- หน้าแรก
- จุดชนวนเอ็นบีเอ ทะลุมิติคว้าชัยด้วยระบบอัปเกรดไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 453 - เข้าร่วมทดสอบฝีมือ นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 453 - เข้าร่วมทดสอบฝีมือ นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 453 - เข้าร่วมทดสอบฝีมือ นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 453 - เข้าร่วมทดสอบฝีมือ นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกันเนี่ย?
"เสี่ยวหวัง นายไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม?"
หวังซวี่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เพราะหวังเฟิงกับหวังเซียว ช่วงนี้เขาจึงหาเวลาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ NBA ยิ่งเข้าใจเขาก็ยิ่งรู้ซึ้งว่า การจะเข้าไปเล่นใน NBA นั้นมันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
การที่หวังเฟิงได้รับสิทธิ์ทดสอบฝีมือกับทีมใน NBA จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำได้ง่ายๆ เลย
หวังซวี่รีบพูดขึ้นทันที
"นายบอกว่าพรุ่งนี้จะไปทดสอบฝีมือแล้วเหรอ? ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ! เลิกทำได้แล้ว ไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ อย่าให้งานในร้านไปกระทบกับการทดสอบฝีมือของนายเลย"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ" หวังเฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ "ไม่กระทบหรอกครับ และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โอกาสที่ผมจะได้มาช่วยงานที่ร้านพี่ก็คงเหลือแค่สองวันนี้แล้วล่ะ ผมต้องขอบคุณพี่จริงๆ นะครับ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในตอนที่ผมลำบากที่สุด พี่วางใจได้เลย รอผมเซ็นสัญญากับทีม NBA แล้วหาเงินได้เมื่อไหร่ ผมจะตอบแทนพี่แน่นอน"
"นายพูดบ้าอะไรของนายเนี่ย?" หวังซวี่ถลึงตาใส่ "ไอ้เด็กบ้า นายคิดว่าตอนนั้นที่ฉันช่วยนาย ก็เพราะหวังว่าถ้านายได้ดิบได้ดีในอนาคตแล้วจะมาให้ผลประโยชน์ฉันงั้นเหรอ? ที่ฉันช่วย ก็เพราะเห็นว่าพวกเราเป็นคนจีนเหมือนกัน มาตกระกำลำบากอยู่ต่างบ้านต่างเมือง คนบ้านเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือกันสิเว้ย อีกอย่างช่วงนี้นายก็ช่วยงานที่ร้านไปตั้งเยอะ ถ้าฉันไปทวงเงินนายอีก ฉันจะกลายเป็นคนยังไงวะ?"
"ครับๆ ผมเข้าใจแล้ว" หวังเฟิงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบรับ "งั้นเอาแบบนี้ละกัน ถ้าผมได้เข้าร่วมทีมนิกส์จริงๆ ตราบใดที่ผมยังเล่นให้นิกส์อยู่ ถ้าพวกพี่อยากไปดูบาสที่เมดิสันสแควร์การ์เดนเมื่อไหร่ เรื่องตั๋วผมจัดการให้เองครับ"
"เอาสิครับ!" พอหวังเซียวได้ยินแบบนั้น ตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
สำหรับคนที่คลั่งไคล้ NBA อย่างเขา การได้ไปดูซูเปอร์สตาร์เล่นบาสแบบติดขอบสนาม ถือเป็นความฝันอันสูงสุดมาตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครอบครัว จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เคยได้ไปดูการแข่งขัน NBA ถึงสนามเลยสักครั้ง
……
ทีมนิวยอร์ก นิกส์ ณ ห้องทำงานของผู้ช่วยโค้ช
เจฟฟ์ ฟานกันดี นั่งมองลาร์รีที่กำลังเล่าถึงสิ่งที่ไปเห็นมาที่รัคเกอร์พาร์กในวันนี้ให้เขาฟังอย่างออกรสออกชาติด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"ฉันเข้าใจละ นายได้เชิญเขามาทดสอบฝีมือกับทีมอย่างเป็นทางการแล้ว แถมยังจะเริ่มทดสอบพรุ่งนี้เช้าเลยใช่ไหม?"
เขานวดขมับด้วยความปวดหัว ถึงจะเชื่อใจลาร์รี แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเล่ามันดูเวอร์เกินไปจริงๆ
"ลาร์รี ก่อนจะรายงานให้หัวหน้าโค้ชทราบ ฉันอยากจะย้ำกับนายอีกที นายแน่ใจนะว่าคนเอเชียที่ชื่อหวังเฟิงอะไรนั่น เก่งกาจอย่างที่นายว่าจริงๆ?"
"ถ้าจะพูดให้ถูก เขาคือคนจีนต่างหาก" ลาร์รีแก้คำ
หลังจากพูดคุยกับหวังเฟิงสั้นๆ เขาก็ได้รู้ข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับหวังเฟิง
"คนจีนงั้นเหรอ?" ฟานกันดีพยายามนึกทบทวน ในความทรงจำของเขาแทบไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับบาสเกตบอลจีนเลย เหมือนว่าเมื่อหลายปีก่อน เดวิด สเติร์น ประธาน NBA จะเคยเดินทางไปที่จีน เพื่อพยายามโปรโมต NBA ที่นั่น ถึงขนาดยอมส่งวิดีโอเทปบันทึกการแข่งขันไปให้ถ่ายทอดสดแบบฟรีๆ แต่ผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ เพิ่งจะมาเริ่มกระเตื้องขึ้นนิดหน่อยก็ช่วงหลังๆ นี้นี่เอง
ประเทศที่ระดับบาสเกตบอลต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนั้น จะมีบุคลากรที่มีพรสวรรค์ด้านบาสเกตบอลถือกำเนิดขึ้นมาได้จริงๆ เหรอ?
แถมคำบรรยายของลาร์รี ในสายตาของฟานกันดีมันก็ดูเกินจริงไปมาก เขารู้สึกเหมือนลาร์รีไม่ได้กำลังบรรยายถึงนักบาสสมัครเล่นที่ไม่เคยลงเล่นใน NBA แต่กำลังบรรยายถึง สก็อตตี พิพเพน สมอลฟอร์เวิร์ดระดับท็อปของลีกเสียมากกว่า
ถ้าหวังเฟิงเก่งขนาดนั้นจริงๆ ทำไมถึงไม่เข้ามาโลดแล่นใน NBA ตั้งนานแล้วล่ะ?
"เจฟฟ์! นายต้องเชื่อฉันนะ เราจะพลาดตัวหวังเฟิงไม่ได้เด็ดขาด นี่คือโอกาสที่หาได้ยากมากๆ การปรากฏตัวของหวังเฟิง อาจจะกลายเป็นความหวังในการคว้าแชมป์ของทีมนิกส์ในปีนี้เลยก็ได้!"
ลาร์รีดูตื่นเต้นมาก ในฐานะแมวมองรุ่นเก๋าที่ทำงานมาหลายสิบปี ไม่มีอะไรจะทำให้เขาตื่นเต้นดีใจไปกว่าการได้ค้นพบเพชรเม็ดงามบนสนามสตรีทบาสอีกแล้ว
ซึ่งมันก็ไม่แปลกหรอก ถึงแม้หวังเฟิงจะแค่ดวลเดี่ยว 1v1 บนสนามสตรีทบาส แต่ทักษะที่เขาแสดงออกมา ล้วนเป็นทักษะมาตรฐานของ NBA ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเกมรับ, การชู้ตสามแต้มวงนอก, หรือการถือบอลทะลวง ล้วนเป็นทักษะที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแข่งขัน NBA ได้โดยตรง แตกต่างจากรูปแบบการเล่นของพวกยอดฝีมือสตรีทบาสทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ในฐานะแมวมองมืออาชีพของ NBA ลาร์รีย่อมมองออก และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาตื่นเต้นขนาดนี้
ความสามารถที่แท้จริงของหวังเฟิงจะแข็งแกร่งระดับไหน อาจจะต้องรอพิสูจน์ในสนาม NBA แต่เขาถือว่าเป็นผู้เล่นที่พร้อมใช้งานได้ทันทีอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันของ NBA กับ NCAA เหมือนพวกรุกกี้ที่เพิ่งถูกดราฟต์เข้ามาในลีก
"เอาเถอะ ฉันจะจัดการทดสอบฝีมือให้เขาเอง แต่นายก็อย่าไปคาดหวังอะไรมากนักล่ะ ถ้าคนจีนที่ชื่อหวังเฟิงอะไรนี่ไม่ผ่านเกณฑ์ ฉันก็จะไม่รายงานเรื่องนี้ให้หัวหน้าโค้ชทราบหรอกนะ"
แค่การทดสอบฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ไม่จำเป็นต้องไปกวนใจหัวหน้าโค้ชหรอก
ลาร์รีเข้าใจดี และสำหรับเขาแล้วแบบนี้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่หวังเฟิงได้โชว์ฝีมือ ด้วยความสามารถของเขา รับรองว่าจะต้องทำให้ทุกคนอึ้งจนอ้าปากค้างได้อย่างแน่นอน
"จริงสิ"
จู่ๆ ฟานกันดีก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "แล้วหวังเฟิงนี่อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"
ลาร์รีถึงกับชะงักไปเลย
หลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เขาถึงได้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก
"เรื่องนี้ฉันลืมถามไปเลย แต่ดูจากหน้าตาแล้ว เขาน่าจะอายุประมาณ 26 ปีล่ะมั้ง"
ลาร์รีโกหก
ถึงแม้หน้าตาของหวังเฟิงจะไม่ได้ดูแก่ แถมยังหล่อเหลาเอาการ แต่รูปลักษณ์และออร่าของคนอายุ 20 ต้นๆ กับคนอายุ 30 มันยังพอมีจุดให้สังเกตเห็นความแตกต่างได้อยู่ โดยเฉพาะตอนที่ลาร์รีได้คุยกับหวังเฟิงสั้นๆ จากการพูดจาและกิริยาท่าทางต่างๆ ลาร์รีก็รู้สึกได้เลยว่าหวังเฟิงน่าจะอายุประมาณ 28 ปีขึ้นไปแล้ว
แต่ในฐานะแมวมอง เขารู้ดีว่าตัวเลขอายุนี้มันมีความหมายว่ายังไง เพื่อให้หวังเฟิงสามารถสร้างความประทับใจที่ดีที่สุดให้กับทีมได้ เขาจึงจงใจกดอายุของหวังเฟิงให้น้อยลงนิดหน่อย
ใน NBA การโกงอายุหรือแจ้งอายุเท็จไม่ใช่เรื่องแปลก มีผู้เล่นหลายคนที่จงใจบอกอายุตัวเองให้น้อยลง เพื่อให้อายุกลายเป็นข้อได้เปรียบ
อาเหลียน (อี้เจี้ยนเหลียน) ในอนาคต ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
ถ้าทำได้ ลาร์รีก็อยากจะบอกไปเลยว่าหวังเฟิงอายุแค่ 24 ปี แต่เมื่อวานเพราะเขาตื่นเต้นเกินไป เลยลืมเตี๊ยมกับหวังเฟิงซะสนิท เขากลัวว่าถ้าหวังเฟิงเผลอหลุดปากพูดความจริงออกมา จะทำให้เขาพลอยเดือดร้อนข้อหาหลอกลวงทีมไปด้วย ก็เลยไม่กล้าโม้ให้เวอร์เกินไปนัก จึงเลือกที่จะตอบแบบเซฟๆ ว่าอายุประมาณ 26 ปี
แต่ถึงกระนั้น ฟานกันดีก็ยังคงขมวดคิ้วอยู่ดี
"อายุเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ? ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่จะพัฒนาต่อก็ต่ำมากเลยนะ..."
"ไม่เป็นไรหรอกน่า" ลาร์รีรีบพูดแก้ต่าง "ฉันเห็นเขาเล่นบาสมาแล้ว ทักษะของเขาสมบูรณ์แบบมาก เข้ากับจังหวะการแข่งขันของ NBA ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเสียเวลามานั่งปรับตัวหรือฝึกซ้อมอะไรเพิ่มเติมแล้ว เพราะงั้นเรื่องอายุไม่ใช่ปัญหาหรอก"
"จะเป็นปัญหาหรือไม่ พรุ่งนี้รอดูผลทดสอบก่อนค่อยตัดสินก็แล้วกัน" ฟานกันดีส่ายหน้า
ไม่ว่าลาร์รีจะอวยหวังเฟิงว่าเก่งเลิศเลอแค่ไหน ฟานกันดีก็ไม่ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่แรก เขาไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับนักบาสชาวจีนที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้เลยแม้แต่น้อย
……
วันรุ่งขึ้น ตอนเช้าตรู่
หวังเฟิงตื่นแต่เช้า ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งและวอร์มอัพร่างกายเบาๆ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด จากนั้นก็หอบอุปกรณ์ของตัวเอง นั่งรถไฟใต้ดินไปยังศูนย์ฝึกของทีมนิกส์
เนื่องจากเขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ หวังเฟิงจึงใช้โทรศัพท์ที่ร้านโทรไปนัดเวลาล่วงหน้ากับลาร์รีเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นตอนที่หวังเฟิงมาถึง ลาร์รีจึงออกมายืนรอเขาอยู่หน้าโรงยิมแล้ว
"หวังเฟิง"
พอเจอกันปุ๊บ ลาร์รีก็รีบยิงคำถามด้วยความร้อนใจทันที "เมื่อวานฉันลืมถามอายุของนายไปเลย ปีนี้นายอายุเท่าไหร่แล้ว? ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดได้ไหม?"
"อืม... อีกประมาณสามสี่เดือนก็จะถึงวันเกิดอายุครบ 30 ปีของผมแล้วครับ"
หวังเฟิงไม่ได้ปิดบัง เขาบอกอายุจริงของตัวเองไปตามตรง
การทะลุมิติครั้งที่สองของเขา ไม่เหมือนกับครั้งแรก ที่เป็นการวิญญาณทะลุมิติไปเข้าร่างคนอื่นในมิติคู่ขนาน แต่ครั้งนี้เขาทะลุมิติมาพร้อมกับร่างกายที่ถูกอัปเกรดจนมีคะแนนประเมินรวม 99 สู่ปี 94 แบบเป็นๆ
หวังเฟิงเกิดเดือนพฤศจิกายน ปี 92 ตอนที่ทะลุมิติมาคือช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปี 2022 ดังนั้นอีกไม่กี่เดือน เขาก็จะอายุครบ 30 ปีเต็มแล้ว
"สาม... สามสิบเหรอ?"
ลาร์รีตกใจจนตาเบิกโพลง
สถานการณ์มันแย่กว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลย!
ตอนแรกเขาคิดว่าหวังเฟิงน่าจะอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี แต่ใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะปาเข้าไป 30 แล้ว!
ซึ่งนั่นหมายความว่า ช่วงพีกของหวังเฟิงกำลังจะหมดลงในไม่ช้านี้ อย่างมากก็อีกแค่สามสี่ปี เขาก็จะต้องเข้าสู่ช่วงที่สภาพร่างกายเริ่มถดถอยแล้ว
ลาร์รีถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หวังเฟิงย่อมเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี แต่ในเรื่องนี้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหก และก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำด้วย
อายุมันสำคัญมากนักเหรอ?
สำหรับรุกกี้ที่มีโอกาสพัฒนาได้สูง มันสำคัญมาก แต่สำหรับเขามันไม่มีความหมายอะไรเลย
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เมื่อความแข็งแกร่งก้าวข้ามไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ความแตกต่างเรื่องอายุแค่นี้ มันแทบจะไม่มีผลอะไรเลย
หวังเฟิงมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น ขอแค่ให้เขามีเวทีแสดงฝีมือ เขาสามารถสยบทุกคนได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจู้จี้จุกจิกแค่ไหนก็ตาม
ความมั่นใจนี้มาจากความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเอง มาจากคะแนนประเมินรวม 99 และเหรียญตราระดับท็อปอีกมากมาย
"นาย... อีกเดี๋ยวพยายามอย่าไปพูดถึงเรื่องอายุของตัวเองจะดีกว่านะ ถ้ามีคนถาม ก็พยายามบอกให้น้อยลงหน่อย" ลาร์รีดึงสติกลับมา แล้วเอ่ยปากด้วยความยากลำบาก "นายต้องรู้ไว้นะ ว่าอายุจะเป็นตัวถ่วงสำคัญในการเข้าเล่น NBA ของนาย"
"ครับ ผมเข้าใจแล้ว" หวังเฟิงพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน
ลาร์รีพาหวังเฟิงเดินเข้าไปในศูนย์ฝึกของทีมนิกส์
วันนี้ทีมนิกส์มีเกมเยือน ผู้เล่นและทีมงานโค้ชส่วนใหญ่จึงขึ้นเครื่องบินเดินทางไปแข่งนอกบ้านกันหมดแล้ว
แต่ในศูนย์ฝึกก็ยังมีทีมงานโค้ชบางคนที่ถูกทิ้งไว้ให้ดูแลงานประจำวันของทีม
เจฟฟ์ ฟานกันดี ก็คือหนึ่งในผู้ช่วยโค้ชที่ถูกทิ้งไว้ ในฐานะหนึ่งในมือขวาของหัวหน้าโค้ช แพต ไรลีย์ วันนี้เจฟฟ์ ฟานกันดี จึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในศูนย์ฝึกแห่งนี้
"ลาร์รี เขาคนนี้เหรอ?"
เจฟฟ์ ฟานกันดี สำรวจมองหวังเฟิงที่ลาร์รีพามา แล้วพยักหน้าเบาๆ
แค่มองผ่านๆ ส่วนสูงและรูปร่างของหวังเฟิงก็ทำให้เขาค่อนข้างพอใจทีเดียว
ฟานกันดีผู้เป็นลูกศิษย์และสืบทอดวิชามาจากแพต ไรลีย์ ก็เป็นตัวแทนของพวกโค้ชสายฮาร์ดคอร์ยุค 90 เช่นกัน เขาชอบสะสมผู้เล่นวงใน และเน้นแทคติกเจาะทำคะแนนใต้แป้น
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาคุมทีมนิกส์ หรือตอนที่ไปคุมทีมรอกเก็ตส์ในอนาคตจนสั่งให้ต้าเหยาไปเพิ่มน้ำหนักตัว ล้วนแต่แฝงกลิ่นอายของสไตล์การทำทีมแบบนี้ทั้งสิ้น
หวังเฟิงที่สูง 2.01 เมตร ถึงแม้จะเป็นผู้เล่นวงนอก แต่น้ำหนัก 105 กิโลกรัม ก็ทำให้เขาดูแข็งแกร่งบึกบึนมาก ตรงตามสเปกผู้เล่นถึกทนสายลุยที่ฟานกันดีโปรดปรานเป๊ะ... ถึงแม้สีผิวจะไม่ใช่คนผิวดำก็เถอะนะ
ความประทับใจแรกที่หวังเฟิงมอบให้ฟานกันดีถือว่าสอบผ่าน แต่สภาพความเป็นจริงจะเป็นยังไง ก็ต้องให้ผ่านการทดสอบแบบมืออาชีพซะก่อนถึงจะรู้
"จอร์จ นายพาเขาไปทดสอบร่างกายหน่อย ฉันต้องการข้อมูลโดยละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา"
เจฟฟ์ ฟานกันดี กวักมือเรียกเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฝึกคนหนึ่งมาสั่งงาน
"สู้ๆ นะ จำไว้ว่าต้องใส่ให้เต็มที่ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆ นะ"
ลาร์รีกระซิบให้กำลังใจหวังเฟิง
หวังเฟิงพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ต้องให้ลาร์รีบอกเขาก็เข้าใจดี
ในการทดสอบฝีมือครั้งนี้ เขาจะงัดเอาความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาโชว์แบบไม่มีกั๊ก เพื่อทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างไปเลย
……
สองชั่วโมงต่อมา
เจฟฟ์ ฟานกันดี นั่งดูรายงานทดสอบร่างกายที่ผู้ช่วยส่งมาให้ ปากของเขาก็ค่อยๆ อ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาก็เบิกโพลงจนแทบจะถลนออกมา
"รายงานนี่... นายเขียนข้อมูลอะไรผิดหรือเปล่า?"
"ไม่ผิดหรอกครับเจฟฟ์ ตอนแรกผมก็คิดว่าทำพลาดเหมือนกัน เลยตรวจสอบซ้ำตั้งหลายรอบ" ผู้ช่วยของฟานกันดีก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี "ไอ้หมอนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!"
นั่นสิ!
ฟานกันดีเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้ารายละเอียดในรายงานไม่มีจุดไหนผิดพลาดล่ะก็ ไอ้หนุ่มชาวจีนคนนี้มันก็คือสัตว์ประหลาดของแท้เลยล่ะ!
หวังเฟิง
พรสวรรค์ด้านกายภาพ: ส่วนสูง 2.01 เมตร, น้ำหนัก 105 กิโลกรัม, ช่วงแขนยาว 2.11 เมตร
ถ้าดูจากข้อมูลด้านกายภาพ หวังเฟิงก็ดูธรรมดาทั่วไป จัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเท่านั้น
แต่พอเปลี่ยนมาเป็นข้อมูลด้านสมรรถภาพร่างกาย มันกลับกลายเป็นคนละเรื่องเลย
วิ่ง 100 เมตรใช้เวลา 10.4 วินาที! วิ่งสปรินต์ 3/4 สนามใช้เวลา 2.9 วินาที! พลังกระโดดอยู่กับที่ 95 เซนติเมตร! พลังกระโดดพร้อมวิ่ง 115 เซนติเมตร!
ข้อมูลเหล่านี้ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งกิมกี่
นี่มันจะเวอร์เกินไปแล้วมั้ง?
สมรรถภาพร่างกายของหวังเฟิง อยู่ในระดับท็อปที่สุดของลีกเลยทีเดียว เผลอๆ จะเรียกได้ว่าไร้คู่แข่งเลยด้วยซ้ำ!
เพราะถ้าพูดถึงแค่ความเร็วกับพลังกระโดด ในลีกก็ยังมีคนที่ทำได้ระดับเดียวกับหวังเฟิงอยู่ อย่างเช่น จอร์แดน หรือ แกรนต์ ฮิลล์ ดราฟต์อันดับสามของปีนี้ ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับหวังเฟิง
แต่ประเด็นคือ ในการทดสอบของหวังเฟิง มันมีการทดสอบด้านพละกำลังรวมอยู่ด้วยนี่สิ
กับบาร์เบลน้ำหนัก 185 ปอนด์ (84 กิโลกรัม) หวังเฟิงสามารถยกแบบเบนช์เพรสได้ถึง 15 ครั้ง! และน้ำหนักสูงสุดที่เขายกได้ก็ปาเข้าไปถึง 150 กิโลกรัม! สถิตินี้มันเป็นระดับผู้เล่นวงในแล้ว!
มีพละกำลังแข็งแกร่งขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเร็ว พลังกระโดด และพลังระเบิดระดับท็อปการ์ดเอาไว้ได้ นี่คือคนแรกที่ฟานกันดีเคยพบเคยเห็นเลยล่ะ
"นี่มัน..."
ฟานกันดีอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่
ทว่า เมื่อเขาพลิกดูหนัดถัดไป ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็ปรากฏแก่สายตา
ถ้ามองให้กว้างกว่าวงการ NBA คนที่มีสมรรถภาพร่างกายเหนือกว่าหวังเฟิงก็มีอยู่ถมไป แต่สำหรับกีฬาบาสเกตบอล ไม่ใช่ว่ายิ่งร่างกายแข็งแกร่งก็จะยิ่งเล่นเก่งเสมอไปซะหน่อย
สภาพร่างกายเป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้นของกีฬาบาสเกตบอลเท่านั้น สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของผู้เล่นได้จริงๆ ก็คือ ทักษะการเล่นบาสเกตบอลต่างหาก
เหมือนอย่าง 'ฉลามยักษ์' โอนีล ที่ใครๆ ก็รู้ว่าเขามีพละกำลังมหาศาลจนไม่มีใครในลีกต้านทานได้ แต่ถ้าคุณจะไปหาคนที่ทรงพลังกว่าโอนีลมาเล่นใน NBA มันก็คงไปไม่รอดหรอก
โอนีลไม่ได้อาศัยแค่พละกำลังในการเอาตัวรอดในสนามบาส สเต็ปเท้าวงในของเขาพลิ้วไหวมาก ทักษะฮุกชู้ตก็ถือว่าอยู่ในระดับท็อปของผู้เล่นวงในลีก หรือแม้แต่ตอนอยู่นอกสนาม โอนีลก็ยังสามารถโชว์สเต็ปครอสโอเวอร์ได้อย่างสวยงาม
และที่แนบมาด้านหลังรายงานผลทดสอบร่างกายของหวังเฟิง ก็คือรายงานผลทดสอบทักษะบาสเกตบอลนั่นเอง
ผู้ช่วยพยายามใช้คำสั้นๆ กระชับ และตรงไปตรงมาที่สุดในการเขียนประเมินแล้ว แต่พอฟานกันดีอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ในรายงาน เขาก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ไอ้หมอนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดจากขุมนรกไหนกันวะเนี่ย
(จบแล้ว)