- หน้าแรก
- ข้าเห็นไอเทมดรอปจากบอสทุกชิ้น
- บทที่ 35 เฟิร์สคิลดันเจี้ยน
บทที่ 35 เฟิร์สคิลดันเจี้ยน
บทที่ 35 เฟิร์สคิลดันเจี้ยน
บทที่ 35 เฟิร์สคิลดันเจี้ยน
ในเกม 《เทพเกียรติยศ》 ทุกๆ ดันเจี้ยนจะมีเรื่องราวภูมิหลังซ่อนอยู่
อย่างเช่นดันเจี้ยน【แดนลับแลกลางป่าลึก】นี้ เรื่องราวคือเจ้าเมืองส่งอ็อกโดเข้าไปสืบหาความจริงในแดนลับแล
ผลปรากฏว่าไม่เพียงแต่อ็อกโดที่หายเข้ากลีบเมฆ แม้แต่นักเวทที่ถูกส่งเข้าไปทีหลังก็ไม่ได้กลับออกมาเช่นกัน
ดังนั้นเหล่าผู้กอบกู้ (ผู้เล่น) ที่ถูกอัญเชิญมาโดยเหล่านักปราชญ์ จึงมีหน้าที่เข้าไปสืบหาความจริงในแดนลับแล
ในฐานะเกมที่บุกเบิกอะไรใหม่ๆ 《เทพเกียรติยศ》 ยังคงสร้างความแปลกใหม่ในการผ่านดันเจี้ยนเช่นเคย
คุณจะเลือกวิธีแบบดั้งเดิม คือตีมอนสเตอร์ให้หมดดันเจี้ยน แล้วไปฆ่าบอสใหญ่อย่างอ็อกโดเพื่อผ่านด่านก็ได้
รายละเอียดของวิธีนี้คือ หลายคนที่ฆ่าอ็อกโดเสร็จแล้ว ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีคนแคระชื่อสลิคซ่อนตัวอยู่ในนั้น
ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นตรงไปตรงมากว่าเยอะ
ก่อนเข้าดันเจี้ยน พวกเราได้รับภารกิจให้มาสืบหาความจริงในแดนลับแลไม่ใช่เหรอ?
ดังนั้นคุณแค่จัดการมอนสเตอร์หน้าประตูก็พอ ส่วนเต่าเขียวขนพิษกับอ็อกโดไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แค่หาตัวการใหญ่อย่างสลิคให้เจอก็ถือว่าผ่านดันเจี้ยน【แดนลับแลกลางป่าลึก】ระดับธรรมดาแล้ว
เพียงแต่ถ้าทำแบบนั้น อ็อกโดจะเข้าสู่สถานะที่ไม่สามารถโจมตีได้ นั่นหมายความว่าคุณจะอดตีบอสเพื่อเอาอุปกรณ์นั่นเอง
ในภายหลังมีหลายคนบอกว่า การตั้งค่าแบบนี้มีไว้เพื่อเปิดทางให้คนมาแย่งชิงเฟิร์สคิลโดยเฉพาะ
เพราะตามปกติแล้ว คนส่วนใหญ่ลงดันเจี้ยนก็เพื่อมาตีบอสหาของดรอป ใครจะไปเลือกวิธีที่สองที่แค่เดินผ่านฉากล่ะ
แน่นอนว่าวิธีนี้ยังมีประโยชน์อีกอย่าง คือตี้ไหนที่สู้บอสไม่ไหว ก็จะเลือกใช้วิธีที่สองเพื่อตีแค่ลูกกระจ๊อกหาของดรอป เพราะยังไงลูกกระจ๊อกในดันเจี้ยนก็ดรอปอุปกรณ์อยู่แล้ว
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้หลินอี้เลือกวิธีที่สอง
ขืนเลือกวิธีแรก ด้วยอุปกรณ์ที่มีตอนนี้ คงเอาชนะบอสไม่ไหวหรอก
ตอนที่หลินอี้บอกว่ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง ทุกคนก็หันมามองด้วยความอยากรู้ว่าเขาจะเรียกร้องอะไร
หลินอี้ชี้ไปที่อ็อกโด
"ทำให้เขากลับเป็นเหมือนเดิมซะ"
สลิคมองผู้ชายตรงหน้า แม้ในใจจะเจ็บใจแค่ไหน แต่ก็จำต้องยอมทำตามคำสั่งของหลินอี้
"ก็ได้!"
ถึงจะแพ้ แต่สลิคก็ยังไม่วายขู่ทิ้งท้าย:
"พวกแกอย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย ท่านคาร์ซ่าจะต้องแก้แค้นให้ข้าแน่"
พูดจบ สลิคก็กระโดดลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยหมอกพิษ
จังหวะนั้นเอง ตัวหนังสือสีแดงก็เด้งขึ้นมาเต็มหน้าจอช่องแชทโลก
【ประกาศโลก】: ขอแสดงความยินดีกับปาร์ตี้ของ หัวหน้าปาร์ตี้: เฟิงหัว; สมาชิก: หมิงเหมินหล่อลากดิน, ชื่อถง, ฮ่วนเฉิงเซี่ยไห่ถัง, หมิงเหมินเยวี่ยเอ๋อร์ ที่เคลียร์เฟิร์สคิลดันเจี้ยนปาร์ตี้【แดนลับแลกลางป่าลึก】ได้สำเร็จ รางวัล: ได้รับอุปกรณ์ระดับอีปิคแบบสุ่มคนละ 1 ชิ้น; รางวัลพิเศษสำหรับหัวหน้าปาร์ตี้: ป้ายก่อตั้งกิลด์; หัวหน้าปาร์ตี้ได้รับฉายา "ผู้สำรวจแดนลับแล"
【ประกาศโลก】: 【แดนลับแลกลางป่าลึก】ปลดล็อกระดับความยากฝันร้าย Lv14 และระดับความยากนรก Lv17 ขอเชิญเหล่าผู้กล้าเข้าไปท้าทายกันได้เลย
ทันทีที่สองข้อความนี้ปรากฏขึ้น ทั้งเกมก็แทบจะลุกเป็นไฟ
"ไอ้เฟิงหัวอีกแล้ว แม่งใช้โปรแหงๆ!"
"รอบนี้ไม่ใช่แค่เฟิงหัวคนเดียวว่ะ ไม่นึกเลยว่าพวกลูกคุณหนูกิลด์หมิงเหมินก็แจมด้วย"
"ว้าวๆๆ แม่ทูนหัวเซี่ยไห่ถังของข้า ฮ่าๆๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะรู้จักกับเทพเฟิงหัวด้วย แจ่มไปเลย ข้ากำลังจะไปสมัครเข้าเมืองมายาน้ำแข็งหิมะพอดี"
"คงไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า เฟิร์สคิลครั้งนี้จะตกเป็นของเฟิงหัว แทนที่จะเป็นสามกิลด์ใหญ่น่ะ"
"ใช่ ป่านนี้พวกเซิ่งซื่อคงกระอักเลือดไปแล้วมั้ง"
ในขณะที่บรรดาผู้เล่นกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน จู่ๆ ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในช่องแชทโลก ทำเอาทุกคนช็อกจนตาค้าง
【โลก】วิหารเทพคนบ้าคลั่ง: "ข้าขอซื้อป้ายก่อตั้งกิลด์ร้อยล้าน!"
【โลก】ลั่วเสินหลิวเหนียน: "ลั่วเสินของข้าให้สองร้อยล้าน!"
【โลก】เซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ย: "ข้าให้สามร้อยล้าน"
【โลก】วิหารเทพคนบ้าคลั่ง: "พวกแกนี่มันแน่จริงๆ!"
【โลก】ลั่วเสินหลิวเหนียน: "หึ~ งั้นก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับการก่อตั้งกิลด์ของเซิ่งซื่อด้วยแล้วกัน"
【โลก】เซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ย: "ขอบใจหลาย!"
【โลก】เทียนซื่อ: "น้องชายเฟิงหัว ทำไมนายถึงปฏิเสธคำขอเป็นเพื่อนของข้าล่ะ?"
...
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับเรื่องนี้ หลินอี้กลับออฟไลน์หนีไปทันทีที่ผ่านดันเจี้ยน ทิ้งให้คนที่เหลือยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น
ระบบ: หัวหน้าปาร์ตี้เฟิงหัวออกจากเกม ปาร์ตี้ถูกยุบ
ระบบ: นับถอยหลังออกจากดันเจี้ยน: 5..4..3..2..1
หมิงเหมินหล่อลากดินที่เพิ่งตั้งสติได้ หลุดสบถออกมา:
"โคตรเทพ!"
………………
หลังจากรีบออฟไลน์ออกมา หลินอี้ก็เดินไปที่หน้าประตูห้อง
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากห้องฝั่งตรงข้าม หลินอี้ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว
หลังจากสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขาเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง: 13:26 น.
หลินอี้พิงประตูห้องอย่างแผ่วเบา มองปลายนิ้วตัวเองอย่างเหม่อลอย
ที่ปลายนิ้วตอนนี้ มีแสงเวทมนตร์อาร์เคนเปล่งประกายวูบวาบอย่างไม่มีรูปแบบ
ข้อมูลตัวละครในเกมซิงก์กับโลกจริงจริงๆ ด้วย
นั่นหมายความว่าตอนนี้เขาคือผู้อัญเชิญตัวเป็นๆ แล้วใช่ไหม?
แล้วศาสตร์เรียกวิญญาณจะใช้ในโลกจริงได้หรือเปล่า?
หลินอี้อยากจะลองดูเดี๋ยวนี้เลย แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากนอกประตู:
"มีใครอยู่ไหมครับ?"
หลินอี้ขมวดคิ้ว ตกใจอยู่ลึกๆ: พลังงานนี้มัน...
………………
มู่หลิงเสวี่ยที่เพิ่งออฟไลน์มา ได้ยินเสียงคนเคาะประตูอยู่ข้างล่างพอดี
แต่พอได้ยินว่าเป็นเสียงผู้ชาย มู่หลิงเสวี่ยก็นึกว่าเป็นเพื่อนของหลินอี้ จึงเดินลงไปเปิดประตูให้
"ใครคะ?"
เมื่อมู่หลิงเสวี่ยไปยืนอยู่หน้าประตู ก็เห็นชายหนุ่มท่าทางสุภาพยืนอยู่ข้างนอก
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณจางซินอิ่งพักอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ?"
"เสี่ยวอิ่ง?"
มู่หลิงเสวี่ยขมวดคิ้ว มองชายคนนั้นอย่างระแวดระวัง
"คุณเป็นใคร? มาหาเสี่ยวอิ่งทำไม?"
แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบ เสียงของเฉินเวยก็ดังขึ้นข้างๆ มู่หลิงเสวี่ย
"เขาชื่อเจ้าจื่อหมิง คุณชายรองแห่งกรุ๊ปเจ้าในเมืองปินไห่"
พอเฉินเวยเตือนความจำ มู่หลิงเสวี่ยก็นึกออกทันที
"อ้อ ที่แท้ก็คุณชายเจ้าคนดังนี่เอง!"
คนดัง?
เจ้าจื่อหมิงไม่ค่อยเข้าใจคำว่าคนดังในความหมายของเธอนัก แต่ด้วยชื่อเสียงของเขา ในเมืองปินไห่เล็กๆ แห่งนี้ก็แทบไม่มีใครไม่รู้จักเขาจริงๆ
มู่หลิงเสวี่ยเหลือบมองห้องของจางซินอิ่ง แล้วพูดกับเจ้าจื่อหมิง:
"หลายวันนี้เสี่ยวอิ่งไม่ค่อยสบายน่ะ ฉันว่าคุณค่อยมาวันหลังดีกว่า"
ในขณะนั้น จางซินอิ่งที่ยืนอยู่หลังประตูห้อง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเปิดประตูออกมา
"ให้เขาเข้ามาเถอะ"
มู่หลิงเสวี่ยมองจางซินอิ่งที่เดินออกมาจากห้องด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจ
"เสี่ยวอิ่ง เธอเป็นอะไรไป?"
จางซินอิ่งฝืนยิ้ม
"ฉันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง"
"ตาบวมตุ่ยขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก!"
"ปัง!"
ประตูห้องของหลินอี้เปิดออกกะทันหัน เสียงดังโครมครามทำเอาทุกคนตกใจ
มู่หลิงเสวี่ยแหวลั่น:
"จะบ้าเหรอ ประตูพังนายจะจ่ายไหมฮะ?"
………………