- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 922 มอบนาฬิกาเป็นของขวัญ มอบใจเป็นดั่งคำสัญญา
บทที่ 922 มอบนาฬิกาเป็นของขวัญ มอบใจเป็นดั่งคำสัญญา
บทที่ 922 มอบนาฬิกาเป็นของขวัญ มอบใจเป็นดั่งคำสัญญา
“เหยาเหยา เหยาเหยา ไม่มีคุณแล้วผมจะอยู่ยังไง...”
โจวเยี่ยนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองวิ่งตามรถยนต์ไปเป็นร้อยเมตรได้ยังไง มองดูรถคราวน์ที่วิ่งตะบึงฝุ่นดินเหลืองฟุ้งกระจายจนลับสายตาไป ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าหมองจากการจากลา
เขาจะขาดใจตายอยู่แล้วรู้ไหม?
แฟนสาวที่เมื่อวานยังกอดจูบกันอยู่เลย กำลังจะไปทำงานไกลออกไปตั้งหลายพันกิโลเมตรแล้ว
ต่อให้เป็นคนใจหินแค่ไหนก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดบ้างแหละ
พวกจ้าวเถี่ยอิงยืนมองอยู่ตรงหน้าร้าน อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“มะรืนนี้พออาเหว่ยมาทำงานต้องเสียใจแน่ ๆ ที่พลาดฉากบอกลาแบบนี้ไป” เจิงอันหรงพึมพำเสียงเบา หลายวันมานี้เห็นอาจารย์โจวกับเซี่ยเหยาหวานแหววกันตลอด อาเหว่ยนี่อิจฉาตาร้อนสุด ๆ เลยล่ะ
เมิ่งอันเหอพาเด็กสองคน พร้อมกับเมิ่งฮั่นเหวินและเสิ่นหว่านชิวเดินผ่านมา ก็บังเอิญเห็นฉากนี้เข้าพอดี
“ทำไมพี่เยี่ยนถึงวิ่งตามรถไปด้วยล่ะฮะ?” หลินปิ่งเหวินยังตื่นไม่เต็มตา ขยี้ตาปรือ ๆ เอ่ยถาม
“พี่เหยาเหยาคงจะเอาของของพี่เขาไปมั้ง” หลินจิ่งสิงตอบ
“จริงสิ แล้วพี่เหยาเหยาล่ะ?”
“กลับบ้านไปกับพวกคุณป้าแล้วล่ะ”
“หา?!” หลินปิ่งเหวินชะงักไป หันขวับวิ่งตามฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากรถยนต์ไปได้สองสามก้าว ตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “พี่เหยาเหยา ผมยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ พี่ไปแล้วผมจะอยู่ยังไงล่ะ การบ้านผมยังทำไม่เสร็จเลย...”
เมิ่งอันเหอมองเขาแล้วพูดเสียงเรียบ “หลินปิ่งเหวิน อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้วนะ ครูที่โรงเรียนประถมเจียโจวแห่งที่หนึ่งเราก็ไม่รู้จักซะด้วยสิ ถึงตอนนั้นถ้าส่งการบ้านปิดเทอมฤดูหนาวไม่ได้ ครูจะลงโทษลูกยังไงพวกเราไม่ยุ่งนะ”
หลินปิ่งเหวินไม่มีเวลามาเศร้าโศกกับการจากลาแล้ว หันขวับมามองเมิ่งอันเหอด้วยสีหน้าขมขื่น “แม่ แม่จะให้พวกเราย้ายโรงเรียนจริง ๆ เหรอฮะ? ผมกลัวว่าเพื่อน ๆ จะปรับตัวไม่ได้ถ้าไม่มีผมร่วมเรียนด้วยน่ะสิ”
“ขาดคนช่างจ้อไปสักคน การเรียนของเพื่อน ๆ มีแต่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ น่ะสิ” เมิ่งอันเหอเบ้ปาก
หลินปิ่งเหวินมองไปทางที่รถวิ่งจากไป ก็ยังรู้สึกเศร้าใจอยู่ดี
หลินจิ่งสิงก็เศร้าใจนิดหน่อยเหมือนกัน มองเมิ่งอันเหอแล้วบอกว่า “แม่ งั้นแม่เอาเงินมาสักก้อน แล้วฝากพวกเราให้แม่ทูนหัวเลี้ยงดีไหมฮะ? ยังไงแม่กับพ่อก็ยุ่งกันทุกวันไม่มีเวลามาดูแลพวกเราอยู่แล้ว อยู่บ้านแม่ทูนหัวอย่างน้อยก็ได้กินอิ่มนอนหลับสบายนะ”
“ข้อเสนอนี้สุดยอดไปเลย ผมเห็นด้วย!” หลินปิ่งเหวินไม่มีเวลามานั่งเศร้าแล้ว รีบยกมือสนับสนุนทันที
“แม่ขอคัดค้าน” เมิ่งอันเหอมองเจ้าหัวไชเท้าตัวน้อยทั้งสองคน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “พวกลูกนี่ฝันหวานกันจริง ๆ จะไปกินหรูอยู่สบายที่บ้านแม่ทูนหัวทุกวันเนี่ยนะ เขาต้องไปส่งพวกลูกตอนเช้า ตอนเลิกเรียนก็ต้องไปรับ ที่ร้านก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว ยังต้องมาคอยคุมพวกลูกสองคนทำการบ้านอีก แม่ไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้นหรอกนะ”
“ผมหน้าหนาฮะ!” หลินปิ่งเหวินเสนอตัวอย่างกล้าหาญ
“ผมก็ด้วยฮะ!” หลินจิ่งสิงพูดสมทบ
น้ำเสียงของเมิ่งอันเหอเย็นชาลงสองส่วน “ไม่ได้ โรงเรียนทางฝั่งเจียโจวพ่อกับแม่คุยกันเรียบร้อยแล้ว ประวัติการเรียนก็ย้ายไปแล้ว เปิดเทอมต้องไปรายงานตัว”
เจ้าหัวไชเท้าตัวน้อยทั้งสองคนคอตกทันที
“เสี่ยวโจวก็เป็นคนรักจริงหวังแต่งเหมือนกันนะเนี่ย” เมิ่งฮั่นเหวินมองโจวเยี่ยนที่กำลังรู้สึกเคว้งคว้าง พลางถอนหายใจเอ่ยเสียงเบา
“จากกันครั้งนี้อาจจะนานถึงครึ่งปี จะไม่ให้เศร้าได้ยังไงล่ะ” เสิ่นหว่านชิวก็พูดเสียงเบาเช่นกัน
หน้าต่างรถค่อย ๆ ปิดลง
ภายในรถเงียบสงบ
เมิ่งจือหลานแอบชำเลืองมองเซี่ยเหยา ส่วนหลินจื้อเฉียงกับเซี่ยหวาเฟิงที่นั่งอยู่เบาะหน้า ก็แอบสบตากันผ่านกระจกมองหลังไปไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว
เซี่ยเหยาเอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่หางตา สูดจมูก แล้วเปิดกล่องออก
ในกล่องคือนาฬิกาข้อมือสีเงินเรือนงามตราซีกัล ไม่เหมือนกับเรือนที่คุณอาเล็กให้พี่เจิงในวันนั้น หน้าปัดบางกว่าและเล็กกว่าเล็กน้อย สายโลหะสีเงินเส้นเล็ก ๆ ดูสวยงามมากทีเดียว
นี่เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่เธอได้รับ เพราะเธอไม่ชอบความรู้สึกที่เวลาเดินติ๊ก ๆ อยู่บนข้อมือ ตลอดมาก็เลยปฏิเสธไม่ให้พ่อแม่ซื้อนาฬิกาให้มาโดยตลอด
แต่มองดูนาฬิกาในมือเรือนนี้ ตอนนี้เธอกลับมีความรู้สึกวูบหนึ่งที่อยากจะลองใส่มันดู
เธอหยิบนาฬิกาออกมา แล้วก็มีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากในกล่อง
ดวงตาของเมิ่งจือหลานเบิกกว้างขึ้นหลายส่วนในทันที พยายามจะชะโงกดูว่าบนกระดาษเขียนอะไรไว้
เซี่ยเหยาตาไวตะปบมือลงไปปิดกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ทันที แล้วค่อยดึงมือกลับมา
บนกระดาษเป็นลายมือที่คุ้นเคย มีข้อความสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว: มอบนาฬิกาเป็นของขวัญ มอบใจเป็นดั่งคำสัญญา
มุมปากของเซี่ยเหยายกขึ้นเล็กน้อย วินาทีนี้เธอรู้สึกว่าหัวใจถูกเติมเต็มไปด้วยความรักอันอบอุ่น
เธอสวมนาฬิกาลงบนข้อมือ ติดตะขอเสียงดังคลิก ขนาดพอดีเป๊ะเลย
“อืม นาฬิกาเรือนนี้สวยดีนะ เข้ากับบุคลิกของลูกมากเลย” เมิ่งจือหลานถึงได้หันมามองอย่างเปิดเผย พูดด้วยรอยยิ้ม “สายตาของเสี่ยวโจวใช้ได้เลยนะ ความยาวของสายนาฬิกาก็พอดีเป๊ะ ถือว่าเขาใส่ใจมากทีเดียว”
“ค่ะ สวยดีค่ะ” เซี่ยเหยามองนาฬิกาบนข้อมือ พอนึกถึงประโยคที่โจวเยี่ยนเขียนไว้บนกระดาษ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ซ่อนเอาไว้ไม่มิดเช่นกัน
“เดิมทีพ่อก็เตรียมจะซื้อนาฬิกาให้ลูกเรือนนึงเหมือนกัน เพื่อแสดงความยินดีที่ลูกได้เริ่มทำงาน ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต เริ่มก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ จะได้กะเวลาให้แม่นยำขึ้น” เซี่ยหวาเฟิงถอนหายใจยาว “ไม่นึกเลยว่า จะโดนเสี่ยวโจวชิงตัดหน้าไปซะได้! เจ้าหนุ่มตัวแสบนี่”
ทุกคนบนรถได้ยินดังนั้นต่างก็พากันหัวเราะ
ยังไงซะโจวเยี่ยนก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว การซ่อนเร้นอารมณ์ถือเป็นบทเรียนบังคับ พอเห็นพวกเมิ่งฮั่นเหวิน เขาก็สูดจมูก รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มทันที “คุณตา คุณยาย พี่เมิ่ง มากันแล้วเหรอครับ รีบเข้ามานั่งในร้านสิครับ เดี๋ยวผมไปต้มบะหมี่ให้”
“ได้สิ” ทุกคนรับคำด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินตามโจวเยี่ยนเข้าไปในร้าน
พอเดินเข้าประตูมา ก็เห็นโจวโม่โม่มีผมชี้โด่เด่สองปอย ขยี้ตาปรือ ๆ เดินลงมาจากบันได พอเห็นโจวเยี่ยนก็ชะงักไปสองวินาที เห็นได้ชัดว่าระบบกำลังบูตเครื่องอยู่ ประโยคแรกที่เอ่ยปากก็คือ “เกอเกอ พี่เหยาเหยาล่ะคะ?”
“พี่เหยาเหยาไปขึ้นเครื่องบินกลับหางโจวแล้วล่ะ เพิ่งจะออกไปเมื่อกี้นี้เอง” โจวเยี่ยนบอก
“พี่เหยาเหยา พี่ไปแล้ว...” โจวโม่โม่ร้องไห้โฮวิ่งตรงไปที่ประตู
“ฝุ่นกระจายไปหมดแล้ว ยังจะวิ่งออกไปทำไมอีกล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงรีบคว้าตัวโจวโม่โม่ที่กำลังจะพุ่งออกไปกลับมาทันควัน กอดเธอไว้แล้วถาม “จะกินบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงไหม?”
“กินค่า!” ในดวงตากลมโตของโจวโม่โม่ยังมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่เลย แต่พอพูดถึงเรื่องกิน ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวก็ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงแล้ว
“กี่ชาม”
“สามชาม”
“ได้ เดี๋ยวแม่พาไปล้างหน้าก่อน”
“ไม่เอาไม่เอา...” โจวโม่โม่รีบส่ายหน้า พอเห็นเมิ่งอันเหอเดินเข้าประตูมา ก็รีบอ้าแขนตะโกนร้องเรียก “คุณน้าคนสวยช่วยด้วย ช่วยหนูด้วย”
เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก อ้าแขนเล็ก ๆ ออก ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า ใครเห็นก็ต้องปวดใจกันทั้งนั้นแหละ
“มาเถอะค่ะ พี่เถี่ยอิง วันนี้ฉันล้างหน้าหวีผมให้โม่โม่เอง” เมิ่งอันเหอเดินเข้าไปรับช่วงโจวโม่โม่มาจากมือของจ้าวเถี่ยอิง
“คุณน้า คุณน้าเป็นคนดีจริง ๆ เลยค่า” โจวโม่โม่กอดคอเมิ่งอันเหอ รู้สึกซาบซึ้งใจสุด ๆ เธอสูดดมกลิ่น แล้วพูดต่อว่า “กลิ่นหอม ๆ ที่คุณน้าทาวันนี้เป็นกลิ่นดอกมะลิ เหมือนกับใบชาที่เกอเกอซื้อมาเลย”
“อืม จมูกของโม่โม่นี่ไวดีจริง ๆ นะ น้าทาครีมถนอมผิวตรามิตรภาพน่ะ เป็นกลิ่นดอกมะลิจริง ๆ ด้วยแหละ” เมิ่งอันเหอพูดด้วยรอยยิ้ม ลูกสาวนี่น่ารักจังเลยน้า อุ้มแล้วตัวนุ่มนิ่ม แถมยังมีกลิ่นนมหอมอ่อน ๆ อีกด้วย
ไม่เหมือนกับลูกทรพีสองคนนั้นของเธอ อุ้มทีก็เจ็บมือ แถมยังดื้อรั้นไปทั้งตัว วิ่งตามเรียกแม่จ๋า ๆ พอปิดเทอมที วันนึงเงียบสงบได้ไม่ถึงสิบนาทีหรอก
น่าเสียดายที่เขาไม่ให้ท้องแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงอยากจะคลอดลูกสาวจริง ๆ
โจวเยี่ยนต้มบะหมี่ยกออกมา โจวโม่โม่ก็ล้างหน้าเสร็จและนั่งอยู่ด้านข้างแล้ว กำลังเล่นกบสังกะสีปะทะกังฟูแพนด้าอยู่กับหลินปิ่งเหวินและหลินจิ่งสิง
อารมณ์ของเด็กก็เป็นแบบนี้แหละ มาก็เร็ว ไปก็เร็ว
ขอแค่มีเพื่อน ๆ มาเล่นด้วยกัน ไม่นานก็สามารถโยนความเศร้าจากการจากลาทิ้งไว้ข้างหลังได้แล้ว เพราะยังไงเมื่อวานพวกเธอก็บอกลากันอย่างเป็นทางการไปแล้วนี่นา
ตอนที่กินบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง กลับเป็นหลินปิ่งเหวินกับหลินจิ่งสิงที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่
“พี่เยี่ยน บะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่พี่ทำอร่อยเกินไปแล้วฮะ แต่ว่า... แต่ว่าอีกเดี๋ยวพวกเราก็จะไม่ได้กินมันอีกแล้ว”
“พี่เยี่ยน—— เมื่อไหร่พี่จะย้ายร้านอาหารไปเจียโจวฮะ”
สองพี่น้องมองโจวเยี่ยนตาละห้อย น้ำตาทำท่าจะร่วงแหมะออกมาอยู่รอมร่อ
“จะพยายามเปิดร้านใหม่ให้ได้ช่วงครึ่งปีหลังก็แล้วกันนะ ถึงตอนนั้นจะเชิญพวกนายมากินข้าว” โจวเยี่ยนหัวเราะปลอบใจ วันนี้พวกพี่เมิ่งจะย้ายบ้านไปเจียโจวแล้ว ถ้าอยากจะมากินข้าวที่ร้านก็คงไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อนที่เลิกเรียนปุ๊บก็มาได้ปั๊บอีกแล้ว
“พี่เยี่ยน! ซาลาเปาของผม”
“พี่เยี่ยน พี่คือพี่ชายแท้ ๆ ของผมเลยฮะ...”
เจ้าหัวไชเท้าสองคนสติแตกแต่เช้าตรู่เพราะจะไม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ อีกแล้ว
“พอได้แล้วน่า อย่ามาแหกปากโวยวายแต่เช้าแถวนี้” เมิ่งอันเหอค้อนใส่ทั้งสองคนไปหนึ่งวง แล้วมองจ้าวเถี่ยอิงพร้อมพูดขึ้นว่า “พี่เถี่ยอิง เรื่องที่โม่โม่จะเข้าโรงเรียนอนุบาล ก่อนหน้านี้จื้อเฉียงไปเกริ่นกับผู้จัดการโรงงานหวังไว้แล้วล่ะค่ะ วันที่ห้าที่เราไปสวัสดีปีใหม่ เขาก็ให้คำตอบที่ชัดเจนกับพวกเราแล้ว อีกไม่กี่วันโรงเรียนอนุบาลของโรงงานจะเปิดรับสมัคร พี่ก็พาเด็กเอาทะเบียนบ้านไปสมัครเรียนได้เลยค่ะ เขาจะจัดการให้เธอเข้าไปแทรกเรียนในชั้นอนุบาลหนึ่งเลย”
“นี่... จริงเหรอเนี่ย? โธ่เอ๊ย! อันเหอ ฉันจะขอบคุณเธอกับจื้อเฉียงยังไงดีล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ
โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย เรื่องที่โจวโม่โม่จะเข้าโรงเรียนอนุบาล ก่อนหน้านี้โจวเยี่ยนเคยเกริ่นกับอาหลินไว้คำนึง แต่ตอนหลังเขาลาออกจากโรงงานทอผ้า โจวเยี่ยนก็เลยไม่ได้พูดถึงอีก
เขายังเตรียมใจไว้แล้วว่าสองวันนี้จะหิ้วเป็ดรมควันใบชาไปเยี่ยมคารวะผู้จัดการโรงงานหวังหงเลี่ยงสักหน่อย ดูว่าจะเข้าโรงเรียนอนุบาลของโรงงานได้ไหม ถ้าเข้าไม่ได้ก็จะไปหานายกเทศมนตรีหวงเชินเพื่อดูว่าจะเข้าโรงเรียนอนุบาลของตำบลได้หรือเปล่า นึกไม่ถึงเลยว่าพวกอาหลินจะแอบจัดการเรื่องนี้ให้จนเสร็จสรรพอย่างเงียบ ๆ ไปแล้ว
โจวโม่โม่เงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่ สูดเส้นบะหมี่เส้นนึงเข้าปากดังซู้ด เคี้ยวแก้มตุ่ยแล้วกลืนลงคอ จากนั้นก็พูดด้วยความตื่นเต้นนิด ๆ “คุณน้า หนูจะได้ไปโรงเรียนอนุบาลแล้วเหรอคะ?!”
“ใช่จ้ะ อีกสองวันให้แม่ของหนูพาไปสมัครเรียน แล้วหนูก็จะได้ไปเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งที่โรงเรียนอนุบาลแล้วล่ะ” เมิ่งอันเหอพยักหน้ายิ้ม ๆ ยื่นมือไปช่วยหยิบเศษเส้นบะหมี่ที่ติดอยู่ตรงมุมปากของเด็กน้อยออก “หนูดีใจจังเลยค่า! หนูจะได้ไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว” โจวโม่โม่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “แบบนี้หนูก็จะได้ไปเล่นกระดานลื่นที่โรงเรียนอนุบาลทุกวันเลย! แล้วหนูก็ยังจะได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะแยะเลยด้วย! ตอนนี้หนูก็เป็นเด็กนักเรียนอนุบาลหนึ่งแล้วค่า”
“ต้องขอบคุณคุณน้ากับคุณอาหลินนะ นี่เป็นโอกาสที่พวกเขาหามาให้หนูเลยนะลูก” จ้าวเถี่ยอิงพูดด้วยรอยยิ้ม
โจวโม่โม่วางชามลง กอดแขนของเมิ่งอันเหอเอาไว้ แหงนหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองเธอ พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ขอบคุณค่าคุณน้า! ขอให้คุณน้าสวย ๆ ตลอดไป อายุยืน... หมื่นปีหมื่น ๆ ปีเลยค่า!”