- หน้าแรก
- จุดชนวนเอ็นบีเอ ทะลุมิติคว้าชัยด้วยระบบอัปเกรดไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 470 - ชนะรวด 15 นัด
บทที่ 470 - ชนะรวด 15 นัด
บทที่ 470 - ชนะรวด 15 นัด
บทที่ 470 - ชนะรวด 15 นัด
เกลน โรบินสัน ก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เหมือนกัน แต่ถึงจะไม่ยอมรับ แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ?
ในเกมนี้ เขาถูกหวังเฟิงอัดซะยับเยิน แถมตลอดทั้งเกม เขาพยายามคิดหาวิธีตอบโต้สารพัด แต่ผลงานที่หวังเฟิงแสดงออกมาให้เห็น กลับไม่เหมือนกับรุกกี้ปีแรกแบบเขาเลยสักนิด แต่กลับเหมือนพวกจอมเก๋าที่คลุกคลีอยู่ในลีกมาหลายปี ทั้งมากประสบการณ์และมีความสามารถเฉพาะตัวที่แข็งแกร่งสุดๆ
เมื่อไร้ซึ่งข้ออ้าง เกลน โรบินสัน ก็ทำได้แค่เอาเรื่องอายุของหวังเฟิงมาอ้างเท่านั้น เขาก็แค่เด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ การจะสู้หวังเฟิงที่อายุสามสิบแล้วไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?
หลังจากที่นิกส์เอาชนะบักส์ได้ สถิติชนะรวดของทีมก็พุ่งไปถึง 8 นัดติดต่อกันแล้ว นับตั้งแต่หลังศึกคริสต์มาส พวกเขาก็ไม่เคยแพ้ใครอีกเลย
ทีมนิกส์ที่กำลังคึกสุดขีด ก็เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของอีกหนึ่งทีมแกร่งในวันถัดมา ซึ่งก็คือวันที่ 14 มกราคม
ยูทาห์ แจซซ์
ทีมแจซซ์ในช่วงเวลานี้ เรียกได้ว่ามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบมาก
การจับคู่กันของสองออลสตาร์อย่าง คาร์ล มาโลน และ จอห์น สต็อกตัน ในนาม 'คู่หูมฤตยูยูทาห์' ถือว่าแข็งแกร่งสุดๆ แถมในทีมยังมีมือปืนระดับท็อปอย่าง เจฟฟ์ ฮอร์นาเซ็ก อยู่อีกด้วย
การที่ลีกปรับลดระยะเส้นสามแต้มลง สำหรับฮอร์นาเซ็กแล้ว มันก็เหมือนกับการบัฟให้เก่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประสิทธิภาพในการทำคะแนนของเขาสูงขึ้นไปอีก
ในฤดูกาลนี้ ฮอร์นาเซ็กทำผลงานเฉลี่ยได้ถึง 16.5 แต้ม เป็นตัวทำคะแนนอันดับสองของทีมแจซซ์ เป็นรองแค่ คาร์ล มาโลน ที่ทำได้ 26.7 แต้มเท่านั้น
ส่วนสถิติของทีมแจซซ์ ก็รั้งอันดับสองของสายตะวันตก เป็นรองแค่ ซานอันโตนิโอ สเปอรส์ ภายใต้การนำของ เดวิด โรบินสัน เพียงแค่ 1 เกมเท่านั้น
เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ในรอบชิงแชมป์สายตะวันตก ก็เป็นการดวลกันระหว่างแจซซ์กับรอกเก็ตส์นี่แหละ
เมื่อต้องมาเจอกับคู่แข่งสุดแกร่งขนาดนี้ ทีมนิกส์ย่อมไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
ทว่า ผลการแข่งขันกลับพลิกล็อกผิดคาด
นิกส์เป็นฝ่ายชนะ แถมยังชนะได้อย่างง่ายดายและสบายๆ อีกด้วย
การดวลกันระหว่างสองยอดเซ็นเตอร์อย่างยูอิงกับมาโลน ทำได้แค่สูสีคู่คี่กันเท่านั้น
มาโลนกวาดไป 21 แต้ม 12 รีบาวด์ 3 แอสซิสต์ อัตราความแม่นยำในการชู้ตอยู่ที่ 40% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานปกติของเขาเล็กน้อย
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะคนที่รับหน้าที่ประกบมาโลนก็คือ โอกลีย์ ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นคู่ปรับเก่ากันอยู่แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มี 'ศอกเหล็ก' เป็นอาวุธคู่กาย การดวลกันในวงในของทั้งคู่ จึงดุเดือดราวกับการแข่งขันมวยปล้ำไม่มีผิด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'บุรุษไปรษณีย์' มาโลน ผู้แสนดุดัน โอกลีย์ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะถอยหนีเลยสักนิด ถึงแม้เขาจะต้องฟาวล์ครบ 6 ครั้งจนต้องออกจากสนามไปก่อนที่จะเข้าสู่ควอเตอร์ที่สี่ แต่เขาก็ถือว่าทำหน้าที่ของตัวเองได้สำเร็จแล้ว
ส่วนทางฝั่งยูอิง ผลงานก็ไม่ได้ดีไปกว่ามาโลนสักเท่าไหร่
ชู้ต 18 ลง 8 อัตราความแม่นยำ 44.4% กวาดไป 22 แต้ม 14 รีบาวด์ 1 แอสซิสต์
แต่คนที่โดนอัดซะยับเยินจริงๆ กลับเป็น สตาร์กส การ์ดดีกรีออลสตาร์ของทีมนิกส์ ที่เมื่อต้องมาเจอกับสต็อกตัน เขากลับโชว์ฟอร์มบู่ ชู้ต 9 ลงแค่ 1 ได้มาแค่ 2 แต้ม 5 แอสซิสต์ แถมยังทำบอลเสียไปถึง 6 ครั้ง
ก็อย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ 'ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด' สต็อกตันในฐานะผู้เล่นเกมรับวงนอกชื่อดังของลีก การจะจัดการสตาร์กสให้อยู่หมัด มันก็เป็นเรื่องกล้วยๆ ส่วนตัวเขาเองในเกมนี้ ก็ยังคงรักษามาตรฐานทำดับเบิล-ดับเบิลต่อเนื่องไปได้ ด้วยผลงาน 12 แต้ม 5 รีบาวด์ 10 แอสซิสต์
ถ้าดูเฉพาะฟอร์มของผู้เล่นระดับสตาร์ ทีมแจซซ์ถือว่าได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลสุดท้าย นิกส์กลับเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้อย่างง่ายดายด้วยสกอร์ 101:86 และตัวแปรสำคัญที่พลิกเกมนี้ ก็คือหวังเฟิงนั่นเอง
ชู้ต 16 ลง 10 สามแต้ม 5 ลง 3 ลูกโทษ 6 ลง 6 หวังเฟิงคว้าคะแนนสูงสุดในเกมไปแบบชิลๆ ถึง 29 แต้ม เปลี่ยนทิศทางของเกมไปอย่างสิ้นเชิง
ทีมแจซซ์ถึงกับไปไม่เป็น พวกเขาพยายามเปลี่ยนตัวสมอลฟอร์เวิร์ดหลายคนลงมาเพื่อหยุดหวังเฟิง แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย ก็แน่ล่ะ ทีมแจซซ์ไม่ได้มีผู้เล่นตำแหน่งปีกที่โดดเด่นอะไรอยู่แล้ว พวกตัวสำรองหมุนเวียนอย่าง ไบรอน รัสเซลล์, อดัม คีฟ หรือ เจมี วัตสัน ก็เป็นแค่ผู้เล่นเกรดบี แล้วจะเอาอะไรมาหยุดหวังเฟิง ที่ขนาดสุดยอดตัวรับอย่างเลียวนาร์ด หรือ ยานนิส อันเททูคุมโป ก็ยังเอาไม่อยู่?
เอาเข้าจริงๆ สิ่งเดียวที่จำกัดการทำคะแนนของหวังเฟิงได้ ก็คือเพื่อนร่วมทีมของเขานั่นแหละ
ถึงแม้ว่าในช่วง 3 เกมที่ผ่านมา เขาจะสามารถยึดตำแหน่งสมอลฟอร์เวิร์ดตัวจริงของทีมมาได้แล้ว แต่โควตาการถือบอลของเขาก็ยังมีจำกัดอยู่ดี
ไรลีย์ไม่ได้มอบไฟเขียวให้หวังเฟิงยิงได้ไม่อั้น จำนวนการชู้ตของเขายังคงน้อยกว่ายูอิง หลายครั้งคะแนนที่หวังเฟิงทำได้ ก็มาจากการที่เขาแย่งรีบาวด์เกมรับได้เอง หรือไม่ก็ตัดบอลได้แล้ววิ่งฟาสต์เบรกไปทำแต้ม
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ถึงแม้หวังเฟิงจะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นแล้ว แต่ในบางครั้ง ความสามารถก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินทุกอย่าง
ยูอิงคือซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมนิกส์ ต่อให้เป็นไรลีย์ เขาก็ต้องแคร์ความรู้สึกของยูอิงเหมือนกัน ยิ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายในสัญญาของยูอิงด้วยแล้ว ในยุคที่เซ็นเตอร์คือพระเจ้าแบบนี้ นิกส์ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการต่อสัญญายูอิงเป็นอันดับแรก
หวังเฟิงเองก็เข้าใจดี ว่าเรื่องแบบนี้มันรีบร้อนไม่ได้ ยังไงซะ นิกส์ก็เป็นแค่ทางผ่านชั่วคราวสำหรับเขาเท่านั้น พอจบฤดูกาลนี้ เขาก็จะย้ายออกจากที่นี่ เพื่อไปหาทีมใหม่ที่พร้อมจะให้เขาเป็นแกนหลักเพียงหนึ่งเดียวของทีม เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะทำให้เขาสามารถโค่นทีมบูลส์ของจอร์แดนลงได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ถ้าขืนไปจับคู่กับซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปของประวัติศาสตร์อย่าง ยูอิง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดเซ็นเตอร์ ต่อให้จะยุคราชวงศ์สามแชมป์ซ้อนของจอร์แดนได้สำเร็จ มันก็คงจะไม่ค่อยน่าภาคภูมิใจเท่าไหร่นัก
……
หวังเฟิงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับผลงานของตัวเองในช่วงหลายเกมที่ผ่านมา แต่ทั้งลีกกลับต้องตกตะลึงกับฟอร์มของเขาไปแล้ว
สี่เกม ทำไป 21 แต้ม, 35 แต้ม, 20 แต้ม และ 29 แต้ม รวมแล้ว 105 แต้ม นี่มันเทพเจ้าจุติชัดๆ!
ขนาดจอร์แดนกับโอนีล ตอนที่เพิ่งเข้าลีกมา 4 เกมแรก ยังทำคะแนนไม่ได้เวอร์วังขนาดนี้เลย ถึงแม้ว่าหวังเฟิงจะอายุ 30 แล้ว มีวุฒิภาวะมากกว่าจอร์แดนกับโอนีลตอนเพิ่งเข้าลีกเยอะ แต่มันก็ยังถือว่าเกินจริงไปมากอยู่ดี
แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
วันที่ 16 มกราคม นิกส์เปิดบ้านถล่ม นิวเจอร์ซีย์ เน็ตส์ ไปอย่างขาดลอย 107:90
ยูอิงชู้ต 22 ลง 13 กวาดไป 32 แต้ม 15 รีบาวด์ โชว์ความโหดสมศักดิ์ศรีหนึ่งในสี่สุดยอดเซ็นเตอร์ แต่แสงสว่างของหวังเฟิงก็ไม่ได้ถูกบดบังไปแม้แต่น้อย เขาทำไป 27 แต้ม 6 รีบาวด์ 4 แอสซิสต์ แถมยังส่องสามแต้ม 7 ลง 5 อีกต่างหาก
วันที่ 19 มกราคม นิกส์บุกไปเยือน ฮิวสตัน รอกเก็ตส์ ทีมแชมป์เก่าที่เป็นเสี้ยนหนามในรอบชิงชนะเลิศเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โอลาจูวอนก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง เขาเล่นงานยูอิงซะยับเยินอีกครั้ง ชู้ต 30 ลง 14 กวาดไป 28 แต้ม 17 รีบาวด์ 5 แอสซิสต์ ในขณะที่ยูอิงทำได้แค่ 15 แต้ม 11 รีบาวด์ ชู้ต 19 ลงแค่ 6 ความแม่นยำปริ่มๆ 31.6%
ในการดวลกันของสี่สุดยอดเซ็นเตอร์ยุค 90 ยูอิงแทบจะไม่เคยเป็นฝ่ายได้เปรียบเลย ไม่ว่าจะเป็นโอลาจูวอน, โอนีล, หรือ เดวิด โรบินสัน ต่างก็สามารถจัดการเขาได้สบายๆ
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมยูอิงถึงถูกจัดให้อยู่รั้งท้ายในกลุ่มสี่สุดยอดเซ็นเตอร์ แถมอีกสามคนก็เคยกวาดทั้งแชมป์ NBA และ MVP ฤดูกาลปกติมาแล้ว มีแค่ยูอิงคนเดียวที่มือเปล่า
ถึงแม้ยูอิงจะพ่ายแพ้ในการดวลส่วนตัว แต่เขาก็ยังคงคว้าชัยชนะให้ทีมได้
นั่นเป็นเพราะว่า 'เดอะไกลด์' เดร็กซ์เลอร์ ยังต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะถูกเทรดมาร่วมทีมรอกเก็ตส์
เมื่อขาดแคลนผู้เล่นฝีมือดีในตำแหน่งปีก หวังเฟิงก็สามารถเจาะทะลวงแนวรับของรอกเก็ตส์ได้อย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
ชู้ต 17 ลง 14 สามแต้ม 8 ลง 5 หวังเฟิงกวาดคะแนนไปถึง 37 แต้ม 10 รีบาวด์ 5 แอสซิสต์ กลายเป็นดาวเด่นที่เจิดจรัสที่สุดในสนาม
107:87 นิกส์บุกไปถล่มรอกเก็ตส์ถึงถิ่นด้วยระยะห่าง 20 แต้ม ทำให้ผู้คนพากันลืมเรื่องที่ยูอิงโดนโอลาจูวอนอัดซะน่วมไปจนหมดสิ้น
หลังจบแมตช์นี้ นิกส์ก็เก็บชัยชนะไปได้ถึง 11 นัดติดต่อกัน สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลีก
"ยุคสมัยของนิกส์กำลังจะมาถึงแล้ว! การเข้ามาของยอดฝีมืออย่าง หวังเฟิง จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดในการพายูอิงคว้าแชมป์!"
"ฟอร์มกำลังร้อนแรงสุดๆ นิกส์ที่ชนะ 11 นัดรวด จะมีใครหน้าไหนหยุดพวกเขาได้อีกไหม?"
"เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่สุดของฤดูกาล 94-95 ฟอร์มระดับปรากฏการณ์ของหน้าใหม่วัย 30 ปี นามว่า หวังเฟิง!"
ประเด็นที่พูดคุยเกี่ยวกับหวังเฟิงมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แผนการของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
คำพูดอวดดีที่เขาวิจารณ์ เรจจี มิลเลอร์ ทำให้หวังเฟิงได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งในจำนวนนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่รอดูเขาล้มหน้าฟาด พวกเขาอยากจะเห็นว่าไอ้คนที่กล้าพ่นคำโตๆ อย่างหวังเฟิง จะโดน NBA สั่งสอนยังไงบ้าง
แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผ่านไป 5 นัด หวังเฟิงทำแต้มเฉลี่ย 28 แต้ม อัตราความแม่นยำ 62% ความแม่นยำสามแต้ม 54% ประสิทธิภาพสูงปรี๊ดจนน่าขนลุก
แทบไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าไอ้หมอนี่เพิ่งจะเข้ามาในลีกได้ไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ
และในระหว่างที่ถูกจับตามองนี้เอง สไตล์การเล่นอันสวยงามตระการตาของหวังเฟิง ก็ทำให้เขาตกแฟนคลับมาได้กลุ่มใหญ่เลยทีเดียว ก็แหงล่ะ ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบสไตล์การเล่นที่ทั้งสวยงาม ลื่นไหล ทำแต้มได้เยอะ แถมยังพาทีมชนะได้อีก?
ประธาน NBA อย่าง เดวิด สเติร์น ในตอนนี้ แทบจะหลงรักหวังเฟิงเข้าให้แล้ว
ใครจะไปคิดล่ะว่า หมอนที่ลอยมาให้หนุนตอนกำลังง่วง มันจะนอนสบายขนาดนี้ ดีกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก
ด้วยฟอร์มการเล่นของหวังเฟิง อีกไม่นานเขาจะต้องกลายเป็นผู้เล่นระดับออลสตาร์อย่างแน่นอน และถ้านิกส์สามารถคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ได้โดยมีเขาเป็นกำลังสำคัญล่ะก็ มันจะต้องช่วยดันกระแสการโปรโมต NBA ในจีนให้พุ่งกระฉูดอย่างไม่ต้องสงสัย!
วิดีโอบันทึกการแข่งขันของหวังเฟิงในหลายๆ นัด สเติร์นก็ดูจนครบทุกนัด ยิ่งดูก็ยิ่งถูกใจ
สไตล์การเล่นของหวังเฟิงนี่มันตรงสเปก 'ผู้เล่นในฝัน' ของเขาสุดๆ
ทำไมสเติร์นถึงผลักดันให้ลีกร่นระยะเส้นสามแต้มลงล่ะ? ก็เพื่อจะส่งเสริมให้นักกีฬาหันมาชู้ตสามแต้มกันมากขึ้น เร่งจังหวะเกมให้เร็วขึ้น เพื่อให้การแข่งขัน NBA ดูสนุกและน่าตื่นเต้นมากขึ้นยังไงล่ะ
แต่ต่อให้จะแก้กฎไปแล้ว ทีมต่างๆ ในลีกก็ยังคงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการชู้ตสามแต้มอยู่ดี จนกระทั่งหวังเฟิงปรากฏตัวขึ้น
หวังเฟิงลงเล่นไปแค่ 5 นัด แต่กลับมีสถิติการชู้ตสามแต้มเฉลี่ยสูงถึง 7.3 ครั้งต่อเกม แถมยังชู้ตลงเฉลี่ยถึง 4 ลูก สถิตินี้ทิ้งห่างมือปืนทุกคนในลีกไปไกลลิบ
สเติร์นคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าฟอร์มการเล่นของหวังเฟิง จะทำให้ทีมอื่นๆ ในลีกเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแทคติกลูกสามแต้มมากขึ้น และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางจังหวะการแข่งขันของทั้งลีกในที่สุด
สิ่งที่สเติร์นกำลังคิดอยู่นั้น หวังเฟิงก็รู้ดีแหละ เพราะในฐานะผู้ทะลุมิติ เขาย่อมรู้ถึงทิศทางการพัฒนาของลีก และรู้ด้วยว่าสเติร์นต้องการจะปั้นลีกให้ออกมาในรูปแบบไหน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาติจีน หรือทักษะการส่องสามแต้มอันแม่นยำ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สเติร์นคาดหวังอยากให้มีในลีกทั้งสิ้น
ถึงแม้ความสามารถส่วนตัวของเขาจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทานแล้ว แต่หวังเฟิงก็รู้ดีว่า การทำให้ 'ป๋าสเติร์น' พอใจ มันมีข้อดียังไง
การลงเล่นในยุค 90 ถ้าได้เสียงนกหวีดจากกรรมการคอยช่วย มันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ
หวังเฟิงรู้ดีว่า ในตอนนี้ เขายังไม่ตกเป็นเป้าหมายและถูกเพ่งเล็งจากทีมอื่นๆ ในลีกอย่างจริงจัง แต่เมื่อไหร่ที่เขาสร้างชื่อจนโด่งดัง และกลายเป็นแกนหลักของทีมเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ เขาถึงจะได้ลิ้มรสความหมายที่แท้จริงของ 'เกมรับสุดโหด' ในยุค 90
หวังเฟิงไม่ได้กลัวเรื่องพวกนี้หรอก ก็ในเมื่อจอร์แดนยังผ่านมาได้ เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะผ่านมันไปไม่ได้ แต่ถ้าอะไรที่เลี่ยงได้ เขาก็อยากจะเลี่ยง เขาไม่ใช่พวกมาโซคิสต์ซะหน่อย ที่จะต้องชอบโดนล็อกคอ โดนจับทุ่ม หรือโดนอัดจนเลือดตกยางออกถึงจะมีความสุข
ถ้ามีป๋าสเติร์นคอยคุ้มกะลาหัว หวังเฟิงก็จะได้รับ 'เสียงนกหวีดวีไอพี' ที่ใช้งานได้ดียิ่งกว่าเสียงนกหวีดเจ้าถิ่นซะอีก
สเติร์นย่อมไม่อยากให้ภาพลักษณ์ที่ป่าเถื่อนและรุนแรงของ NBA ไปปรากฏสู่สายตาชาวจีน หรือแม้แต่คนทั้งโลกหรอก พวกผู้เล่นที่ชอบเล่นตุกติกฟาวล์แรงๆ จะต้องถูกกรรมการไล่ออกจากสนามอย่างไม่ลังเลแน่นอน
……
ในขณะที่ทั้งลีกต่างก็อิจฉาตาร้อนกับชัยชนะต่อเนื่องของทีมนิกส์ และโชคหล่นทับที่ได้หวังเฟิงมาร่วมทีม เส้นทางแห่งชัยชนะของทีมนิกส์ก็ยังคงดำเนินต่อไป
วันที่ 20 มกราคม นิกส์บุกไปอัด ดัลลัส แมฟเวอริกส์ 106:93, วันที่ 22 มกราคม ลงแข่งแบบแบ็กทูแบ็ก บุกไปเชือด ไมอามี ฮีต 104:95, วันที่ 24 มกราคม กลับมาเปิดบ้านทุบ พอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส 105:99
สถิติชนะรวดของทีมนิกส์พุ่งไปแตะ 15 นัดแล้ว!
สถิตินี้สามารถแทรกเข้าไปอยู่ในท็อป 10 สถิติชนะรวดสูงสุดตลอดกาลของลีกได้เลยนะ เพราะตอนนั้นเพิ่งจะปี 95 สถิติชนะรวดโหดๆ ในอนาคตหลายๆ สถิติก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่างเช่น ฮีต ชนะรวด 27 นัด ในปี 2013, วอร์ริเออร์ส ชนะรวด 24 นัด ในปี 2016, รอกเก็ตส์ ชนะรวด 22 นัด ในปี 2008 เป็นต้น
แน่นอนว่า สถิติชนะรวด 33 นัดของทีมเลเกอรส์ ก็ยังคงยืนหยัดเป็นอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครโค่นล้มได้อยู่ดี
แฟนบอลนิกส์แทบจะคลั่งตายด้วยความดีใจ ใครจะไปเชื่อล่ะว่า นิกส์จะโกยชัยชนะรวด 15 นัดมาได้อย่างเงียบๆ แบบนี้ ตอนนี้ก็ขาดอีกแค่ 3 นัด ก็จะทาบสถิติชนะรวดสูงสุด 18 นัดของสโมสรแล้ว
สถิติ 18 นัดรวดของทีมนิกส์นั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งก็ผ่านมาตั้ง 26 ปีแล้ว
หวังเฟิงไม่ได้อินกับสถิติพวกนี้สักเท่าไหร่หรอก เพราะสถิติพวกนี้ สำหรับเขาในอนาคต มันก็แค่เรื่องขี้ผง เป็นแค่เรื่องปกติที่ทำได้บ่อยๆ แต่สำหรับเพื่อนร่วมทีมนิกส์ รวมถึงยูอิง กลับคึกคักกันสุดๆ เหมือนโดนฉีดยาชูกำลัง ทุกคนต่างก็รวมพลังกัน หวังจะสร้างสถิติใหม่ให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้จงได้
หลังจากผ่านด่านเบลเซอร์สมาได้ คิวแข่งในเดือนมกราคมของนิกส์ ก็จะเหลืออีกแค่ 4 นัด ได้แก่ เปิดบ้านรับ ลอสแอนเจลิส คลิปเปอรส์, บุกไปเยือน ชาร์ลอตต์ ฮอร์เน็ตส์, เปิดบ้านรับ ฟีนิกซ์ ซันส์ และ โกลเดนสเตต วอร์ริเออร์ส
ในบรรดา 4 เกมนี้ ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด ก็คือหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่แห่งสายตะวันตกอย่าง ฟีนิกซ์ ซันส์ นั่นเอง
สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมซันส์ ก็คือซูเปอร์สตาร์อย่าง ชาลส์ บาร์กลีย์
จะว่าไป หมอนี่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนเก่าของหวังเฟิงเหมือนกันนะ ตอนที่หวังเฟิงกำลังโลดแล่นอยู่ในลีกยุคหลัง บาร์กลีย์ที่ผันตัวไปเป็นนักพากย์ของช่อง TNT ก็เคยท้าพนันเรื่องฟอร์มการเล่นของหวังเฟิงกับโอนีลมาแล้ว แถมยังต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่าง 'แสนสาหัส' ด้วยการไปวิ่งแก้ผ้าประจานตัวเองหน้าตึก TNT อีกต่างหาก
แต่หวังเฟิงก็ไม่คิดเลยว่า พอทะลุมิติมาในปี 95 เขาจะได้มาผูกใจเจ็บกับบาร์กลีย์ในฐานะผู้เล่นด้วยเหมือนกัน
พอได้ยินข่าวนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะทั้งขำทั้งโมโห
เรื่องมันเริ่มมาจาก หลังจากที่นิกส์กวาดชัยชนะไป 15 นัดรวด สถิติของพวกเขาก็แซงหน้าทีม ฟีนิกซ์ ซันส์ ไปเรียบร้อย ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่ทีมซันส์เพิ่งจะไปพ่ายให้กับทีมแมจิกมาหมาดๆ บาร์กลีย์ที่พ่ายแพ้ให้กับโอนีล ก็เลยอารมณ์บูดอยู่แล้ว แถมดันมาโดนนักข่าวจี้ถามเรื่องที่นิกส์ชนะ 15 นัดติด จนสถิติแซงซันส์ไปได้อีก บาร์กลีย์ที่กำลังหัวเสีย ก็เลยจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบ เปิดสงครามน้ำลายกลางงานแถลงข่าวซะเลย
"สถิติของนิกส์น่ะ ฉันเห็นแล้ว แต่นั่นมันก็แค่ดวงดี ที่ดันไปเจอแต่ทีมอ่อนๆ ในช่วงนี้เท่านั้นแหละ มันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย เดี๋ยวพวกเราก็จะได้เจอกันแล้ว ถึงตอนนั้น ฉันจะแสดงให้พวกนายเห็นเอง ว่าทีมซันส์คือทีมที่แข็งแกร่งกว่า"
"ส่วนไอ้คนที่ชื่อหวังเฟิง ที่พวกนายกำลังฮือฮากันอยู่น่ะ หมอนั่นก็แค่โชคดีนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ไอ้พวกที่เอาแต่ยืนส่องสามแต้มอยู่นอกเส้นน่ะ จะมีน้ำยาอะไร? ถ้าฉันได้เจอมันเร็วกว่านี้ ฉันคงอัดมันจนเละไปแล้ว! ไม่ปล่อยให้มันมาทำเป็นกร่างอยู่แบบนี้หรอก!"
(จบแล้ว)