เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 61 : เวรกรรมจริงๆ

ตอนที่ 61 : เวรกรรมจริงๆ

ตอนที่ 61 : เวรกรรมจริงๆ


ตอนที่ 61 : เวรกรรมจริงๆ

ฉู่หลิงส่ายหน้าเบาๆ แล้วพาฉวี่เสี่ยวปิงขับรถจากไป

ในขณะเดียวกัน หลี่ฮวนที่เพิ่งทักทายฉู่หลิงไปก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งพาพ่อกับแม่กลับมาจากการไปดูสถานที่จริงของอาคารพาณิชย์ที่พวกเขาสนใจพอดี

“ฮวนฮวน ลูกคิดว่าอาคารพาณิชย์นั่นเป็นยังไงบ้าง?” พ่อหลี่เอ่ยถามความเห็นของลูกสาว เพราะในใจยังคงมีความลังเลอยู่บ้าง

หลี่ฮวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

“ตำแหน่งของอาคารพาณิชย์หลังนั้นถือว่าดีมากเลยค่ะ รูปแบบของอาคารก็ดูเป็นสัดส่วนดี ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นอาคารพาณิชย์ในหมู่บ้านที่หรูหราที่สุดในจินหลิงด้วย ดังนั้นเราไม่ขาดแคลนลูกค้าระดับไฮเอนด์แน่นอนค่ะ ในแง่ของการทำธุรกิจ นี่คือข้อได้เปรียบตามธรรมชาติเลยล่ะค่ะ ต่อให้จะเป็นการปล่อยเช่า ก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหาคนเช่าไม่ได้ หรือแม้แต่เรื่องราคาค่าเช่าก็แทบไม่ต้องกังวลเลยว่าจะได้ต่ำไหม พูดง่ายๆ ก็คือ นอกจากราคาที่แพงแล้ว อย่างอื่นไม่มีที่ติเลยค่ะ”

พ่อของหลี่ฮวนเมื่อได้ฟังการวิเคราะห์ที่แม่นยำของลูกสาว เขาก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงกัดฟันแล้วพูดว่า “ตกลง งั้นพวกเราซื้อหลังหนึ่ง! เอาหลังนี้แหละ พ่อตัดสินใจแล้ว!”

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบนี้เหมาะสำหรับการถือครองในระยะยาว การซื้ออาคารพาณิชย์ที่นี่ก็เทียบเท่ากับการลงทุนกับอนาคตของคฤหาสน์เทียนฝาง ซึ่งไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน

ถึงมันจะไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจนทำให้เขาร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล แต่การมีไว้กินตอนแก่ก็นับว่าสบายหายห่วงแล้ว

พนักงานขายที่พาพวกเขาไปดูอาคารพาณิชย์เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รีบเอ่ยว่า “ได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอาสัญญามาให้นะคะ”

พ่อของหลี่ฮวนก็ยื่นบัตรธนาคารให้พนักงานขาย เพื่อให้เธอนำไปทำเรื่องดำเนินการขั้นตอนต่อไป

แต่ไม่คิดเลยว่า พนักงานขายจะรีบเดินกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอมองดูครอบครัวของหลี่ฮวนที่มีสีหน้าคาดหวัง แล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกที่เกรงใจอย่างยิ่งว่า “คุณผู้ชายคะ พวกคุณมาช้าไปก้าวหนึ่งค่ะ ตอนนี้อาคารพาณิชย์ของพวกเรา ถูกขายออกไปจนหมดเกลี้ยงแล้วค่ะ”

ครอบครัวของหลี่ฮวนถึงกับอึ้งค้างไปตามๆ กัน

“เป็นไปได้ยังไงกัน? เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยไม่ใช่เหรอว่ายังเหลืออีกตั้งเยอะน่ะ!” พ่อหลี่เริ่มจะมีอารมณ์โกรธ น้ำเสียงของเขาจึงเริ่มฟังดูไม่ค่อยดีนัก

พวกเขาอุตส่าห์ตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่ผลลัพธ์กลับมาบอกว่าไม่มีแล้ว มันหมายความว่ายังไงกัน!

หลี่ฮวนเองก็จ้องมองพนักงานขายด้วยความสงสัย นี่คงไม่ใช่แผนการรูปแบบใหม่หรอกนะ?

เพื่อที่จะได้โก่งราคาขึ้นงั้นเหรอ?

พนักงานขายมีสีหน้าขอโทษและอธิบายว่า

“เมื่อกี้ยังมีเหลืออยู่เยอะจริงๆ ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วจริงๆ และก็ไม่ได้มีการโก่งราคาแต่อย่างใดด้วยค่ะ ตอนที่พวกคุณกำลังไปดูสถานที่จริงอยู่นั้น มีคุณผู้ชายท่านหนึ่งได้เหมาซื้ออาคารพาณิชย์ที่เหลือทั้งสิบหลังในราคา 40 ล้านหยวนไปเรียบร้อยแล้วค่ะ จริงด้วยค่ะ เขาก็คือคุณผู้ชายท่านที่เข้ามาทักทายลูกสาวของคุณเมื่อกี้นี้เองนะคะ”

ในพริบตานั้น หลี่ฮวนก็ถึงกับอึ้งไป

ทักทายเหรอ? หรือว่าจะเป็นฉู่หลิง?

“คุณจะบอกว่า ฉู่หลิงเป็นคนซื้อไปทั้งหมดเลยงั้นเหรอ?” หลี่ฮวนรีบถามย้ำทันที

ตอนนี้ภายในใจของเธอก็มีความรู้สึกที่สับสนปนเปกันไปหมด ความตกตะลึงในใจนั้นยากจะบรรยายออกมาได้

ทำไมถึงต้องเป็นฉู่หลิงที่เป็นคนซื้อไปด้วยนะ?

เพราะก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งจะปฏิเสธไม่ยอมเป็นแฟนกับเขา เพียงเพราะฐานะทางบ้านของฉู่หลิงที่กำลังตกต่ำและยากจน

แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายกลับสามารถเหมาซื้ออาคารพาณิชย์ได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ?

มูลค่าตั้งสี่สิบล้านหยวนเชียวนะ?

ตอนนี้เขารวยกว่าเมื่อก่อนตั้งไม่รู้กี่เท่าตัวแล้ว!

พนักงานขายเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า

“คุณผู้ชายท่านนั้นดูเหมือนจะแซ่ฉู่นะคะ แต่ชื่อจริงชื่ออะไรฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณผู้ชายท่านนั้นใจป้ำมากจริงๆ ค่ะ อาคารพาณิชย์มูลค่าสี่สิบล้านหยวน แต่ชื่อในโฉนดกลับลงเป็นชื่อแฟนสาวของเขาทั้งหมดเลยค่ะ”

หลี่ฮวน : “.......”

????

อะไรนะ!!!

นี่... ฉู่หลิง เดี๋ยวนี้ประสบความสำเร็จขนาดนี้เลยเหรอ?

แล้วถ้าหากตอนนั้นเธอยอมตกลงเป็นแฟนกับฉู่หลิงล่ะก็.......

มันจะไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้เธอเองก็จะได้เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ทั้งสิบหลังนั้นเหมือนกันหรอกเหรอ?

พนักงานขายไม่ได้รับรู้ถึงความรักความแค้นระหว่างหลี่ฮวนและฉู่หลิงเลย เธอจึงยังพูดตอกย้ำความรู้สึกอีกว่า

“การที่ได้มีเพื่อนแบบนี้ช่างเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ เลยนะคะ! รถที่คุณผู้ชายท่านนั้นขับก็ดูดีมากเลยค่ะ เป็นบูกัตติ เวย์รอน เห็นว่าราคาตั้งห้าสิบถึงหกสิบล้านหยวนเชียวนะคะ! แต่สิ่งที่สุดยอดที่สุดก็คือป้ายทะเบียนของเขาค่ะ มันคือป้าย จิน A99 999 ค่ะ”

พนักงานขายพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉา นี่แหละคือชีวิตของมหาเศรษฐีตัวจริง จุ๊ๆๆ

คราวนี้ ครอบครัวตระกูลหลี่ต่างก็พากันตกตะลึงกันหมด

ป้ายทะเบียนมงคลงั้นเหรอ? นั่นมันไม่ใช่แค่รวยหรือมีอำนาจธรรมดาแล้วนะ แต่มันคือความมั่งคั่งและสูงส่งถึงขีดสุดเลยล่ะ!

หลี่ฮวนรู้สึกเสียใจอย่างถึงที่สุด

เดิมทีเธอเกือบจะได้เป็นนางเอกของเรื่องนี้อยู่แล้วเชียว!

แต่ตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว

ขับรถราคาห้าสิบถึงหกสิบล้าน แถมยังทุ่มเงินทีเดียวตั้งหลายสิบล้าน

ถ้าหากเธอ.......

ยิ่งคิด หลี่ฮวนก็แทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักหลายๆ ฉาด!

เธอช่างตาถั่วจริงๆ เลยนะ ที่มองข้ามขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าขนาดนี้ไปได้!

ข้างๆ เธอ พ่อกับแม่ของหลี่ฮวนต่างก็จ้องมองเธอด้วยความอึ้ง “ลูกมีเพื่อนที่เก่งขนาดนี้ด้วยเหรอ?”

หลี่ฮวน : “.......” พ่อคะ แม่คะ...เลิกพูดเถอะค่ะ!

ส่วนทางด้านฉู่หลิง ในตอนนี้เขายังคงขับรถอยู่บนท้องถนน

เพียงแค่เหลือบมองไปข้างตัว เขาก็เห็นฉวี่เสี่ยวปิงที่มีสีหน้าอมทุกข์ เขาจึงเอ่ยหยอกล้อขึ้นว่า

“เป็นอะไรไปล่ะ ฉันยกอาคารพาณิชย์ตั้งสิบหลังให้แล้วยังจะมานั่งอมทุกข์อยู่อีกทำไมกัน? มีของดีอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับไม่มีความสุขซะอย่างนั้น”

ฉวี่เสี่ยวปิงได้ยินฉู่หลิงล้อเลียนเธอ เธอจึงทำปากยื่นแล้วพูดว่า “แล้วจะให้ฉันเอาไปวางไว้ที่ไหนล่ะ? ถ้าเกิดพ่อกับแม่มาเจอเข้าจะทำยังไงล่ะ?”

นี่มันโฉนดที่ดินมูลค่าตั้งหลายสิบล้านหยวนเชียวนะ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ที่จะซ่อนมันได้เลย

แต่ทันใดนั้นฉวี่เสี่ยวปิงก็นึกถึงคำพูดที่แม่ของเธอเคยบอกว่าให้คว้าโอกาสไว้ แล้วใบหน้าของเธอก็เริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

ตอนนี้เธอถือว่าได้คว้าโอกาสนั้นไว้แล้วหรือยังนะ?

แต่เมื่อคืนนี้ มันเป็นเพราะความรู้สึกที่ยากจะหักห้ามใจจริงๆ.......

ฉู่หลิงมองดูใบหน้าที่แดงระเรื่อของฉวี่เสี่ยวปิง ซึ่งดูแล้วเหมือนกับลูกแอปเปิลสีแดงในสวนเอเดนที่กำลังยั่วยวนให้คนทำผิด เขาจึงโพล่งพูดขึ้นมาว่า “เธอก็รีบเป็นจิตรกรให้ได้ไวๆ สิ ขอแค่เธอทำความฝันให้เป็นจริงได้ ความฝันของฉันก็จะได้สำเร็จไปด้วยเหมือนกัน”

หืม?

ฉวี่เสี่ยวปิงอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอไม่เข้าใจความหมายที่ดูไร้หัวไร้หางของฉู่หลิงเลยสักนิด

แล้วทันใดนั้น ในสมองของฉวี่เสี่ยวปิงก็มีประกายความคิดหนึ่งวาบขึ้นมา เธอจำได้ว่าฉู่หลิงเคยบอกว่าความฝันของเขาคือการเป็นนักวาดภาพประกอบ (นักวาดภาพ ‘เสียบ’ แทรก)

ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจจริงๆ นี่เขากำลังส่งสัญญาณบอกใบ้อะไรเธออยู่ใช่ไหมเนี่ย?

“พูดอะไรออกมาน่ะ น่ารำคาญที่สุดเลย! คนเขาจะคุยเรื่องที่เป็นงานเป็นการด้วยแท้ๆ แต่นายกลับมาทำเป็นคนนิสัยเสียซะได้” ฉวี่เสี่ยวปิงเอ่ยกระเง้ากระงอดอย่างเขินอาย

จากนั้น ฉู่หลิงก็ขับรถพาฉวี่เสี่ยวปิงมาส่งที่บ้าน

“เสี่ยวปิง เดี๋ยวฉันต้องกลับไปบ้านก่อนนะ” ฉู่หลิงมองดูโทรศัพท์แล้วพูดขึ้น เพราะเมื่อกี้ฉู่เหมิงเหมิงส่งข้อความมาหาเขา

ฉวี่เสี่ยวปิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “โอเค งั้นนายก็ขับรถกลับดีๆ นะ ระวังความปลอดภัยด้วยนะ”

หลังจากมองส่งฉู่หลิงขับรถจากไป ฉวี่เสี่ยวปิงถึงได้เดินเข้าบ้านไป

ในบ้านไม่มีใครอยู่ พ่อฉวี่และแม่ฉวี่ก็ยังไม่กลับมา เธอจึงเดินตรงเข้าไปในห้องนอน และหยิบกล่องที่แสนประณีตออกมาจากตู้ ก่อนจะบรรจงวางโฉนดเหล่านั้นลงไป

หลังจากเปิดดูซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เธอถึงได้ซ่อนกล่องใบนั้นไว้ใต้เตียง

ฉู่หลิงก็ขับรถมุ่งตรงกลับไปที่วิลล่า ฉู่เหมิงเหมิงและเพื่อนๆ ต่างก็รออยู่ที่บ้านโดยไม่ได้ออกไปไหน เมื่อเขากลับมาถึง ทุกคนต่างก็พากันรุมล้อมเข้ามาหาเขาทันที

“พี่คะ พี่ไปไหนมาเหรอคะ?” ฉู่เหมิงเหมิงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

เมื่อคืนพี่ชายบอกว่าจะกลับดึก แต่ผลปรากฏว่าจนถึงเช้าเธอก็ยังไม่เห็นเงาของเขาเลย

ฉู่เหมิงเหมิงยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วง เธอจึงตัดสินใจส่งข้อความไปหาฉู่หลิงนั่นเอง

“ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก” ฉู่หลิงเดินไปนั่งที่โซฟา พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการหวนนึกถึงรสชาติบางอย่างว่า “ก็แค่ไปทำเรื่องที่อยากทำมาน่ะ”

หลังจากฉู่หลิงพูดจบ เขาก็หันไปมองกลุ่มเด็กสาว “เลิกพูดเรื่องพี่เถอะ แล้วพวกเธอล่ะ? ทานข้าวกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

ฉู่เหมิงเหมิงพยักหน้า และตอบอย่างว่าง่ายว่า “ทานกันเรียบร้อยแล้วค่ะ!”

พอพูดถึงเรื่องทานข้าว ฉู่เหมิงเหมิงก็เริ่มจะพูดจ้อไม่หยุดทันที

“พี่คะ หมู่บ้านของพี่นี่มันหรูหราเกินไปแล้วนะคะเนี่ย! ขนาดนิติบุคคลของที่นี่ยังมีบริการจัดเตรียมอาหารให้ทานฟรีด้วย! แถมรสชาติก็อร่อยมากด้วยค่ะ”

พอนึกถึงมื้ออร่อย ดวงตาที่กลมโตและฉ่ำวาวของฉู่เหมิงเหมิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

ฉู่หลิงถูกท่าทางของเธอทำให้หลุดขำออกมา ยัยหนูคนนี้ ช่างหลอกล่อได้ง่ายจริงๆ เลยนะ

ฉู่เหมิงเหมิงยังเล่าให้ฉู่หลิงฟังถึงทัศนียภาพที่สวยงามตอนที่พวกเธอออกไปเที่ยวกัน “เมื่อคืนพวกหนูไปดูวิวตอนกลางคืนที่แม่น้ำฉินหวยมาด้วยค่ะ โคมไฟลอยน้ำพวกนั้นสวยมากจริงๆ เลยล่ะค่ะ”

ฉู่หลิงนั่งฟังเด็กสาวทั้งสี่คนพูดคุยกันอย่างใจเย็น พร้อมกับส่งเสียงตอบรับเป็นระยะๆ

จนกระทั่งทุกคนเลิกมาวุ่นวายกับฉู่หลิงแล้ว จางเล่ยก็แอบย่องเข้าไปหาฉู่หลิง และเอ่ยกระซิบเสียงเบาที่มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยินว่า

“พี่หลิงคะ เมื่อวานพี่ออกไปกับพี่อี้หยุนมาใช่ไหมคะ? พวกพี่จะทำกันที่บ้านก็ได้นะคะ วันนั้นหนูสาบานเลยว่าหนูไม่ได้เห็นอะไรเลยจริงๆ นะคะ! แล้วหนูก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังด้วย พี่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจพวกหนูหรอกนะคะ ทำไมต้องลำบากลำบนหนีออกไปข้างนอกด้วยล่ะคะ”

ฉู่หลิง : “.......”

ยัยเด็กบ้า เธอก็ต้องไม่เห็นอะไรอยู่แล้วสิ เพราะพวกเราไม่ได้ทำอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว

อ๊ะ หรือว่า นี่เธอยังไม่หยุดจินตนาการไปเองอีกเหรอ? แถมดูเหมือนจะจินตนาการไปไกลขึ้นแล้วด้วย!

ในพริบตาเดียว ฉู่หลิงก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดบาปในใจขึ้นมาทันที หรือว่าเขาจะไปทำลายความใสซื่อบริสุทธิ์ประดุจผ้าขาวของเด็กสาวคนนี้เข้าให้แล้วจริงๆ.......

จบบทที่ ตอนที่ 61 : เวรกรรมจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว