- หน้าแรก
- เมื่อระบบมีอายุเพียงหนึ่งวัน ผมจึงต้องเช็คอินทุกวินาทีเพื่อเริ่มต้นชีวิตมหาเศรษฐี
- บทที่ 14 ไม่แกตาย ฉันก็กระสุนหมด
บทที่ 14 ไม่แกตาย ฉันก็กระสุนหมด
บทที่ 14 ไม่แกตาย ฉันก็กระสุนหมด
บทที่ 14 ไม่แกตาย ฉันก็กระสุนหมด
เวลาที่คุณยิงทีละนัด คนอื่นเขากราดยิงกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว กว่าปืนพกกระบอกเล็กๆ ของคุณจะยิงออกไปได้ไม่กี่นัด พวกเขาก็เปลี่ยนแม็กกาซีนกันไปหลายรอบแล้ว
800 นัดต่อนาที คิดว่าพวกเขามาเล่นขายของกันหรือไง?
แล้วตอนนี้ซูหลินเทียนกำลังทำอะไรอยู่งั้นหรือ?
เริ่มแรกเขาลองยิงสุ่มๆ ไป 2-3 นัดเพื่อจับจังหวะ จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อค้นหาเหยื่อ
ทันใดนั้น ร่างสีขาวก็ปรากฏขึ้นในสายตา
"เฮ้ แกะน้อยของผู้ใจบุญคนไหนหลุดมาเนี่ย? ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ห้ามเลี้ยงสัตว์?"
พูดจบ เขาก็กราดยิงด้วยปืนกลมือ MP5 มองดูปลอกกระสุนกระเด็นออกไป ดีมาก ไม่เสียเปล่าเลยสักนัด
หญ้าแถบนั้นราบเป็นหน้ากลอง
ทว่าแกะน้อยกลับไม่เสียขนเลยสักเส้นและยังคงก้มหน้าก้มตากินหญ้าต่อไป ดูเหมือนเป็นการหยามเกียรติกันนิดหน่อย
"โอ้ ไม่หนีด้วยแฮะ ช่างไม่ไว้หน้ากันเลย"
เขาสาดกระสุนจนหมดแม็กกาซีนในรวดเดียว
แต่มันก็ไร้ประโยชน์ ราวกับว่ากระสุนพวกนั้นมีชีวิตจิตใจ มันหลบหลีกเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เรื่องนี้ทำให้ซูหลินเทียนโมโหจัด ความโกรธปะทุขึ้นในใจ เขาโยน MP5 ให้พ่อบ้านหลง แล้วคว้าเครื่องยิงจรวดมาจากบอดี้การ์ด
เขาประทับบ่า เล็งเป้า และพึมพำกับตัวเอง "ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วันนี้ไม่แกตาย ฉันก็กระสุนหมดนี่แหละ"
ฟิ้ว~
แบ๊ะ~
สิ้นเสียงร้อง แกะน้อยก็ถูกระเบิดลอยละลิ่วขึ้นไปบนฟ้า
ชายชราคนหนึ่งที่ได้ยินเสียงปืนจากแดนไกลและตั้งใจจะมาต้อนแกะน้อยของเขา กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เนินดิน เมื่อเห็นแกะของตัวเองลอยอยู่กลางอากาศ เขาก็รู้สึกขมขื่นในลำคอ
เขาไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกไป เพราะกลัวว่าลูกระเบิดจะลอยมาตกตรงนี้
การต่อสู้มาเร็วเคลมเร็ว 5 นาทีต่อมา
ซูหลินเทียนก้าวขึ้นรถโรลส์รอยซ์และเดินทางออกจากจุดเกิดเหตุอีกครั้ง
เขาขับรถอ้อมกลับไปยังคฤหาสน์
"พ่อบ้านหลง ให้เสี่ยวเป่ยจัดการเรื่องกล้องวงจรปิดตามเส้นทางด้วย"
แฮกเกอร์ที่ได้รับเป็นรางวัลจากระบบนั้นมีฝีมือยอดเยี่ยมระดับที่สามารถเจาะเข้าไปเดินเล่นในเพนตากอนได้อย่างสบายๆ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ ซูหลินเทียนก็ปล่อยตัวทนายความ 2 คนออกมาทันที
เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่นานเอฟบีไอจะต้องตามกลิ่นมาแน่
และก็เป็นไปตามคาด เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น รถตำรวจ 2 คันก็มาจอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์
พวกเขาถูกพ่อบ้านหลงขวางไว้ด้านนอก
และนั่นก็ทำให้ซูหลินเทียนถูกปลุกให้ตื่นจนได้
"บ้าเอ๊ย จะไม่ให้คนหลับคนนอนกันเลยหรือไง?"
เขาลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งทนายความ 2 คนกำลังปะทะคารมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซูหลินเทียนยืนดูพลางถือแก้วนมร้อนในมือ ยังไงซะอีกฝ่ายก็ไม่มีหลักฐาน แถมเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป พวกตำรวจจึงไม่กล้าใช้กำลัง
สงสัยจะเถียงจนเหนื่อย ผ่านไปไม่ถึง 20 นาที อีกฝ่ายก็ขับรถกลับไป
ต้องยอมรับเลยว่าทนายพวกนี้มีฝีมือจริงๆ แค่ไม่รู้ว่าระหว่างพวกเขากับทีมทนายไร้พ่ายแห่งหนานซาน ฝ่ายไหนจะแข็งแกร่งกว่ากัน
"เป็นยังไงบ้าง?"
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นพ่อบ้านหลงเดินกลับเข้ามา
"ไม่มีอะไรครับนายน้อย อีกฝ่ายแค่สงสัย แต่พวกเขาไม่มีหลักฐาน"
"ก็ดี ให้คนไปสืบดูหน่อยว่าไอ้พวกที่ตามเรามามันรวมหัวกันเอง หรือมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง"
ถึงแม้จะไม่ได้สูญเสียอะไร แต่มันก็น่ารำคาญไม่น้อยที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นวันเว้นวัน
ในช่วงหลายวันต่อมา ซูหลินเทียนไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย และเอฟบีไอก็ไม่ได้มาเคาะประตูบ้านอีกเช่นกัน
เวลาล่วงเลยมาจนถึง 16.00 น. ของวันศุกร์ ซูหลินเทียนก็เดินทางมาถึงเมืองโม่ตูด้วยเครื่องบิน
ในขณะเดียวกัน!
ณ หอพักของซูหลิงเซวียนในมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น
จากที่ควรจะเป็นห้องพักสำหรับ 4 คน ตอนนี้กลับกลายเป็นห้องพักสำหรับ 2 คนไปแล้ว
สาวๆ 3 คนก่อนหน้านี้ย้ายออกไปกันหมดแล้ว อาจจะเพราะความกลัวหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ไม่อาจทราบได้
เฉินจื่อหรูจึงย้ายเข้ามาแทน
"จื่อหรู พรุ่งนี้เธออยากได้ตั๋วเครื่องบินไปเมืองโม่ตูกี่โมง? เราจะไปกันเช้าหรือสายดี?"
"ฉันซื้อตั๋วเผื่อเธอไว้แล้ว เที่ยว 8 โมงเช้าพรุ่งนี้"
"เอ๊ะ เช้าขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ไปเช้าก็ดีออกไม่ใช่เหรอ? จะได้มีเวลาเที่ยวในเมืองโม่ตูนานขึ้นไง"
"นั่นก็จริง ถ้างั้นฉันจะได้ไปหาพี่ชายด้วย อืม ตกลงตามนี้แหละ"
ตัดภาพมาที่บ้านของจางฮ่าว มือซ้ายของเขาถูกเข้าเฝือกไว้และใบหน้าก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
"พ่อ พ่อต้องช่วยผมแก้แค้นนะ พวกมันกร่างเกินไปแล้ว ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็โดนซ้อมซะขนาดนี้"
ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของจางฟู่กุ้ยล่ะก็ เขาคงตบหน้ามันไปนานแล้ว ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว ยังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่ได้ทำอะไรอีก
คนเป็นพ่ออย่างเขาทำไมจะไม่รู้สันดานลูกชายตัวเอง?
"หึ ไม่ได้ทำอะไรเลยงั้นสิ? ไอ้ไม่ได้เรื่องเอ๊ย"
"ผมไม่สน พ่อต้องช่วยผมแก้แค้น ซูหลิงเซวียน... นังตัวดีนั่น ผมต้องเอาตัวมันมาให้ได้"
คำพูดนี้จุดไฟโทสะของจางฟู่กุ้ยให้ลุกโชนขึ้นมาทันที เขาถลึงตาใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยวและตวาดลั่น "ผู้หญิง ผู้หญิง! วันๆ เอาแต่คิดเรื่องผู้หญิง ในสมองแกมีอะไรนอกจากผู้หญิงบ้างฮะ!
แก้แค้นงั้นเหรอ? แกรู้ไหมว่าอีกฝ่ายเป็นใคร? ฉันให้คนไปสืบประวัติเพื่อนร่วมชั้นของแกมาอย่างละเอียดแล้ว แต่ไม่เจอข้อมูลอะไรเลย ต่อไปนี้แกหัดทำตัวดีๆ ซะ ถ้าขืนกล้าไปก่อเรื่องข้างนอกอีก ฉันจะหักขาแกทิ้ง!"
ทำไมเขาจะไม่อยากแก้แค้น? แต่หลังจากอารมณ์เย็นลงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เขารู้ซึ้งดีว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เขาสืบเรื่องของซูหลิงเซวียนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็คว้าน้ำเหลว
คงไม่ใช่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่เปย์หนักในไลฟ์สตรีมของเธอหรอกนะ?
มุกตลกนี้ไม่ขำเลยสักนิด
จางฮ่าวยังคงทำหน้าไม่ยอมรับ หึ ถ้าพ่อไม่ช่วยแก้แค้นให้ ผมจัดการเองก็ได้
ซูหลิงเซวียน รอฉันก่อนเถอะ อย่าให้ตกมาอยู่ในมือฉันนะ ไม่งั้นฉันจะหาคนมาสัก 10 คน...
เมื่อซูหลินเทียนเดินทางมาถึงคฤหาสน์ จิตใจของเขาก็ผ่อนคลายลง ที่นี่ปลอดภัยแล้ว
"นายน้อยคะ จะให้วางของตกแต่งพวกนี้ไว้ที่ไหนดีคะ?"
ซูอวี่เมิ่งและสาวใช้หลายคนกำลังช่วยกันขนย้ายของที่ซื้อมาจากต่างประเทศเข้ามาด้านใน
ซูหลินเทียนนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น กวาดสายตามองไปรอบๆ และในที่สุดก็หยุดสายตาอยู่ที่ชั้นวางของประดับฝังลายซึ่งอยู่ด้านหลังโต๊ะน้ำชาไม้หนานมู่สีทอง
เขาชี้ไปที่ชั้นวางด้านหลังโต๊ะน้ำชาแล้วพูดว่า "เอาไปวางไว้ตรงนั้นเลย"
หัวสัตว์ประหลาด 2 หัว, ถ้วยไก่โต้วไฉ่สมัยเฉิงฮั่วแห่งราชวงศ์หมิง 2 ใบ, มังกรติดปีกสำริด, เสือมีปีกสำริดฝังทองและเงินจากยุคชุนชิว, ชามโยเฮ็นเทนโมกุ และของชิ้นอื่นๆ อีก 4 ชิ้น
มังกรติดปีกสำริดเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อน ของชิ้นนี้ถึงกับถูกนำไปประมูล และเป็นชิ้นที่แพงที่สุดในบรรดาของทั้งหมดนี้