- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 100 - วิกฤตจ่อคอหอย
บทที่ 100 - วิกฤตจ่อคอหอย
บทที่ 100 - วิกฤตจ่อคอหอย
บทที่ 100 - วิกฤตจ่อคอหอย
ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่พวกเขาไม่คิดว่ามันจะพุ่งเร็วขนาดนี้
หลังจากรัฐอื่นๆ เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรห้ามจำหน่ายสุรา ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่แตกต่างกันไป แต่ในตอนนั้นมันเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะผู้คนยังไม่แน่ใจว่ากลุ่มพันธมิตรนี้จะขยายวงกว้างไปถึงกี่รัฐ และมาตรฐานการบังคับใช้นั้นจะเคร่งครัดเพียงใด
แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนว่ามันกำลังจะกลายเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งคุณก็รู้ดีว่า เมื่อมันกลายเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว นั่นหมายความว่าทุกรัฐย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้
ผู้คนมากมายต่างพากันกระซิบกระซาบว่า ทันทีที่สหพันธรัฐประกาศใช้กฎหมายห้ามจำหน่ายสุราอย่างเต็มรูปแบบ ราคาเหล้าทั่วทั้งสหพันธรัฐจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกครั้งแน่นอน
ท่านประธานาธิบดียังได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ในงานปาร์ตี้ส่วนตัวเมื่อวันก่อนว่า เขาได้หารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาเกี่ยวกับการผลักดันกฎหมายห้ามจำหน่ายสุราอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
แม้เขาจะไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะลงนามประกาศใช้อย่างเต็มรูปแบบ หรือบอกว่ายังต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ดูจากสีหน้า ท่าทาง และความเร็วในการพูดขณะเอ่ยถึงเรื่องนี้ ผู้คนต่างก็สันนิษฐานกันว่าความจริงเขาอาจจะลงนามไปเรียบร้อยแล้ว
สาเหตุที่ยังไม่ประกาศออกมา ก็เพื่อรอผลการเลือกตั้งกลางเทอมเท่านั้น นี่คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นหลังจากมีการทำข้อตกลงอื่นไปก่อนหน้านี้แล้ว
ผลการเลือกตั้งในปีนี้จะประกาศออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ควรจะเป็น "กิจกรรมทางสังคม" ที่คึกคักอย่างยิ่ง แต่ความร้อนแรงของการเลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้กลับดูซบเซาอย่างเห็นได้ชัด
มีกลุ่มมวลชนบางกลุ่มออกมาตะโกนโหวกเหวกว่าเป็น "แผนสมคบคิด" แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดระลอกคลื่นใดๆ ใหญ่โตนัก
ตลอดสี่ปีที่ท่านประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่ง เขาไม่ได้ทำให้สหพันธรัฐดีขึ้นเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ทำได้เรื่องหนึ่ง คือการไม่ทำให้สหพันธรัฐแย่ลงไปกว่าเดิม
ขอเพียงทำได้แค่นี้ การจะได้ดำรงตำแหน่งต่อไปก็มักจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เว้นแต่เขาจะเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งจนเกินไป
ทว่าคู่แข่งของเขา หลังจากผ่านการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองมาหลายระลอก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาได้ครองตำแหน่งต่อผ่านสภาวะสงคราม คู่แข่งเหล่านั้นก็ได้ถอนตัวจากการหาเสียงไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมแล้ว
แน่นอนว่าเจ้าตัวคงไม่พูดเช่นนั้นหรอก เขาอ้างว่าถูกดึงความสนใจไปกับเรื่องอื่น ดังนั้นในช่วงเวลาสองเดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงตอนนี้ กระแสการเลือกตั้งนอกจากจะไม่แรงขึ้นแล้วกลับยิ่งแผ่วลงไปอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาที่จะมีการห้ามจำหน่ายสุราอย่างเต็มรูปแบบจึงเหลืออีกไม่นานแล้ว
โรงเหล้าในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรห้ามจำหน่ายสุราบางแห่งเริ่มผลิตเหล้าที่มีดีกรีสูงอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาต้องการทำกำไรจากช่วงเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้
บันทึกการเบิกจ่ายเหล้าล็อตใหญ่ในสังคมแทบจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่โรงเหล้าหลายแห่งเองก็เริ่มกักตุนสินค้าเอาไว้ เพื่อรอคอยให้ "ช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่ง" มาถึง
ในสภาวะเช่นนี้ คุณโจบาคกลับรู้สึกเหมือนถูกทรมาน
สาเหตุของการถูกทรมานก็คือเหล้าหลายแสนดอลลาร์ในโกดัง ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสองพันกว่าขวดเท่านั้น แถมส่วนใหญ่ยังเป็นเหล้าจินที่ไม่ค่อยมีระดับเท่าไหร่ด้วย
ทันทีที่อาเธอร์ต้องการให้เขาคืนเหล้าที่นำมาจำนองไว้ เขาจะตกที่นั่งลำบากทันที
เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แต่เรื่องเดือดร้อนมักจะวิ่งเข้าหาเขาเสมอ
"คุณวิลเลียมส์คนน้องต้องการพบคุณครับ คุณโจบาค" ผู้ช่วยเคาะประตูแล้วยืนรายงานอยู่ที่หน้าประตู
ฝ่ายหลังที่กำลังจัดการเอกสารในมืออยู่พลันชะงักไป "คุณวิลเลียมส์คนน้องเหรอ?"
ผู้ช่วยช่วยย้ำเตือนว่า "เจมส์ครับ"
มีคนที่ไม่ชอบให้เรียกแบบนี้ เพราะในสายตาชาวสหพันธรัฐ คำเรียกแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นคำเรียกที่แฝงไปด้วยการเหยียดหยาม
มันไม่ได้สื่อว่า "นี่คือใคร" แต่มันสื่อว่า "นี่คือลูกชายของใคร" ซึ่งสำหรับชาวสหพันธรัฐที่ให้ความสำคัญกับบุคลิกเฉพาะตัว ความเป็นอิสระ และเสรีภาพทางจิตวิญญาณแล้ว เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้
แม้ว่าชื่อหลักในคำเรียกนั้นจะเป็นพ่อที่พวกเขาอาจจะเคารพรักก็ตาม
ในเมืองจินกั่ง คนที่ผู้คนรู้จักมักจี่มีเพียงคนเดียว คือสมาชิกรัฐสภาวิลเลียมส์ ดังนั้นคนที่มีความเคลื่อนไหวในเมืองจินกั่งภายใต้คำเรียก "วิลเลียมส์คนน้อง" จึงมีเพียง เจมส์ วิลเลียมส์ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเจมส์เองไม่ได้ใส่ใจกับคำเรียกนี้นัก เพราะคำเรียกเช่นนี้คือสิ่งที่หลายคนโหยหาแต่ไม่มีวาสนาจะได้ครอบครอง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติพอให้คนอื่นเรียกแบบนี้ได้ มันเหมือนกับการถูกเรียกว่า "ใครสักคนรุ่นที่สอง"
หากพ่อของคุณเป็นจักรพรรดิหรือขุนนางชั้นสูง พวกเขาถึงจะเรียกคุณแบบนั้น
แต่ถ้าพ่อของคุณเป็นแค่คนงานในสายพานการผลิตของโรงงาน ต่อให้พวกเขาจะเรียกคุณแบบนั้น อย่างมากที่สุดก็คงเป็น "ไอ้ลูกกระจ๊อก" หรือ "ไอ้ลูกหมา" เท่านั้นเอง
คุณโจบาคสูดหายใจเข้าลึกๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ให้เขาเข้ามา"
แม้เจมส์และอาเธอร์จะเป็นพี่น้องกัน แต่ชื่อเสียงของทั้งคู่กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เจมส์ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของสมาชิกรัฐสภาวิลเลียมส์ ประวัติของเขาโดดเด่นอย่างยิ่ง หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของสมาชิกรัฐสภาวิลเลียมส์มาโดยตลอด
โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายครั้งที่สมาชิกรัฐสภาวิลเลียมส์ถอยไปอยู่เบื้องหลัง และปล่อยให้เจมส์เป็นคนออกหน้าจัดการเรื่องต่างๆ แทน เขาจึงได้รับคำชมที่ดีมากในสายตาของสังคมชั้นสูงเมืองจินกั่ง
เขาถ่อมตัว สุภาพ และมีมารยาท แตกต่างจากไอ้น้องชายสารเลวของเขาอย่างสิ้นเชิง
สองนาทีต่อมา เจมส์ในชุดแต่งกายที่ดูภูมิฐานก็เดินเข้ามาในห้อง "คุณโจบาคครับ ขอบคุณที่สละเวลามาพบผมนะครับ"
เขาส่งหมวกและเสื้อคลุมให้ผู้ช่วยของคุณโจบาค ซึ่งฝ่ายหลังก็นำไปแขวนไว้ที่ราวข้างประตูอย่างรู้งาน
คุณโจบาคเอ่ยยิ้มๆ "รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?"
"ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ" เจมส์นั่งลงบนโซฟา คุณโจบาคจึงนั่งลงตามมา
"ความจริงที่ผมมาในครั้งนี้ ผมต้องการจะแจ้งให้คุณทราบว่า อาเธอร์ได้มอบอำนาจให้ผมเป็นคนจัดการเรื่องเหล้าที่เขานำมาจำนองไว้กับคุณทั้งหมดครับ"
"ผมได้อ่านเอกสารที่เขาให้ผมดูแล้ว ในนั้นระบุว่ามีวิสกี้นาโปตราทองประมาณสี่หมื่นสองพันขวด และเหล้าจินอีกสามพันห้าร้อยขวดครับ"
มูลค่าของเหล้าจินไม่ได้สูงเท่ากับวิสกี้นาโปตราทอง แต่ในตอนนี้มันกลับขายออกได้ง่ายกว่า เพราะราคายังค่อนข้างต่ำ
คุณโจบาคฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารับเอกสารการจำนองมาอ่านผ่านๆ แม้เอกสารเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เขาทำขึ้นมาเองกับมือก็ตาม
"ไม่มีปัญหาครับ ถ้าอย่างนั้นพวกคุณเตรียมเงินมาพร้อมแล้วใช่ไหมครับ?"
เขาส่งเอกสารคืนไป เจมส์ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ของเขา "คุณก็รู้ เงินจำนวนนี้มันมหาศาลมาก ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาเตรียมการสักพักครับ"
"อย่างช้าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ เงินจะถูกโอนเข้าธนาคารของคุณหรือบัญชีที่คุณระบุไว้แน่นอนครับ"
"แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นผมอยากจะไปดูเหล้าพวกนั้นที่โกดังหน่อยครับ"
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจน้องชายของตัวเองหรอกนะ เพียงแต่อาเธอร์น่ะหลายครั้งก็ทำตัวเฮงซวยเหมือนอึเหลวๆ กองหนึ่ง เขาจะไปเชื่อเพียงเพราะอาเธอร์บอกว่า "มี" ไม่ได้ เขาต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่า "มีจริง"
คุณโจบาคพยักหน้า "ได้แน่นอนครับ เป็นคำขอที่สมเหตุสมผล" เขาเหลือบมองผู้ช่วย "ไปเตรียมรถ"
ผู้ช่วยวิ่งออกไปจัดการทันที ส่วนคุณโจบาคก็ถือโอกาสชวนเจมส์คุยเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองจินกั่งช่วงนี้
รถคันนี้เตรียมการได้ยากลำบากเหลือเกิน ใช้เวลาสิบกว่านาทีถึงจะพร้อม คุณโจบาคถึงกับแสดงอาการโมโหออกมาทันที เจมส์ยังต้องเป็นฝ่ายปลอบใจเขาเสียเอง และบอกว่าตนเองไม่มีธุระอื่น การได้นั่งคุยกับนักธนาคารที่ประสบความสำเร็จอย่างคุณโจบาคถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเขามาก
เขาพูดจาได้ไพเราะน่าฟัง ผิดกับอาเธอร์อย่างสุดโต่ง แต่คุณโจบาคกลับไม่กล้าดูถูกเขาเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนี้เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับชาวสหพันธรัฐชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก คนพวกนี้ยิ่งดูสุภาพ มีมารยาทเท่าไหร่
เวลาลงมือแทงข้างหลัง ก็ยิ่งแทงกะเอาให้ตายมากเท่านั้น
ระหว่างทางรถยังโชคร้ายเกิดเสียกลางคันอีก คุณโจบาคจึงต้องเรียกใช้รถคันใหม่ เรื่องง่ายๆ ที่ควรจะใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีในการเดินทางไปถึงโกดัง กลับต้องวุ่นวายจนเสียเวลาไปร่วมชั่วโมง
แต่โชคยังดีที่ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโกดังจนได้
หมายเลขโกดังตรงกับที่อาเธอร์บอกไว้ คุณโจบาคผลักประตูบานใหญ่ออก เผยให้เห็นขวดเหล้าที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
เหล้าหลายหมื่นขวดที่กองรวมกันนั้นสร้างความตื่นตาตื่นใจได้อย่างแท้จริง และในเวลานี้ พวกมันไม่ใช่แค่เหล้าอีกต่อไป แต่มันคือทรัพยากร และมันคือเงินสด!
แม้แต่เจมส์เองก็ยังรู้สึกลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
เขาเดินตรงไปยังกองขวดเหล้าเหล่านั้น ดูเหมือนจะเป็นการขออนุญาตแต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการแจ้งให้คุณโจบาคทราบ "ผมขอแกะดูหน่อยได้ไหมครับ?"
คุณโจบาคพยักหน้า เจมส์จึงสุ่มหยิบขวดหนึ่งขึ้นมา ชั่งน้ำหนักในมือ แล้วแกะออก วิสกี้นาโปตราทองมีลักษณะเฉพาะตัวที่สังเกตได้ง่ายมาก
ขวดเหล้าของมันถูกผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่คอขวดจะมีรอยนูนลักษณะคล้ายกับเหรียญตรา
รอยนูนนี้จะมีสีสันแตกต่างกันไปตาม "ตรา" แต่ละชนิด
ตั้งแต่ตราบรอนซ์ที่เป็นสีน้ำตาลทองแดง ตราเงินที่เป็นสีขาวเงิน และตราทองที่เป็นสีทองอร่าม ซึ่งสามารถแยกออกได้ในทันที
เขาหยิบขวดออกมาขวดหนึ่ง เขย่าดูเบาๆ และถึงขนาดเปิดฝาออกเพื่อดมกลิ่นหอมข้างใน
มันคือวิสกี้นาโปตราทองจริงๆ ไม่ใช่เหล้าเกรดต่ำยี่ห้ออื่นมาสวมรอย ใบหน้าของเขาจึงเริ่มมีรอยยิ้มมากขึ้น
"ทั้งหมดอยู่ที่นี่ใช่ไหมครับ?"
คุณโจบาคพยักหน้ายืนยัน อารมณ์ของเจมส์พลันดีขึ้นทันที ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเหล้าล็อตนี้กำลังจะมีราคาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
จะพูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้เขาขายเหล้าเหล่านี้ให้คนอื่นในราคาตลาดปัจจุบัน คนเหล่านั้นก็ยังต้องติดค้างบุญคุณเขาอยู่ดี
เพราะเขาได้มอบโอกาสในการทำเงินให้แก่พวกเขานั่นเอง!
"ผมขอติดมือกลับไปสักขวดคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?" เขาถามพลางชูขวดเหล้าที่เพิ่งเปิดในมือ
"แน่นอนครับ ผมเลี้ยงเอง!" คุณโจบาคเอ่ยยิ้มๆ
"ขอบคุณในความใจกว้างนะครับ แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจครับ" เขาหันไปถามผู้ช่วยที่มาด้วย "ตอนนี้ตราทองราคาขวดละเท่าไหร่?"
"สิบเอ็ดดอลลาร์ห้าสิบห้าเซนต์ครับ"
เขาหยิบธนบัตรใบละสิบดอลลาร์ เหรียญยี่สิบห้าเซนต์สองเหรียญ และเหรียญห้าเซนต์อีกหนึ่งเหรียญ วางลงบนฝ่ามือของคุณโจบาค จากนั้นก็โบกขวดเหล้าในมือ "ยื่นหมูยื่นแมวครับ!"
รอยยิ้มของคุณโจบาคดูแข็งค้างไปเล็กน้อย แต่ก็รีบกลับมาเป็นธรรมชาติอย่างรวดเร็ว
ชาวสหพันธรัฐก็เป็นแบบนี้กันหมด ต่อหน้าแสดงออกว่าเข้ากันได้ดีเยี่ยม แต่ลึกๆ ในกระดูกกลับคอยระแวดระวังเขาอยู่เสมอ
ชาวสหพันธรัฐที่ขูดรีดเขาเป็นแบบนี้ อาเธอร์เป็นแบบนี้ นายกเทศมนตรีเป็นแบบนี้ และแม้แต่เจมส์ก็ยังเป็นแบบนี้ด้วย
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าในใจคือ เขายังต้องคอยป้อยออีกฝ่ายว่าเป็น "ผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งและงดงาม" อีกด้วย!
"ไม่เกินวันจันทร์หน้าผมจะมาไถ่ถอนเหล้าพวกนี้คืนครับ ดังนั้นช่วงสองสามวันนี้รบกวนคุณและคนงานช่วยดูแลให้ดีด้วยนะครับ เมื่อถึงเวลาผมหวังว่าจะสามารถขนออกไปได้ทันทีเลย"
คุณโจบาคต้องฝืนสะกดกลั้นความไม่สบายใจในใจเอาไว้แล้วตอบตกลง "ไม่มีปัญหาครับ"
หลังจากเจมส์จากไป เขาครุ่นคิดไปมาจนในที่สุดก็ตัดสินใจโทรศัพท์หานายกเทศมนตรี
เขาอัดฉีดเงินให้นายกเทศมนตรีไปตั้งมากมายขนาดนั้น ไม่ใช่เพื่อให้ใครสักคนมาเป็นร่มเงาคอยบังแดดบังฝนให้เขาหรอกเหรอ?
แต่เห็นได้ชัดว่า เขาประเมินความไร้ยางอายของชาวสหพันธรัฐ โดยเฉพาะพวกนักการเมืองชาวสหพันธรัฐต่ำเกินไปเสียแล้ว
(จบแล้ว)