เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 928 งานเลี้ยงระดับหรู สิ่งที่กินก็คือบรรยากาศและหน้าตา

บทที่ 928 งานเลี้ยงระดับหรู สิ่งที่กินก็คือบรรยากาศและหน้าตา

บทที่ 928 งานเลี้ยงระดับหรู สิ่งที่กินก็คือบรรยากาศและหน้าตา


เช็ดมือเสร็จ พอเก็บผ้าขนหนูไปปุ๊บ ชาร้อนก็ถูกยกมาต่อทันที คนละหนึ่งถ้วย ไม่ใช่การชงรวมในกาน้ำชาใบใหญ่แบบที่ให้บริการในห้องโถง

“นี่คือชาเซี่ยมู่เซียงจู* เป็นสินค้าชั้นเลิศที่โรงงานชาเฉิงตูเพิ่งผลิตออกมา ดีกว่าชาดอกไม้เกรดพิเศษตั้งเยอะเลยครับ กลิ่นหอมเข้มข้นมาก” หวงเฮ่อแนะนำให้ทุกคนฟัง

*(เซี่ยมู่ 蟹目 แปลตรงตัวว่า ตาปู)

“ตาของปูเหรอคะ?” โจวโม่โม่ชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ ถ้วยชาอย่างจริงจัง “อยู่ตรงไหนอ่า?”

“หนูดูสิ ใบชาพวกนี้ถูกนวดจนเป็นเม็ดเล็ก ๆ ดูไปแล้วก็เหมือนกับตาของปูไงล่ะจ๊ะ” หวงเฮ่ออธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น

“อ๋า...” โจวโม่โม่ทำท่าครุ่นคิด “ไม่เห็นจะเหมือนสักนิดเลยนี่นา”

ทุกคนพากันหัวเราะ

หวงเฮ่อก็หัวเราะด้วย “อาก็รู้สึกว่าชื่อนี้มันออกจะไร้สาระไปหน่อยเหมือนกัน”

“พอนั่งปุ๊บ ก็มีทั้งผ้าขนหนูร้อน ทั้งชาชั้นดี การจัดงานเลี้ยงระดับหรูหรานี่ไม่ง่ายเลยนะ ต้องใช้พนักงานบริการเยอะมากถึงจะรับมือไหว” จ้าวเถี่ยอิงกระซิบกับโจวเยี่ยน

“งานเลี้ยงระดับหรู สิ่งที่กินก็คือบรรยากาศและหน้าตานี่แหละครับ ทำให้แม่รู้สึกเหมือนกำลังได้รับสิทธิพิเศษ แล้วก็ยอมควักเงินออกจากกระเป๋าด้วยความเต็มใจไงครับ” โจวเยี่ยนอธิบายให้แม่ฟัง

“งั้นตอนที่ร้านอาหารใหม่ของเราเปิดกิจการ ก็ต้องทำแบบนี้ด้วยไหม?” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยถาม

“เรื่องนี้ผมคงต้องขอคิดดูก่อนครับ พวกนี้ถือเป็นบริการเสริมของห้องส่วนตัว ซึ่งก็เท่ากับว่าเก็บเงินรวมไปแล้ว ตอนนี้ก็ถือซะว่าพวกเรามาเรียนรู้ก็แล้วกันครับ วันหลังยังต้องไปดูงานที่ร้านอาหารหรู ๆ แถวเฉิงตูให้มากกว่านี้อีก” โจวเยี่ยนตอบ

มีผ้าขนหนูร้อน ชงชา ส่งพนักงานมาคอยจัดอาหาร แบ่งอาหาร ตักซุป เปลี่ยนจานรองเศษกระดูกในห้องส่วนตัว... พวกนี้ล้วนเป็นบริการพื้นฐานสำหรับห้องส่วนตัวของร้านอาหารระดับหรูหราทั้งสิ้น

ห้องส่วนตัวในร้านอาหารแห่งใหม่ของเขา จะต้องมุ่งไปในทิศทางของงานเลี้ยงระดับหรูหราอย่างแน่นอน คู่แข่งก็คือร้านอาหารเฟยเยี่ยนกับภัตตาคารว่านซิ่วพวกนี้นี่แหละ

ในเมื่ออีกฝ่ายมีบริการแบบนี้ เขาก็ต้องมีตาม

เรื่องต้นทุนไม่ใช่ปัญหาอะไร ก็แค่ขยับราคาการจองโต๊ะให้สูงขึ้นมาอีกหน่อย แถมส่วนต่างที่ปรับขึ้นก็ต้องมากกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาแน่นอน ถือเป็นมูลค่าเพิ่มอย่างหนึ่ง

จ้าวเถี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก

“ผู้จัดการโรงงานหลิน ให้ยกอาหารมาเลยไหมครับ?” เมื่อเห็นทุกคนนั่งกันเรียบร้อยแล้ว หวงเฮ่อก็มองหลินจื้อเฉียงพลางเอ่ยถาม

“คนมากันครบแล้ว ยกมาขึ้นโต๊ะได้เลยครับ” หลินจื้อเฉียงพยักหน้า

“ยกอาหารมาได้” หวงเฮ่อหันไปสั่งพนักงานบริการ

พนักงานบริการรับคำ แล้วก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องไป

ผ่านไปไม่นาน พนักงานก็ยกถาดเดินเข้ามา แล้วเริ่มเอาอาหารขึ้นโต๊ะ

“ผู้จัดการโรงงานหลิน เถ้าแก่โจว งั้นพวกคุณค่อย ๆ ทานกันตามสบายนะครับ ผมไม่รบกวนแล้ว ถ้าต้องการอะไรก็เรียกพนักงานได้ตลอดเลยนะครับ ระหว่างที่ทานอาหาร จะมีพนักงานคอยให้บริการอยู่หน้าประตูตลอดครับ” หวงเฮ่อพูดยิ้ม ๆ

“ครับ ขอบคุณมากนะเถ้าแก่หวง” หลินจื้อเฉียงพยักหน้า

“ได้เลยครับเถ้าแก่หวง ผมจะต้องตั้งใจเรียนรู้ให้ดีเลยครับ จะขอดูหน่อยว่าเมนูงานเลี้ยงรังนกที่หรูหราอันดับหนึ่งของเจียโจวของคุณ มันจะมีหน้าตาเป็นยังไงกันแน่” โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ เช่นกัน

เปลือกตาของหวงเฮ่อกระตุกยิก ๆ แต่ก็ยังต้องฝืนรักษาอารมณ์ยิ้มแย้มเอาไว้

พวกสายตระกูลข่งก็เป็นแบบนี้แหละ พูดไม่กี่คำก็ต้องหาเรื่องพูดจาประชดประชันเหน็บแนมคนอื่นให้ได้

แต่ก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนักหรอก อาหารหลาย ๆ จานของร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา ร้านอาหารเฟยเยี่ยนของพวกเขาก็เคยจัดคนในครัวมาศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งมาแล้วทั้งนั้น

เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนที่พวกเขาปรับปรุงตามวิธีทำของโจวเยี่ยน แม้จะยังห่างชั้นกับที่โจวเยี่ยนทำมาก แต่ถ้าเทียบกับสูตรก่อนหน้าของร้านอาหารเฟยเยี่ยนแล้ว ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นมาก ช่วงนี้มีลูกค้าสั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับคำชมอย่างล้นหลาม

การเปิดร้านอาหารก็เป็นแบบนี้แหละ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

หวงเฮ่อเดินออกจากห้องไป พนักงานก็เริ่มยกอาหารจานเย็นขึ้นโต๊ะ

“สวัสดีค่ะ ขออนุญาตนะคะ”

“ไก่แผ่นไกว้เว่ยค่ะ——”

“กระต่ายเต๋าเปลือกส้ม อกเป็ดพะโล้ห้าเครื่องเทศค่ะ...”

ทุกครั้งที่พนักงานบริการยกอาหารมาขึ้นโต๊ะ ก็จะขานชื่อเมนูด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นน้ำเสียงที่กังวานใสแต่ไม่แสบแก้วหู

อาหารจานเย็นทั้งแปดจาน ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามการหมุนของแป้นหมุน

โต๊ะตัวนี้ใหญ่เป็นพิเศษ นั่งกันสิบสามคนก็ไม่ดูเบียดเสียดเลยสักนิด แถมยังเหลือที่ว่างสำหรับวางอาหารอีกหนึ่งที่ด้วย

สายตาของโจวเยี่ยนกวาดมองอาหารจานเย็นทีละจาน จานที่ใช้เป็นจานกระเบื้องสีขาวขอบทอง การจัดจานดูประณีตงดงามมาก

[ไก่แผ่นไกว้เว่ยรสชาติดีมากหนึ่งจาน]

[กระต่ายเต๋าเปลือกส้มรสชาติดีเยี่ยมหนึ่งจาน]

[อกเป็ดพะโล้ห้าเครื่องเทศรสชาติดีเยี่ยมหนึ่งจาน (เป็ดตัวนี้เกิดมาไม่เสียชาติเกิดจริง ๆ)]

[กระเพาะหมูเส้นคลุกเจี้ยมั่วรสชาติแปลกประหลาดหนึ่งจาน (เจี้ยมั่วเขาไม่นิยมใส่เยอะขนาดนี้นะ)]

[ก้านหอมคลุกน้ำมันรสชาติดีมากหนึ่งจาน]

[ผักโขมคลุกน้ำขิงรสชาติดีมากหนึ่งจาน]

[เม็ดมะม่วงหิมพานต์กลิ่นปลารสชาติดีหนึ่งจาน]

[ผักม้วนรสเผ็ดรสชาติดีมากหนึ่งจาน]

สายตาของโจวเยี่ยนไปหยุดอยู่ที่กระเพาะหมูเส้นคลุกเจี้ยมั่วจานนั้น สีหน้าดูแปลกพิลึก

พอพูดถึงเจี้ยมั่ว (1) คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงอาหารทะเลเป็นอย่างแรก แซลมอนแตะเจี้ยมั่วกินเข้าไปคำเดียว รสชาติพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง ช่างเป็นความรู้สึกที่จี๊ดจ๊าดสะใจสุด ๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในบรรดารสชาติทั้งยี่สิบสี่รูปแบบของอาหารเสฉวน เจี้ยมั่วก็เป็นหนึ่งในนั้น

การนำเจี้ยมั่วมาใช้ในอาหารเสฉวน มีมาก่อนพริกเสียอีก โดยจะเน้นไปที่กลิ่นฉุนเพื่อเรียกน้ำย่อย

เจี้ยมั่วชนิดนี้แตกต่างจากเจี้ยมั่วสีเขียวที่เห็นได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต โดยทั่วไปจะใช้ผงเจี้ยมั่วสีเหลืองมาทำเป็นน้ำมันเจี้ยมั่ว มักจะพบเห็นได้ตามร้านพะโล้เก่าแก่บางแห่ง

ตีนเป็ดคลุกเจี้ยมั่ว กระเพาะหมูเส้นคลุกเจี้ยมั่ว หมูสามชั้นคลุกเจี้ยมั่ว ล้วนเป็นเมนูคลาสสิกของอาหารเสฉวน

ในฐานะที่โจวเยี่ยนเป็นบล็อกเกอร์สายอาหารผู้หูตากว้างไกล จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เคยได้กินกระเพาะหมูเส้นคลุกเจี้ยมั่วที่อร่อยเป็นพิเศษเลยสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะเขารับกับกลิ่นฉุนเตะจมูกของเจี้ยมั่วไม่ได้จริง ๆ ก็เป็นได้

อาหารจานเย็นทั้งแปดจานนี้ ดูจากผลการประเมินแล้ว ระดับฝีมือโดยรวมถือว่าใช้ได้เลย อาหารหลายจานไปถึงระดับรสชาติดีมาก ส่วนกระต่ายเต๋าเปลือกส้มกับอกเป็ดพะโล้ห้าเครื่องเทศยิ่งไปถึงระดับรสชาติดีเยี่ยมเลยทีเดียว

โจวเยี่ยนคาดว่า ถ้าหากมีเนื้อพะโล้ หวงเฮ่อคงจะใช้เนื้อวัวพะโล้กับหูหมูพะโล้มาแทนที่อาหารสองจานนี้ แล้วระดับโดยรวมของอาหารจานเย็นทั้งแปดจานก็จะสูงขึ้นไปอีก

“อาหารจานเย็นแปดจานของงานเลี้ยงรังนกนี่ดูเข้าท่าดีนะ มีทั้งเนื้อสัตว์ทั้งผักผสมผสานกัน รสชาติหลากหลายแบบ ถือว่ามีฝีมืออยู่เหมือนกัน จัดจานได้ประณีตกว่าร้านอาหารเล่อหมิงซะอีก” อาเหว่ยพินิจพิเคราะห์อาหารจานเย็นพวกนี้ สีหน้าเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขามากินข้าวที่ร้านอาหารเฟยเยี่ยนเช่นกัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน นี่คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

เพราะยังไงซะร้านอาหารเฟยเยี่ยนกับร้านอาหารเล่อหมิงก็ไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว ยิ่งอาจารย์ของเขากับหวงเสี่ยวจีก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอีก

ร้านอาหารเล่อหมิงค่อนข้างจะดูแคลนร้านอาหารเฟยเยี่ยนอยู่บ้าง รู้สึกว่าหวงเสี่ยวจีก็แค่พวกนายทุน ไม่มีความรู้เรื่องการทำอาหารเลยสักนิด เอาคนนอกมาสั่งสอนคนในวงการ คงทำอาหารดี ๆ อะไรออกมาไม่ได้หรอก

“ร้านอาหารเก่าแก่นับร้อยปี ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรอกนะ การที่สามารถเปิดกิจการมาได้จนถึงทุกวันนี้ ย่อมแสดงว่าต้องมีเหตุผลของมัน ร้านอาหารเล่อหมิงแม้จะเคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์แล้ว เทียบกับร้านอาหารเฟยเยี่ยนก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่” โจวเยี่ยนหัวเราะ

“มา ๆ ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ ลงมือกินกันเถอะ” หลินจื้อเฉียงหยิบตะเกียบขึ้นมา พูดยิ้ม ๆ เชิญชวน

พนักงานบริการเปิดขวดเหล้าอู่เหลียงเย่ที่หลินจื้อเฉียงพกมาเอง แล้วรินเหล้าให้ทุกคน

เดี๋ยวโจวเยี่ยนต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับ เลยไม่ดื่มเหล้า

เขาปรายตามองอาเหว่ยที่กำลังยกแก้วขึ้นมา แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “ถ้านายเมา ฉันจะทิ้งนายไว้ที่ร้านอาหารเฟยเยี่ยนนี่แหละ”

พนักงานบริการยกเหล้ามาถึงตรงหน้าแล้ว อาเหว่ยก็รีบชักมือกลับทันควัน ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนแต่ไม่เสียมารยาท “พี่สาวครับ ผมขอเติมน้ำเปล่าหน่อยครับ”

“ได้ค่ะ” พนักงานบริการพยักหน้ายิ้ม ๆ หยิบกาน้ำมารินให้อาเหว่ย

ตอนที่เธอรินน้ำ อาเหว่ยมองด้วยสีหน้าระแวดระวังสุดขีด กลัวว่าถ้าพี่สาวคนนี้เกิดไม่พอใจขึ้นมาจะสาดน้ำใส่หน้าเขาเข้าให้

ก็เรื่องพรรค์นี้น่ะ มีบันทึกไว้ในประกาศตำหนิของร้านอาหารเล่อหมิงฉบับหนึ่งด้วยนี่นา

โชคดีที่พนักงานบริการของร้านอาหารเฟยเยี่ยนได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี รินเสร็จแล้วก็ไม่ได้สาดใส่หน้าอาเหว่ยแต่อย่างใด

“ขอบคุณครับ” อาเหว่ยรีบกล่าวขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ไว้ชีวิต

“ด้วยความยินดีค่ะ” พนักงานบริการตอบรับ

“ดูสิ นี่แหละที่เรียกว่ามืออาชีพ” อาเหว่ยหันไปพูดกับโจวเยี่ยน “ถ้าเป็นที่ร้านอาหารเล่อหมิงล่ะก็ หน้าฉันคงได้ดื่มไปก่อนแก้วนึงแล้วล่ะ”

หลินจื้อเฉียงเห็นว่าหลายคนไม่ดื่มเหล้า จึงหันไปถามพนักงานบริการว่า “น้องพนักงาน ที่นี่มีเครื่องดื่มอะไรบ้างล่ะ?”

“มีเทียนฝู่โคล่าค่ะ...” พนักงานบริการชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “เมื่อสองวันก่อน มีโรงงานเครื่องดื่มจากเอ๋อเหมยส่งเครื่องดื่มมาชุดนึง เป็นรสลิ้นจี่...”

“เอ๋อเหมยเสวี่ยเหรอครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถาม

“ใช่ค่ะ เอ๋อเหมยเสวี่ยค่ะ” พนักงานบริการพยักหน้า

“งั้นผมเอาเอ๋อเหมยเสวี่ยขวดนึงครับ” โจวเยี่ยนสั่ง

“ผมก็ขอลองชิมหน่อยครับ เครื่องดื่มรสลิ้นจี่ แถมยังผลิตที่เอ๋อเหมยของพวกเราเองซะด้วย” อาเหว่ยรีบสั่งตามทันที

เมิ่งอันเหอได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ฉันก็ขอขวดนึงจ้ะ เอ๋อเหมยเสวี่ย ชื่อนี้ฟังดูมีความเป็นกวีดีนะ คราวก่อนไปดูหิมะที่ภูเขาเอ๋อเหมย สวยงามไร้ที่ติจริง ๆ ไม่รู้ว่ารสชาติเครื่องดื่มนี้จะเป็นยังไงบ้าง”

เทียนฝู่โคล่าทุกคนต่างก็เคยดื่มกันมาแล้ว แต่เอ๋อเหมยเสวี่ยนี่เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจริง ๆ

“ได้ค่ะ เดี๋ยวจะรีบนำมาให้นะคะ” พนักงานบริการรับคำ เดินออกไปบอกพนักงานที่รออยู่หน้าประตู ไม่นานก็ยกเอ๋อเหมยเสวี่ยเข้ามาหนึ่งลัง

เอ๋อเหมยเสวี่ยเป็นของโปรดในดวงใจของโจวเยี่ยน ฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าว ได้เอ๋อเหมยเสวี่ยแช่เย็นเจี๊ยบสักขวด รสชาติลิ้นจี่ที่แสนสดชื่น เขารู้สึกว่ามันชื่นใจกว่าโคล่าเสียอีก

นี่เป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นของเจียโจว อิทธิพลหลัก ๆ อยู่แค่ภายในเสฉวน นอกเสฉวนพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

ในปี 1985 น่าจะเพิ่งวางจำหน่าย เหมือนกับโคล่านั่นแหละ ที่ใช้ขวดแก้วสีเขียวอ่อนบรรจุ

พนักงานบริการนำที่เปิดขวดมาเปิดฝา ภายในขวดก็มีฟองละเอียดฟู่ขึ้นมาทันที จากนั้นก็รินให้ทุกคน

“อืม มีกลิ่นลิ้นจี่อ่อน ๆ จริงด้วย ดมแล้วสดชื่นดีจัง” เมิ่งอันเหอดมไปฟอดหนึ่ง ดวงตาก็เป็นประกาย

“หนูก็ขอหน่อยนึงค่า” โจวโม่โม่ได้ยินดังนั้น ก็รีบยกแก้วขึ้นมาทันที

“รินให้เธอครึ่งแก้วก็พอนะ” จ้าวเถี่ยอิงบอก พนักงานบริการถึงได้รินให้โจวโม่โม่ไปครึ่งแก้ว

หลินจื้อเฉียงเห็นว่าในแก้วของทุกคนมีเครื่องดื่มกันหมดแล้ว ถึงได้ยกแก้วเหล้าขึ้นมา “มา ผมกับอันเหอขอดื่มให้ทุกคนแก้วนึงนะ ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยย้ายบ้านในวันนี้ แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมฉลองขึ้นบ้านใหม่กับพวกเราด้วย”

“มา ชนแก้ว!”

ทุกคนพากันยกแก้วขึ้น

โจวเยี่ยนดื่มเอ๋อเหมยเสวี่ยไปอึกหนึ่ง รสลิ้นจี่หอมหวาน ซ่าสดชื่นถึงใจ ยังคงเป็นรสชาตินั้นไม่เปลี่ยน

……….……….……….……….

(1) เจี้ยมั่ว (芥末 - Chinese Mustard) ทำมาจาก: เมล็ดมัสตาร์ดสีน้ำตาล (Brown mustard seeds) บดเป็นผง แล้วนำมาผสมน้ำ หรือสกัดเป็นน้ำมัน (น้ำมันเจี้ยมั่ว) รสชาติ: เผ็ด ฉุนจี๊ดขึ้นสมองแบบเดียวกับวาซาบิ (คนจีนในยุคก่อนหลายคนก็เรียกวาซาบิว่า เจี้ยมั่วสีเขียว)

จบบทที่ บทที่ 928 งานเลี้ยงระดับหรู สิ่งที่กินก็คือบรรยากาศและหน้าตา

คัดลอกลิงก์แล้ว