เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 - ศึกแย่งรีบาวด์ ปราบโอกลีย์จนยอมสยบ

บทที่ 460 - ศึกแย่งรีบาวด์ ปราบโอกลีย์จนยอมสยบ

บทที่ 460 - ศึกแย่งรีบาวด์ ปราบโอกลีย์จนยอมสยบ


บทที่ 460 - ศึกแย่งรีบาวด์ ปราบโอกลีย์จนยอมสยบ

ลูกสามแต้มสามลูกซ้อนของหวังเฟิง ทำเอาทุกคนในสนามถึงกับตกตะลึง

ใน NBA ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้เล่นที่มือขึ้น ชู้ตยังไงก็ลงหรอกนะ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ผลงานของหวังเฟิงมันก็ดูเกินจริงไปมากอยู่ดี

การชู้ตสามแต้มลงไปสองลูกรวด ต่อหน้าต่อตายอดนักสู้เกมรับอย่างโอกลีย์ ที่เพิ่งจะติดทีมป้องกันยอดเยี่ยมไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แถมยังทำได้ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายกำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้า และไม่มีการออมมือให้เลยสักนิด

ถึงแม้จะเป็นแค่ลูกสามแต้มไม่กี่ลูก แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชู้ตอันยอดเยี่ยมของหวังเฟิงได้อย่างชัดเจน

"ขอเวลานอกก่อน"

ในตอนนั้นเอง หัวหน้าโค้ชไรลีย์ก็เอ่ยปากขึ้น

ทุกคนต่างก็โล่งใจ เพราะถ้าปล่อยให้แข่งกันต่อไป พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเล่นยังไงดี และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อเห็นโอกลีย์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ใครจะไปรู้ว่าไอ้หมอนี่อาจจะฟิวส์ขาด แล้วแอบเล่นงานหวังเฟิงหนักๆ ในระหว่างแข่งก็ได้

ในช่วงพักครึ่ง ไรลีย์กับฟานกันดีพากันมองสำรวจหวังเฟิงหัวจรดเท้า ราวกับเพิ่งเคยเห็นเขาเป็นครั้งแรก

"ระดับฝีมือของนายมันเหนือความคาดหมายของฉันไปมากเลยนะ" ไรลีย์พูดด้วยความทึ่ง "ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายไม่เคยเล่นในลีกบาสเกตบอลที่เป็นทางการมาก่อน นี่แหละมั้งที่เขาเรียกกันว่าพรสวรรค์น่ะ?"

หวังเฟิงไม่ได้ตอบอะไร เขาจะไปบอกอีกฝ่ายได้ยังไงล่ะ ว่านอกจากเขาจะมีระบบคอยช่วยแล้ว ในอีกมิติหนึ่ง เขาก็โลดแล่นอยู่ใน NBA มาหลายปี แถมยังกวาดแชมป์มาได้ตั้ง 7 สมัย ประสบการณ์การแข่งขันของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกจอมเก๋ารุ่นเดอะเลยด้วยซ้ำ?

"หลังจากนี้ ทีมสีขาวจะเน้นส่งบอลให้นายนะ นายสามารถงัดเอาทุกอย่างที่นายถนัดออกมาใช้ให้เต็มที่เลย ฉันจะประเมินจากผลงานของนาย เพื่อดูว่าจะให้นายเล่นตำแหน่งไหนในทีมต่อไป"

ไรลีย์กล่าว

ฟานกันดีอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไรลีย์

ความหมายของหัวหน้าโค้ชมันชัดเจนอยู่แล้ว ผลงานของหวังเฟิงในช่วงไม่กี่นาทีที่ผ่านมา สามารถเอาชนะใจไรลีย์ได้อย่างราบคาบ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หวังเฟิงจะได้กลายเป็นตัวหลักของทีมนิกส์ และได้รับความไว้วางใจไม่น้อยไปกว่าสตาร์กสอย่างแน่นอน

ไอ้หมอนี่มันโชคดีเป็นบ้าเลยรู้ไหม ขนาดพวกรุกกี้ดราฟต์อันดับหนึ่งหลายๆ คน ตอนเพิ่งเข้าลีกมาใหม่ๆ ก็ยังไม่ได้รับความสำคัญขนาดนี้เลยนะ

ในขณะที่ฟานกันดีกำลังคิดแบบนั้นอยู่นั้น หวังเฟิงก็พูดขึ้นมาว่า "บนสนามบาส ไม่มีอะไรที่ผมไม่ถนัดหรอกครับ ถ้าทีมยอมให้ผมเป็นศูนย์กลางในการบุก ผมมั่นใจว่าจะพาทีมนิกส์คว้าแชมป์ในปีนี้ได้แน่นอน"

ฟานกันดี: "..."

เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองหวังเฟิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ไอ้หมอนี่ ช่างกล้าพูดนะ!

บนสนามบาสไม่มีอะไรที่ไม่ถนัดงั้นเหรอ? เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้วจะพาทีมคว้าแชมป์ได้งั้นเหรอ?

นี่มันต้องอหังการเบอร์ไหนกัน ถึงกล้าพูดจาแบบนี้ออกมาได้!

แม้แต่คนเยือกเย็นอย่างไรลีย์ พอได้ยินประโยคนี้ของหวังเฟิง ก็ยังถึงกับสำลัก จนอดหัวเราะออกมาไม่ได้

"นายบอกว่านายถนัดทุกอย่างเลยเหรอ? น่าสนใจดีนี่ กล้าไปแข่งแย่งรีบาวด์กับชาลส์หน่อยไหมล่ะ?"

หวังเฟิงก็ยิ้มออกมาเช่นกัน

"ทำไมจะไม่กล้าล่ะครับ?"

ถึงแม้ว่าตอนนี้ราชารีบาวด์ของทีมนิกส์จะเป็นยูอิง แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า โอกลีย์คือคนที่มีทักษะการแย่งรีบาวด์เก่งที่สุดในทีม

ถึงแม้ยูอิงจะได้เปรียบเรื่องส่วนสูง แต่ด้วยอาการบาดเจ็บในอดีต ทำให้ความสามารถในการปะทะของเขาลดลง ทักษะการรีบาวด์ของเขาจึงถือว่ารั้งท้ายในกลุ่มสี่สุดยอดเซ็นเตอร์ด้วยกัน

ฤดูกาลนี้ แม้ยูอิงจะสามารถคว้ามาได้ถึง 11 รีบาวด์ต่อเกม แต่นั่นก็เป็นเพราะได้โอกลีย์คอยช่วยสกรีนผู้เล่นวงในของอีกฝ่ายให้

ในขณะที่โอกลีย์มีเวลาลงสนามน้อยกว่ายูอิงเกือบ 6 นาที เขาก็ยังสามารถเก็บไปได้ถึง 9 รีบาวด์ต่อเกม แถม 3.1 ครั้งในนั้น ยังเป็นการแย่งรีบาวด์เกมบุก ซึ่งสถิตินี้จัดอยู่ในระดับท็อปของลีกเลยทีเดียว แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณและการกะจังหวะการแย่งรีบาวด์อันยอดเยี่ยมของพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดที่สูงเพียง 2.03 เมตรคนนี้

การที่ไรลีย์ท้าให้หวังเฟิงไปแข่งแย่งรีบาวด์กับโอกลีย์ ก็เพื่อจะดับความห้าวของหวังเฟิงนั่นแหละ

ถึงแม้ว่าการเอาสิ่งที่โอกลีย์ถนัดที่สุด มาแข่งกับผู้เล่นวงนอกอย่างหวังเฟิง มันจะดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ แต่ใครใช้ให้หวังเฟิงปากดี บอกว่าตัวเองเก่งไปซะทุกอย่างล่ะ?

เมื่อได้ยินว่าหวังเฟิงตอบตกลง ไรลีย์ก็กวักมือเรียกโอกลีย์ที่อยู่ไม่ไกลให้เข้ามาหา

"ชาลส์ นายไปลองแข่งแย่งรีบาวด์กับเขาสักตั้งสิ"

คำพูดของไรลีย์ ทำเอาโอกลีย์ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

เขามองหวังเฟิงที มองหัวหน้าโค้ชที ไม่เข้าใจเลยว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?

"โค้ชครับ โค้ชจะให้ผมไปแย่งรีบาวด์กับมันเนี่ยนะ?"

"ใช่แล้ว" ไรลีย์พยักหน้า แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เมื่อกี้หมอนี่บอกฉันว่าเขาเก่งเรื่องแย่งรีบาวด์มาก ฉันชักจะไม่ค่อยเชื่อ ก็เลยอยากจะเห็นเป็นขวัญตาสักหน่อย"

"ได้สิครับ!" พอโอกลีย์ได้ยินแบบนั้น ตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

เมื่อกี้เขายังเจ็บใจที่โดนหวังเฟิงตบหน้าฉาดใหญ่ติดต่อกัน กำลังคิดหาวิธีจะเอาคืนอยู่พอดี นี่มันเข้าทางเขาชัดๆ

ทักษะการชู้ตของไอ้เด็กนี่มันออกจะพิสดารไปหน่อย โอกลีย์ก็ยังคิดหาวิธีรับมือไม่ออกเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นการแข่งในสิ่งที่เขาถนัดที่สุดอย่างการเบียดแย่งตำแหน่งกับรีบาวด์ล่ะก็ มันก็คนละเรื่องกันเลยนะ

โอกลีย์มั่นใจเต็มเปี่ยม ว่าในสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาจะต้องสอนบทเรียนให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่อวดดีคนนี้จำไปจนตายแน่นอน!

……

"เอ๊ะ? ทำไมชาลส์กับไอ้เด็กใหม่นั่นถึงลงสนามไปอีกแล้วล่ะ จะทำอะไรกันน่ะ?"

บรรดาผู้เล่นที่นั่งพักอยู่ข้างสนาม จู่ๆ ก็เห็นหวังเฟิงกับโอกลีย์ลงสนามไปอีกรอบ

"พร้อมหรือยัง?"

ฟานกันดีถือลูกบาสอยู่ในมือ มองทั้งสองคนที่ไปยืนประจำที่อยู่ใต้แป้น แล้วเอ่ยถาม

เมื่อเห็นทั้งคู่พยักหน้า ฟานกันดีก็โยนลูกบาสขึ้นไปที่แป้น

นี่คือ... จะแย่งรีบาวด์กันเหรอ? ให้ไอ้เด็กใหม่นั่นไปแย่งรีบาวด์แข่งกับโอกลีย์เนี่ยนะ? นี่มันแกล้งกันชัดๆ!

พอเห็นภาพนี้ ทุกคนก็คิดแบบเดียวกันหมด

ที่ใต้แป้น โอกลีย์ชำเลืองมองวิถีของลูกบาสแค่แวบเดียว เขาก็สามารถคาดเดาจุดตกของลูกได้คร่าวๆ แล้ว

แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะขยับไปจองพื้นที่ตรงจุดตกของลูก เขากลับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าหวังเฟิงก็ขยับตัวพร้อมๆ กับเขา แถมยังพุ่งเป้าไปที่ทิศทางเดียวกันเป๊ะ!

"เป็นไปได้ยังไงกัน?" โอกลีย์ตกใจมาก เขาภูมิใจในสัญชาตญาณการกะจังหวะรีบาวด์ของตัวเองมาตลอด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหวังเฟิงจะสามารถอ่านจุดตกของลูกบาสได้เร็วเท่ากับเขา!

แต่นั่นคือความจริง

ด้วยค่าความสามารถในการรีบาวด์เกมรับที่ 93 และรีบาวด์เกมบุกที่ 90 ทำให้หวังเฟิงมีสัมผัสในการอ่านจุดตกของลูกบาสที่ยอดเยี่ยมมาก

ถึงแม้ว่าโอกลีย์จะเก่งเรื่องการแย่งรีบาวด์ แต่ถ้ามองไปทั่วทั้งลีก เขาก็ไม่ได้ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของแท้หรอกนะ ขนาดผู้เล่นบางคนที่เตี้ยกว่าเขา ก็ยังแย่งรีบาวด์เก่งกว่าเขาถมไป อย่างเช่น จอมปีศาจรีบาวด์ เดนนิส ร็อดแมน, เจ้าหมูบิน บาร์กลีย์ เป็นต้น

ทักษะการรีบาวด์ระดับ 90 ต้นๆ ของหวังเฟิง ถึงแม้จะไม่ใช่ระดับสุดยอด แต่ก็เพียงพอที่จะสู้กับโอกลีย์ได้อย่างสูสี

แถมด้วยความคล่องแคล่วที่เหนือกว่าโอกลีย์ หวังเฟิงจึงสามารถพุ่งไปถึงจุดตกของลูกได้ก่อน และสกัดกั้นตำแหน่งของโอกลีย์ไว้ได้สำเร็จ

ทักษะการชิงพื้นที่ของหวังเฟิงก็อยู่ที่ระดับ 90 เช่นกัน เมื่อบวกกับค่าพลังพละกำลัง 88 และการได้ชิงพื้นที่ก่อน ต่อให้โอกลีย์จะพยายามออกแรงผลักหวังเฟิงแค่ไหน ก็ไม่สำเร็จ

เมื่อชิงตำแหน่งตกของลูกบาสได้ก่อน หวังเฟิงก็สามารถเบียดเอาชนะโอกลีย์ แล้วคว้าลูกรีบาวด์มาได้อย่างสวยงาม

ทุกคนถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน

โอกลีย์เนี่ยนะ แย่งรีบาวด์สู้หวังเฟิงไม่ได้?

แน่นอนว่า แค่ลูกเดียวมันตัดสินอะไรไม่ได้หรอก ฟานกันดีพยายามข่มความตกใจเอาไว้ แล้วก็โยนลูกบาสขึ้นไปที่แป้นอีกครั้ง

ในการแย่งรีบาวด์หลายลูกต่อมา หวังเฟิงกับโอกลีย์ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ในเรื่องของพละกำลัง โอกลีย์ได้เปรียบกว่าก็จริง แต่ก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก ในขณะที่เรื่องของความเร็ว, ความคล่องตัว และพลังกระโดด หวังเฟิงกลับเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

"นี่มัน..."

เมื่อมองดูชายสองคนที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งรีบาวด์ที่ใต้แป้น คนข้างสนามก็ไม่มีใครพูดอะไรออกเลยสักคำ

พวกเขามองออกว่า โอกลีย์สู้ยิบตาแล้ว เพื่อที่จะเอาชนะหวังเฟิงที่เร็วกว่าในการแย่งรีบาวด์ เขางัดเอาสารพัดลูกตุกติกมาใช้จนหมด ทั้งตีศอก, ดึงเสื้อ, ดันเอว, เหยียบเท้า เรียกได้ว่าทำทุกวิถีทาง ถ้านี่เป็นการแข่งขันทางการล่ะก็ ป่านนี้เขาคงโดนเป่าฟาวล์ไปหลายรอบ จนต้องไปนั่งตบยุงอยู่ข้างสนามแล้วล่ะ

แต่ถึงจะทำขนาดนี้ เขาก็ทำได้แค่สูสีกับหวังเฟิงในเรื่องจำนวนรีบาวด์เท่านั้น ซึ่งมันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า ถ้าไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ ฝีมือการแย่งรีบาวด์ของหวังเฟิงนั้น เหนือกว่าอย่างแน่นอน

"เป็นไปได้ยังไงเนี่ย..."

ยูอิงอ้าปากค้าง พึมพำกับตัวเองด้วยความตกตะลึง

ในฐานะที่เป็นผู้เล่นที่แย่งรีบาวด์เก่งรองลงมาจากโอกลีย์ เขาย่อมรู้ซึ้งถึงความรุนแรงของการปะทะระหว่างทั้งสองคนดีกว่าใคร

ยูอิงในช่วงพีก ทักษะการแย่งรีบาวด์เหนือกว่าโอกลีย์อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ด้วยอาการบาดเจ็บ สมรรถภาพร่างกายถดถอย ไม่มีแรงปะทะและพลังระเบิดเหมือนเมื่อก่อน หลายครั้งในการแข่งขัน เขาถึงต้องพึ่งให้โอกลีย์ช่วยเบียดแย่งตำแหน่ง เพื่อปกป้องรีบาวด์เอาไว้

สิ่งที่โอกลีย์ถนัดที่สุด ก็คือการเบียดแย่งพื้นที่กับรีบาวด์ และการป้องกัน แต่ตอนนี้เขากลับไม่สามารถเอาชนะหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึง และถือแค่สัญญาระยะสั้นสิบวันได้เลย นี่มันน่าตกใจยิ่งกว่าการที่หวังเฟิงชู้ตทำคะแนนรัวๆ ในการแข่งซ้อมเมื่อกี้ซะอีก!

เพราะการชู้ตมันยังต้องอาศัยจังหวะและโชคด้วย ถ้าจังหวะมันมา ต่อให้เป็นคนที่เล่นไม่เก่ง ก็ยังมีวันที่ชู้ตเข้าเอาๆ ได้

แต่การแย่งรีบาวด์มันไม่ใช่แบบนั้นเลย! มันต้องอาศัยการเบียดปะทะกับคู่แข่ง ต้องคอยสังเกตจุดตกของลูกตลอดเวลา ต้องชิงจังหวะชิงพื้นที่ แถมบางทียังต้องเล่นมวยปล้ำกับคู่แข่งอีกต่างหาก!

หวังเฟิงที่ดูขาวๆ ตี๋ๆ ใครจะไปคิดว่าเวลาแย่งรีบาวด์จะดุดันโหดเหี้ยมขนาดนี้?

"เขาทำได้จริงๆ เหรอเนี่ย..."

ฟานกันดีอ้าปากค้างตั้งแต่เริ่มแรก จนตอนนี้ก็ยังหุบไม่ลง เขาทำหน้าที่แค่รับลูกบาสจากผู้ช่วย แล้วก็โยนขึ้นไปที่แป้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาจับจ้องไปที่การปะทะกันของทั้งคู่ที่ใต้แป้น

ส่วนทางฝั่งไรลีย์ สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่หวังเฟิงอย่างไม่วางตา แววตาก็ยิ่งทอประกายขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อการแย่งรีบาวด์ดำเนินต่อไป ไรลีย์ก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความแตกต่าง

ต่างจากการแย่งรีบาวด์ในเกมการแข่งขัน ที่จะเกิดขึ้นเมื่อจบเพลย์บุกเท่านั้น หวังเฟิงกับโอกลีย์เล่นแย่งรีบาวด์กันแบบมาราธอนไม่มีหยุดพัก เบียดกระแทกกันไปมา ซึ่งการทำแบบนี้ มันสูบพลังงานไปเยอะมาก

ผ่านไปไม่กี่เพลย์ โอกลีย์ก็เริ่มหอบแฮ่กๆ เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก แต่พอมองไปทางฝั่งหวังเฟิง ที่ถึงแม้จะเสียเปรียบเรื่องพละกำลังอยู่บ้าง แต่กลับดูชิลๆ สบายๆ เหมือนไม่ได้ออกแรงอะไรเลย

และตอนนี้ ในขณะที่โอกลีย์หอบเป็นหมาหอบแดด ชุดซ้อมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หวังเฟิงกลับดูเหมือนเพิ่งจะวอร์มอัปเสร็จเท่านั้นเอง

"พลังกายของไอ้หมอนี่..."

หวังเฟิงสร้างความประหลาดใจให้ไรลีย์ลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อเห็นโอกลีย์เริ่มเคลื่อนไหวช้าลง สเต็ปเท้าเริ่มแกว่ง จนช้ากว่าหวังเฟิงไปครึ่งจังหวะในการชิงพื้นที่แย่งรีบาวด์ ในขณะที่หวังเฟิงยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาดเหมือนเดิม ไรลีย์ก็ตระหนักได้ว่า ไม่ใช่แค่ทักษะการแย่งรีบาวด์เท่านั้น แต่ความสามารถในการปะทะและพละกำลังของหวังเฟิง ก็อยู่ในระดับท็อปเช่นเดียวกัน!

"พอได้แล้ว"

ในที่สุด เมื่อได้ยินเสียงสั่งหยุดจากหัวหน้าโค้ช โอกลีย์ก็ทิ้งตัวลงนั่งหอบแฮ่กๆ กับพื้นอย่างหมดสภาพ เหงื่อชุ่มจนชุดซ้อมแทบจะบิดน้ำได้เลย

พูดตรงๆ เลยนะ พอถึงช่วงหลังๆ เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปต่อกรกับหวังเฟิงแล้วล่ะ ในใจเอาแต่ภาวนาให้มันจบๆ ไปซะที

ต่อให้เป็นอันธพาลตัวพ่อของลีก ก็ยังรับมือกับการปะทะที่ผลาญพลังงานมหาศาลแบบนี้ไม่ไหวหรอก

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง หวังเฟิงยืนท้าวสะเอว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่บนใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

ชนะแล้ว!

มันเป็นไปตามที่เขาคาดไว้เป๊ะ

ถ้าจะวัดกันแค่เรื่องรีบาวด์เพียวๆ ด้วยความที่เขาไม่มีเหรียญตราเกี่ยวกับรีบาวด์เลย อาศัยแค่ค่าพลังระดับ 90 ต้นๆ เขาก็ทำได้แค่สูสีกับโอกลีย์เท่านั้นแหละ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลของเหรียญตราสายอึดสองอันของเขาก็จะเริ่มแผลงฤทธิ์

จบสกอร์จอมพลัง กับ เกมรับเครื่องจักรนิรันดร์

อันแรกจะช่วยลดการสูญเสียพละกำลังเมื่อต้องปะทะกับคู่แข่งในเกมรุก

ส่วนอันหลังจะช่วยลดการสูญเสียพละกำลังเมื่อต้องปะทะกับคู่แข่งในเกมรับ

การแข่งแย่งรีบาวด์เมื่อกี้ ถึงแม้หวังเฟิงจะไม่รู้ว่ามันคือรีบาวด์เกมบุกหรือเกมรับ แต่ระบบก็จะตัดสินให้เอง และทำให้เหรียญตราอย่างน้อยหนึ่งอันทำงานอยู่ตลอดเวลา

เหรียญตราสายอึดระดับหอเกียรติยศสีม่วงนี่ มันช่วยลดการเผาผลาญพลังงานได้น่ากลัวมากนะ แถมหวังเฟิงยังมีค่าความอึดทะลุ 99 อีก อย่าว่าแต่โอกลีย์คนเดียวเลย ต่อให้เอาโอกลีย์มาสามคนผลัดกันลงสนาม เขาก็มั่นใจว่าจะทำให้พวกนั้นเหนื่อยจนสลบเหมือดไปเลย!

เพียงแต่ว่า...

เมื่อเลิกเสื้อขึ้นดูรอยช้ำจ้ำเขียวที่โอกลีย์แอบหยิกเอาไว้ ถึงแม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว หวังเฟิงก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี

"แม่งเอ๊ย ไอ้แก่จอมตุกติกนี่ เล่นซะแสบเลยนะ"

คราวนี้ หวังเฟิงได้สัมผัสถึงความโหดร้ายของการปะทะในยุค 90 แบบถึงพริกถึงขิงเลยล่ะ

ก็จริงอย่างที่เขาว่า คำพูดของพวกชอบอ้างอดีตมันก็มีเค้าความจริงอยู่บ้าง

ด้วยความรุนแรงของการปะทะระดับนี้ อย่างน้อยๆ พวกผู้เล่นในยุคอนาคตที่ชอบพุ่งล้มเรียกฟาวล์เพื่อทำแต้ม คงเอาตัวรอดได้ยากแน่ๆ

โชคดีนะที่หวังเฟิงมีความทนทานเต็ม 99 แถมค่าพลังด้านอื่นๆ ก็ถูกอัปเกรดมาจนสูงปรี๊ด และยังมีเหรียญตราคอยช่วยอีก ไม่งั้นเขาก็ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกันว่าจะสามารถครองความยิ่งใหญ่ในลีกยุคนี้ได้หรือเปล่า

"ไอ้หมอนี่... มันสัตว์ประหลาดชัดๆ"

ตอนที่หวังเฟิงเลิกเสื้อขึ้นมา รอยช้ำจ้ำเขียวที่โอกลีย์ฝากไว้ตามตัวก็ปรากฏสู่สายตาของผู้เล่นคนอื่นๆ ทำเอาพวกเขาถึงกับเสียวสันหลังวาบ และนี่คือคำนิยามจากก้นบึ้งของหัวใจที่พวกเขามอบให้กับหวังเฟิง

พูดตรงๆ นะ ถ้าคนที่ต้องไปปะทะกับโอกลีย์เป็นพวกเขา ป่านนี้คงทนไม่ไหวไปนานแล้วล่ะ การแย่งรีบาวด์มันเรื่องเล็ก แต่เรื่องความปลอดภัยในชีวิตนี่สิเรื่องใหญ่

เงินเดือนนายแค่ไม่กี่ร้อย จะมาเสี่ยงชีวิตทำไม?

แต่ไม่ว่าจะยังไง หวังเฟิงก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคน รวมถึงโอกลีย์ได้เห็นแล้วว่า เขาคือของจริง

"ไอ้หนู แกแน่มาก! ฉันยอมแพ้แล้ว!"

หลังจากนั่งหอบอยู่บนพื้นตั้งนาน โอกลีย์ก็ยิ้มแหยๆ แล้วพูดกับหวังเฟิง "คิดไม่ถึงเลยแฮะ ว่าในเอเชียจะมีผู้เล่นแบบแกอยู่ด้วย โคตรเจ๋งเลยว่ะ! ฉันยอมแพ้แล้ว!"

หวังเฟิงมองโอกลีย์ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าอันธพาลตัวพ่อของวงการบาสเกตบอลคนนี้ จะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

ในตอนนี้ หวังเฟิงยังไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เขาทำเมื่อกี้มันวิปริตขนาดไหน

เพื่อที่จะเอาชนะหวังเฟิงในการแข่งรีบาวด์ โอกลีย์งัดเอาสารพัดวิธีมาใช้จนหมดแล้ว นอกจากการเล่นงานให้หวังเฟิงเจ็บหนัก เขาก็ทำมาหมดทุกอย่างแล้ว รอยช้ำบนตัวหวังเฟิงก็คือหลักฐานชั้นดี

แต่สิ่งที่ทำให้โอกลีย์สติแตกที่สุดก็คือ ไม่ว่าเขาจะทุ่มสุดตัวแค่ไหน หวังเฟิงก็ยังคงเหมือนเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คอยตามพัวพัน สูบพลังงานของเขาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้เพราะหมดแรง

ตลอดชีวิตการค้าแข้ง โอกลีย์ไม่เคยเจอคู่แข่งแบบนี้มาก่อนเลย ต่อให้เป็นตอนที่เขาตกเป็นรองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ คาร์ล มาโลน, เดนนิส ร็อดแมน (ต้นฉบับเขียน แดนนี ร็อดแมน), หรือ ชาลส์ บาร์กลีย์ เขาก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย

ไม่ต้องพูดถึงว่าคนพวกนั้นคือซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในลีกอยู่แล้ว ในขณะที่หวังเฟิงเป็นแค่เด็กใหม่ที่ไม่เคยเล่น NBA มาก่อน แถมยังเป็นผู้เล่นวงนอกอีกต่างหาก

หลังจากที่หวังเฟิงหายอึ้ง เขาก็เผยยิ้มออกมา แล้วยื่นมือไปหาโอกลีย์

"ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าใน NBA จะมีผู้เล่นสายแข็งแบบนายอยู่ด้วย"

ในเมื่อโอกลีย์ยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความเป็นมิตร เขาก็ต้องตอบแทนน้ำใจด้วยการชื่นชมกลับไปบ้างสิ

ถึงแม้ก่อนหน้านี้โอกลีย์จะทำตัวกร่างใส่เขาหลายครั้ง แต่นั่นก็เป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้จักกันดีพอ

ถ้าได้เป็นเพื่อนกับโอกลีย์ เขาก็ยินดีมากๆ เลยล่ะ

ถึงโอกลีย์จะอารมณ์ร้อน และมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในสนาม แต่เขาก็เป็นคนตรงไปตรงมา โดยเฉพาะถึงแม้จะมีชื่อเสียงแย่ๆ ในสนาม แต่บ่อยครั้งที่การวิวาทที่เขาก่อขึ้น ก็เป็นเพราะออกโรงปกป้องเพื่อนร่วมทีมนั่นแหละ

เพราะงั้น สำหรับทีมอื่น โอกลีย์อาจจะเป็นตัวอันตราย แต่สำหรับผู้เล่นทีมเดียวกัน เขาคือลูกพี่ที่พึ่งพาได้เสมอ แค่เพื่อนร่วมทีมโดนรังแกนิดหน่อย หมอนี่ก็พร้อมจะลุยแล้ว!

ในเมื่อหวังเฟิงตั้งใจจะมาหาความท้าทายใน NBA ยุค 90 เขาก็ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และพาทีมคว้าชัยชนะให้ได้เหมือนจอร์แดนนั่นแหละ

หวังเฟิงรู้ดีว่า ในช่วงแรกๆ ของอาชีพ จอร์แดนต้องเจอกับบททดสอบอะไรมาบ้าง

สมัยที่ต้องเจอกับ 'แบดบอยส์' ของทีมพิสตันส์ โค้ชทีมพิสตันส์ถึงกับประกาศกร้าวต่อหน้าผู้เล่นเลยว่า 'เวลาป้องกันจอร์แดน ฉันอยากเห็นเลือด'

และในตอนนั้น คนที่คอยออกโรงปกป้องจอร์แดน ก็คือโอกลีย์นี่แหละ

ไม่ว่าผู้เล่นพิสตันส์จะเล่นแรงใส่จอร์แดนแค่ไหน โอกลีย์ก็จะรีบเข้าไปเอาคืนทันที โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ต่อให้ต้องโดนไล่ออกหรือโดนปรับเงิน เขาก็ไม่สน

หวังเฟิงก็เลยคิดว่า พอเขาผงาดขึ้นมาในลีก เขาก็ควรจะมีบอดี้การ์ดมือทองอย่างโอกลีย์คอยคุ้มกันอยู่ข้างกายบ้างสิ

ข้างสนาม จอห์น สตาร์กส ขยับเข้าไปใกล้ๆ ยูอิง แล้วกระซิบถาม "นี่ แพทริก... นายว่าถ้าเรามีไอ้เด็กนี่ ทีมเรามีลุ้นคว้าแชมป์ในปีนี้ไหม?"

"เป็นไปได้! มีความเป็นไปได้สูงมากเลยล่ะ!" ยูอิงตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด "ถ้าตอนนัดชิงฯ ปีที่แล้ว เรามีหมอนี่อยู่ในทีมล่ะก็ พวกเราต้องเอาชนะพวกเทกซัสพวกนั้นได้แน่นอน!"

ในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปีที่แล้ว ทีมนิกส์พ่ายแพ้ให้กับฮิวสตัน รอกเก็ตส์ ยูอิงถูกเพื่อนร่วมรุ่นสี่สุดยอดเซ็นเตอร์อย่าง โอลาจูวอน เล่นงานซะยับเยิน ต่อให้มานึกถึงตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกเจ็บใจไม่หาย

ตอนนี้ พวกเขาได้ยอดฝีมือที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้มาช่วยเสริมทัพแล้ว ถึงเวลาที่ต้องไปชำระแค้นกับพวกนั้นซะที!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 460 - ศึกแย่งรีบาวด์ ปราบโอกลีย์จนยอมสยบ

คัดลอกลิงก์แล้ว