของฉวี่เสี่ยวปิง ฉู่หลิงมองดูฉวี่เสี่ยวปิงที่กำลังจะเปิดประตูรถลงไป เขาจึงยื่นมือไปคว้าสายกระเป๋าสะพายของเธอไว้
“หืม? มีอะไรเหรอคะ?”
ฉวี่เสี่ยวปิงนั่งกลับลงที่เดิมด้วยความสงสัยพลางจ้องมองฉู่หลิงตาปริบ ๆ
ไอ้คนนิสัยเสียคนนี้ ทำไมไม่ยอมให้เธอกลับบ้านกันนะ
ฉู่หลิงไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มขวาของตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณบอกใบ้ที่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี
ฉวี่เสี่ยวปิงก้มหน้ายิ้มบาง ๆ ก่อนจะรีบโน้มตัวเข้าไปประทับจุมพิตลงบนแก้มของฉู่หลิงหนึ่งที แล้วรีบวิ่งหนีลงจากรถไปทันทีด้วยรอยยิ้ม
ฉู่หลิงสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่ข้างแก้ม และในจมูกก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของหญิงสาว
ในดวงตาของเขาก็ฉายแววแห่งความอ่อนโยนออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับรถและมุ่งหน้ากลับบ้านไปทันที
ฉวี่เสี่ยวปิงรีบวิ่งเข้าบ้านด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่เปิดประตูบ้านเธอก็พบว่า พ่อฉวี่และแม่ฉวี่กลับมาถึงบ้านก่อนเธอแล้ว
เมื่อเห็นลูกสาวกลับมา แม่ฉวี่ก็มองสำรวจลูกสาวรอบหนึ่ง ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับหัวเข่าที่แดงก่ำของเธอ
แม่ฉวี่รู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ เธอรีบเดินเข้าไปประคองฉวี่เสี่ยวปิงพลางขมวดคิ้วถามว่า “ยัยหนู ขาไปโดนอะไรมาน่ะลูก?”
มันแดงก่ำขนาดนั้น เห็นแล้วช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ฉวี่เสี่ยวปิงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของแม่ แต่ใบหน้าของเธอกลับแดงก่ำขึ้นมา เพราะเผลอนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้
เธอทำหน้าแดงพลางพูดจาอึกอักว่า “โธ่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ! วันนี้หนูออกไปเที่ยวแล้วไม่ทันระวัง เลยล้มลงไปน่ะค่ะ”
แม่ฉวี่หวนนึกถึงท่าทางการเดินกะเผลกของลูกสาวตอนเข้าประตูมา ซึ่งมันก็ดูเหมือนคนหกล้มจริงๆ และดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่
เธอจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร
ฉวี่เสี่ยวปิงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตกใจแทบแย่แน่ะ
ฉวี่เสี่ยวปิงวางกระเป๋าลง แล้วไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำอย่างง่ายๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัว
เธอจำได้ว่าตอนเที่ยงเธอทำกับข้าวไว้ ถ้าเอามาอุ่นหน่อยก็น่าจะยังทานได้อยู่
แต่พอมาถึงห้องครัว ฉวี่เสี่ยวปิงกลับพบว่าอาหารที่เธอทำไว้หายไปหมดแล้ว แม้แต่ตะหลิวก็ยังถูกล้างจนสะอาดกริบ
ฉวี่เสี่ยวปิงหันไปมองพ่อกับแม่ที่อยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยความดีใจ
เธอรีบวิ่งออกมาถามพ่อฉวี่และแม่ฉวี่อย่างร่าเริงว่า “คุณพ่อคุณแม่คะ กับข้าวที่หนูทำหายไปไหนหมดแล้วล่ะคะ คงไม่ได้กินมันหมดแล้วใช่ไหมคะ?”
แม่ฉวี่พยักหน้าพลางชายตามองพ่อฉวี่ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความขบขัน “กับข้าวพวกนั้นน่ะ พ่อแกเป็นคนจัดการคนเดียวหมดเลยจ้ะ! แม่จะบอกให้นะ พ่อแกน่ะกินอย่างเอร็ดอร่อยเชียวล่ะ! สุดท้ายก็กินจนเกลี้ยงจานเลย ไม่เหลือทิ้งไว้เลยสักนิด”
แม่ฉวี่พูดไปพลางผายมือออก ท่าทางเหมือนจะบอกว่าเธอห้ามเขาไว้ไม่ทันจริงๆ
พอพูดถึงกับข้าวที่ลูกสาวทำ สีหน้าของพ่อฉวี่ก็เปลี่ยนไปทันที ทั้งเขียวทั้งเหลืองสลับกันไปมา ดูแย่อย่างบอกไม่ถูก
ฉวี่เสี่ยวปิงไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของพ่อเลย เธอยังคงจมอยู่ในจินตนาการที่แสนสุขของตัวเอง แล้วเธอก็มองไปที่พ่อด้วยสายตาที่ลำพองใจ
“เป็นยังไงบ้างคะคุณพ่อ นี่คือผลงานชิ้นแรกที่ลูกสาวพ่อทำสำเร็จเลยนะ พ่อช่วยวิจารณ์ให้หนูฟังหน่อยสิคะ!”
พูดจบ ฉวี่เสี่ยวปิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะฮิฮิออกมาด้วยท่าทางที่ดูไร้เดียงสา “มันอร่อยมากเลยใช่ไหมล่ะคะ?”
ฉวี่เสี่ยวปิงเฝ้ารอคำชมจากพ่อและแม่ เธอตั้งใจจะเรียนทำอาหารให้เก่งๆ เพื่อที่จะได้ทำให้คนรักของเธอทาน
พอนึกถึงฉู่หลิง ภายในใจของฉวี่เสี่ยวปิงก็รู้สึกหวานล้ำขึ้นมาอีกครั้ง
สีหน้าของพ่อฉวี่ดูหลากหลายอารมณ์มาก เมื่อเห็นสายตาของลูกสาวที่มองมา เขาก็รีบเก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดไว้และพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
อย่างไรเสียก็นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวเข้าครัว ในฐานะคนเป็นพ่อ ย่อมต้องให้กำลังใจเป็นธรรมดา
“อืม ไม่เลวๆ อร่อยจริงๆ แล้วมันก็อร่อยมากเลยนะ อุแหวะ!”
แม่ฉวี่ “.......”
ฉวี่เสี่ยวปิง “.......”
คุณพ่อคะ ถ้าพ่อไม่ไปไลฟ์สดขายกระเทียมดำล่ะก็ หนูคงจะเสียดายฝีมือการแสดงขั้นเทพของพ่อจริงๆ!
พ่อฉวี่เองก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ เขาเอามือปิดปากด้วยความกระอักกระอ่วนแล้วพูดว่า “ลูกจ๊ะอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ พ่อไม่ได้หมายถึงกับข้าวของลูก กับข้าวของลูกน่ะ อุแหวะ!”
“พ่อชอบมากเลยนะ อุแหวะ!”
พูดยังไม่ทันจบ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปและรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำทันที
ฉวี่เสี่ยวปิง : “.......”
คำตอบมันชัดเจนขนาดนี้ ความลำพองใจบนหน้าของฉวี่เสี่ยวปิงก็มลายหายไปทันที เธอนั่งขัดสมาธิบนโซฟาพลางทำหน้ามุ่ยด้วยความโมโห
นี่มันก็เท่ากับจะบอกว่า ฝีมือการทำอาหารของเธอมันห่วยแตกสิ้นดีไม่ใช่เหรอ?
แต่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เธอจะทำอาหารไม่เก่งได้ยังไงกัน!
ถ้าเป็นแบบนั้น... พอเธอแต่งงานมีลูกขึ้นมาเธอจะทำยังไงล่ะ
ฉวี่เสี่ยวปิงทำปากยื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
ใบหน้ารูปไข่ที่แสนสวยในตอนนี้ก็พองลมจนแก้มป่อง เหมือนกับกระรอกน้อยที่แอบซ่อนอาหารไว้ในปาก ดูแล้วน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
แม่ฉวี่ถูกท่าทางที่น่ารักของลูกสาวทำให้หลุดขำออกมา เธอหยิบเมล็ดสนมายัดใส่มือลูกสาวกำหนึ่งพลางปลอบโยนเสียงเบาว่า
“อย่าโกรธไปเลยลูก พ่อเขาแค่แกล้งลูกเล่นน่ะ! กับข้าวที่ลูกทำน่ะอร่อยมากจริงๆ นะ พ่อเขาถึงได้ทานซะเกลี้ยงเลยไง”
ฉวี่เสี่ยวปิงเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแล้วถามว่า “แม่คะ แล้วแม่ได้ทานหรือเปล่าคะ?”
คำถามของฉวี่เสี่ยวปิง เปรียบเสมือนหมั่นโถวที่ทั้งเย็นและแข็ง ที่จุกอยู่ที่ลำคอของแม่ฉวี่ทันที จนเธอต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ “เอ่อ พรุ่งนี้พวกเราจะทานอะไรกันดีนะ? ลูกอยากทานซี่โครงหมูไหมจ๊ะ?”
ฉวี่เสี่ยวปิงชายตามองแม่ของตัวเอง แหม คิดจะใช้แผนอาหารรสเลิศมาล่อลวงกันงั้นเหรอ?
นึกว่าเอาของกินมาล่อลูกสาวคนนี้แล้วจะเปลี่ยนเรื่องได้งั้นเหรอคะ?
ฉวี่เสี่ยวปิงยังคงไม่ยอมแพ้และถามย้ำอีกครั้ง “แม่ได้ทานหรือเปล่าคะ?”
“หึหึ!” แม่ฉวี่ยิ้มแห้ง ๆ พลางเดินถอยหลังไปทางห้องครัว “แม่จำได้ว่าจานยังไม่ได้ล้างเลย เดี๋ยวแม่ไปล้างจานก่อนนะจ๊ะ!”
ฉวี่เสี่ยวปิงทำปากยื่น ตั้งใจจะถามให้รู้เรื่องให้ได้ “แม่คะ ตกลงแม่ได้ทานหรือเปล่า!”
แม่ฉวี่ทำหน้าซื่อตาใสพลางผายมือออกแล้วพูดว่า
“แม่จะบอกความจริงให้ก็ได้ลูก! แม่ยกกับข้าวพวกนั้นไปให้พ่อเขา แล้วแม่ก็ไปทำความสะอาดห้องครัวต่อไงจ๊ะ ทั้งขัดทั้งล้างหม้อตั้งนาน พ่อเขานั่งทานอยู่คนเดียว พอแม่หันกลับมาอีกที เขาก็ทานจนหมดเกลี้ยงไปแล้วล่ะ แม่ก็จนปัญญาจริงๆ นะ! ลูกจะให้แม่ทำยังไงได้ล่ะจ๊ะ!” แม่ฉวี่พูดด้วยสีหน้าที่ดูเที่ยงธรรมที่สุด เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นสามีของเธอ จะให้ฆ่าแกงกันเพื่อเอาเนื้อมาจิ้มน้ำพริกได้ยังไงล่ะ!
พ่อฉวี่ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำได้ยินคำพูดนั้นเข้า ถึงกับหน้าถอดสีทันที
ตอนนี้เขามีความทุกข์แต่ไม่กล้าเอ่ยปากบอกใคร!
ก็คุณนั่นแหละที่เป็นคนยกมาให้ผม แถมสายตาคู่นั้นยังบอกอีกว่าถ้าผมทานไม่หมดล่ะก็ ผมตายแน่!
แล้วทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย!
ภาพเหตุการณ์นั้น มันเหมือนกับฉากที่บอกว่า ต้าหลาง ได้เวลาดื่มยาแล้ว* ไม่มีผิดเลย
*(ต้าหลาง ได้เวลาดื่มยาแล้ว เป็นมุกล้อเลียนเวลาวางยาพิษ)
เมื่อพ่อฉวี่นึกถึงตรงนี้ เขาก็ได้แต่หลั่งน้ำตาเงียบๆ อยู่ในใจ
ฉวี่เสี่ยวปิงฟังคำพูดของแม่แล้วก็แสยะยิ้มออกมาทันที
แต่ทว่าวินาทีต่อมาเธอก็เปลี่ยนท่าที รีบเข้าไปกอดแขนแม่แล้วเขย่าไปมาพลางออดอ้อนว่า
“หนูรู้ค่ะว่าแม่ดีกับหนูที่สุด แม่ไม่มีทางรังเกียจหนูหรอกค่ะ”
แม่ฉวี่พยักหน้าอย่างแรง “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วจ้ะ”
ฉวี่เสี่ยวปิงฉีกยิ้มกว้างพลางซบศีรษะลงบนไหล่ของแม่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “ในเมื่อวันนี้แม่ยังไม่ได้ทาน และรู้สึกเสียดายขนาดนี้ งั้นพรุ่งนี้หนูจะทำมาให้แม่ทานอีกนะคะ”
แม่ฉวี่ : “.......”
พ่อฉวี่ได้ยินเช่นนั้นก็กลั้นขำไม่ไหว ถึงกับกุมท้องหัวเราะร่าออกมาทันที
ฮ่าๆ ในที่สุดคุณก็มีวันนี้จนได้
ฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินเสียงหัวเราะเธอก็กลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “คุณพ่อคะ พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ ส่วนของพ่อก็มีเหมือนเดิมค่ะ พ่อไม่ต้องหัวเราะไปหรอก”
พ่อฉวี่ “.......”
อุแหวะ!
ฉันอยากกินอาหารที่เสี่ยวฉู่ทำจังเลย!!!