- หน้าแรก
- ข้าเห็นไอเทมดรอปจากบอสทุกชิ้น
- บทที่ 7 แผนการของหลินอี้
บทที่ 7 แผนการของหลินอี้
บทที่ 7 แผนการของหลินอี้
บทที่ 7 แผนการของหลินอี้
ฟางเจิ้งหรงและไอ้หัวทองหันไปมองผู้มาเยือนพร้อมกัน
ไอ้หัวทองเห็นว่าตัวเองกำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้ว แต่กลับถูกผู้ชายที่โผล่มาอย่างกะทันหันคนนี้ทำลายแผนการ ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจัด ลุกขึ้นยืนถลึงตาใส่หลินอี้
"ไอ้หนู หาเรื่องเหรอวะ?"
ฟางเจิ้งหรงเองก็มีสีหน้างุนงง ตัวเขาไม่รู้จักคนคนนี้ แล้วทำไมเขาถึงต้องมาห้ามด้วยล่ะ?
หลินอี้มองไปที่ไอ้หัวทอง แล้วแค่นเสียงเย็นชา
"ใช่ แล้วไงล่ะ?"
ถึงหลินอี้จะไม่รู้จักคนคนนี้ แต่เขากลับรู้สึกรังเกียจสถานะสมาชิกกิลด์วิหารเทพของมันอย่างมาก
เพราะกิลด์นี้ตั้งแต่หัวหน้ายันลูกน้องล้วนแต่ทำเรื่องเลวทราม รังแกคนที่อ่อนแอกว่าแต่ประจบสอพลอคนที่แข็งแกร่งกว่าทั้งนั้น
ในช่วงสามปีของชีวิตในเกมก่อนที่หลินอี้จะเกิดใหม่ เขาโดนคนของกิลด์นี้ฆ่ามาไม่น้อยเลยทีเดียว
มาเจอคนของวิหารเทพตอนนี้ ถ้าตัวเองฝีมือไม่ถึงก็แล้วไปเถอะ ด้วยสถานะคนธรรมดาต๊อกต๋อยอย่างหลินอี้ ย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของกิลด์นี้แน่ๆ ไม่ว่าจะในเกมหรือในชีวิตจริง
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ด้วยความมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ลูกกระจ๊อกตรงหน้านี้ ไม่ได้อยู่ในสายตาของหลินอี้เลยสักนิด
ที่สำคัญกว่านั้นคือ หลินอี้ไม่อยากเห็นผู้ชายหน้าตากรำโลกตรงหน้านี้ต้องเดินซ้ำรอยเดิมอีก
เพราะคนที่ไล่ล่าฆ่า มั่นคงแต่เด็ก ในตอนนั้น ก็คือพวกคนของวิหารเทพนี่แหละ
ต่อการยั่วยุของหลินอี้ ไอ้หัวทองก็ลงมืออย่างเด็ดขาดด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว
"แม่งเอ๊ย เสือกไม่เข้าเรื่อง"
ไอ้หัวทองง้างหมัดชกเข้าใส่หลินอี้สุดแรง ฟางเจิ้งหรงเองก็คาดไม่ถึงว่าไอ้หัวทองจะลงมืออย่างกะทันหัน ตอนนี้อยากจะเข้าไปห้ามก็ไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ตะโกนออกไปว่า
"ระวัง"
เมื่อเห็นไอ้หัวทองลงมือ หลินอี้ก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ยอดอกของมันโดยตรง
ไอ้หัวทองที่คิดว่าหมัดเดียวจะล้มชายตรงหน้าได้ คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมีความเร็วขนาดนี้
เมื่อเห็นลูกถีบนั้นพุ่งเข้ามาหา ไอ้หัวทองก็ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็รู้สึกจุกจนหายใจไม่ออก
ไอ้หัวทองส่งเสียงร้องอู้อี้ ถอยหลังไปหลายก้าวถึงจะทรงตัวยืนอยู่กับที่ได้
ตอนนั้นเองหลินอี้ก็พูดขึ้นมา:
"ฉวยโอกาสตอนที่อารมณ์ฉันยังดีอยู่ แกก็อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจะดีกว่า ไสหัวไปซะ"
ถึงจะมีสเตตัสของนักเวทเลเวล 5 แต่พอเอามาใช้ในโลกความเป็นจริง จัดการกับลูกกระจ๊อกอย่างไอ้หัวทองนี่ หลินอี้ไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเลยจริงๆ
ด้วยนิสัยที่หยิ่งผยองและชอบข่มเหงรังแกคนอื่นของพวกวิหารเทพ ถ้าตัวเองอยากจะสร้างชื่อในเกมล่ะก็ การต้องปะทะกับพวกมันก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วอยู่แล้ว
ดูเหมือนไอ้หัวทองจะดูออกว่าหลินอี้ไม่ธรรมดา แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่น แต่ภายนอกกลับทำท่าทางดุดันแข็งกร้าว
"ไอ้หนู มึงแน่มาก ฝากไว้ก่อนเถอะ"
แต่ก่อนจะไป ไอ้หัวทองก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาในครั้งนี้ หันไปพูดกับฟางเจิ้งหรงว่า:
"พี่ฟาง พี่ลองดูไปก่อนแล้วกัน ถ้าเซ็นเสร็จแล้วก็บอกผมนะ เดี๋ยวผมติดต่อกลับไปใหม่"
รอจนไอ้หัวทองเดินคอตกจากไป หลินอี้ก็มานั่งลงตรงหน้าฟางเจิ้งหรงที่มีสีหน้างุนงง
"พี่อยากจะถามใช่ไหม ว่าทำไมผมถึงไม่ให้พี่เซ็น?"
ฟางเจิ้งหรงยักไหล่ ความหมายคือ: ในเมื่อนายก็รู้แล้ว งั้นก็บอกมาตรงๆ เลยสิว่าทำไม
หลินอี้หัวเราะหึๆ แล้วพูดว่า:
"เพราะผมมีจุดประสงค์เดียวกับมันน่ะสิ"
ฟางเจิ้งหรงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
"อะไรนะ?"
ในความคิดของฟางเจิ้งหรง ตัวเองก็แค่ทหารผ่านศึกที่เพิ่งปลดประจำการ เรื่องเล่นเกมอะไรเนี่ย เขาไม่กระดิกหูเลยสักนิด
การที่ไอ้หัวทองมาตามให้เขาไปเล่นเกมยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ชายหนุ่มตรงหน้านี้ก็มาหาเขาด้วยจุดประสงค์เดียวกันเนี่ยสิ มันทำให้ฟางเจิ้งหรงรู้สึกแปลกใจจริงๆ เกมนี้มันขาดแคลนคนขนาดนั้นเลยเหรอ?
ดูเหมือนจะจับความสงสัยของอีกฝ่ายได้ หลินอี้จึงเข้าประเด็นทันที:
"ผมอยากจะสร้างทีมของตัวเองในเกม เพิ่งได้ยินมาว่าพี่เป็นหน่วยรบพิเศษที่เพิ่งปลดประจำการมา ก็เลยอยากจะชวนพี่มาร่วมทีมด้วยกัน"
"ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ช่วงแรกจะให้เดือนละ 5,000 ถ้าทีมมีรายได้ดี โบนัสก็คิดแยกต่างหาก เป็นไง?"
"5,000?"
ฟางเจิ้งหรงถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินตัวเลขนี้
"เกมนี้มันหาเงินได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือว่านายตั้งใจจะมาหลอกฉันตั้งแต่แรกแล้ว?"
หาเงินได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?
หลินอี้รู้สึกขำอยู่ในใจ แต่ก็เข้าใจความสงสัยของฟางเจิ้งหรงในตอนนี้เป็นอย่างดี
สำหรับหลายๆ คน เงินเดือน 5,000 อาจจะไม่เยอะ แต่สำหรับคนที่ไม่มีทักษะความสามารถพิเศษอะไรเลย นี่ก็ถือเป็นขีดสุดของค่าแรงที่พวกเขาจะหาได้จากการทำงานรับจ้างแล้ว
แค่เล่นเกมก็ได้เงินเดือนตั้ง 5,000 แถมยังมีโบนัสอีก สำหรับฟางเจิ้งหรงแล้ว มันดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ
สำหรับเรื่องที่ว่าเกมมันหาเงินได้หรือเปล่านั้น หลินอี้ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เหมือนกับที่เขาคงไม่เข้าใจเด็ดขาดว่าทำไมถึงมีคนยอมจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อซื้ออุปกรณ์แค่ชิ้นเดียวนั่นแหละ
บางเรื่องมันต้องรอให้เขาได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองก่อน เขาถึงจะเข้าใจกฎเกณฑ์ของวงการนี้
เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎ ท่ามกลางสายตากึ่งเชื่อกึ่งสงสัยของอีกฝ่าย หลินอี้โอนเงินเข้าบัญชีของเขาไป 10,000 หยวนถ้วน
"นี่เป็นเงินเดือนล่วงหน้า 5,000 ส่วนอีก 5,000 ให้พี่เอาไปซื้อหมวกเกมนะ"
ระหว่างที่พูด หลินอี้ก็แอดรายชื่อติดต่อของอีกฝ่าย พร้อมกับส่งชื่อในเกมของตัวเองไปให้
"พอเข้าเกมแล้วอัปเป็นเลเวลสิบเมื่อไหร่ ก็ติดต่อผมในเกมได้เลยนะ"
เมื่อพูดจบ หลินอี้ก็ลุกขึ้นเดินจากไป ท่ามกลางสายตาไม่อยากจะเชื่อของอีกฝ่าย
หลังจากหายตกตะลึง ฟางเจิ้งหรงก็หันไปตะโกนถามหลินอี้ที่เดินห่างออกไปไกลแล้วว่า:
"นายไม่กลัวฉันเชิดเงินหนีไปหรือไง?"
หลินอี้ไม่ได้หยุดเดิน และไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ราวกับไม่ได้สนใจคำตอบของคำถามนี้เลยสักนิด
เงิน 10,000 หยวน สำหรับหลินอี้ก่อนเกิดใหม่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย
แต่สำหรับตอนนี้หลังจากเกิดใหม่แล้ว ตัวแทงก์ระดับท็อปในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาเงินมาวัดมูลค่าได้หรอกนะ
ถึงแม้หลินอี้จะเดาไม่ออกว่าภายใต้การแทรกแซงของเขา หมอนี่จะยังสามารถเดินไปบนเส้นทางสายนั้นได้อีกหรือเปล่า
แต่ชีวิตมันก็คือการเดิมพันครั้งใหญ่ไม่ใช่หรือไง?
มีเพียงหลินอี้ที่ผ่านประสบการณ์ในเกมมาแล้วถึง 3 ปีเท่านั้น ที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่า 《เทพเกียรติยศ》 เป็นเกมที่เน้นการทำงานเป็นทีมเป็นหลักอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นทีมประจำหรือทีมเฉพาะกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงดันเจี้ยนหรือกิจกรรมใหญ่ๆ ตั้งแต่ปาร์ตี้ 5 คนในช่วงแรก ไปจนถึง 10 คน และ 50 คนในเวลาต่อมา ล้วนแต่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมทั้งสิ้น
ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองสามารถก้าวไปได้ไกลในเกมนี้ หลินอี้จึงจำเป็นต้องวางแผนสร้างทีมของตัวเองไว้ล่วงหน้า
ชื่อถงคือเป้าหมายแรกที่หลินอี้อยากจะดึงมาร่วมทีม ส่วน มั่นคงแต่เด็ก ก็คือเป้าหมายที่สองที่หลินอี้อยากจะได้ตัวมา เพราะในการลงดันเจี้ยน ตัวชนรับดาเมจที่เก่งกาจถือเป็นสิ่งขาดไม่ได้และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทีม
…………
ฟางเจิ้งหรงกลับถึงบ้านพร้อมกับเงิน 10,000 หยวนและความรู้สึกกระวนกระวายใจ
คนที่มาเปิดประตูให้กลับเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย คงไม่มีใครคาดคิดว่าผู้ชายท่าทางซื่อๆ อย่างฟางเจิ้งหรง จะมีภรรยาสาวสวยขนาดนี้อยู่ที่บ้าน
เฉินผิงมองสามีของตัวเองด้วยใบหน้างุนงง
"ทำไมวันนี้กลับมาแต่เช้าล่ะคะ"
ฟางเจิ้งหรงไม่ได้พูดอะไร นั่งลงบนโซฟาแล้วจุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอดรวดเดียวหลายคำ
"คุณไม่ได้ออกไปหางานทำหรอกเหรอ?"
เฉินผิงเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ ไล่ควันบุหรี่ออกไป พร้อมกับบ่นอย่างหัวเสีย:
"ฟางเจิ้งหรง ฉันยังท้องลูกของคุณอยู่นะคะ คุณอยากจะรมควันสองแม่ลูกให้ตายหรือไง?"
ฟางเจิ้งหรงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าภรรยาของตัวเองกำลังตั้งท้องอยู่ รีบดับบุหรี่แล้วขอโทษทันที:
"ขอโทษนะผิง พอดีพี่คิดอะไรเพลินไปหน่อย ก็เลยลืมไปสนิทเลย"
เฉินผิงหยิบหน้ากากอนามัยออกจากลิ้นชักมาสวม แล้วเดินมานั่งข้างๆ ฟางเจิ้งหรง ถามว่า:
"เกิดอะไรขึ้นคะ? ปกติไม่เคยเห็นคุณมีท่าทางเหม่อลอยแบบนี้เลย"
ฟางเจิ้งหรงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ให้ฟัง เฉินผิงฟังจบก็ตกใจมาก
"ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ให้เงินคุณมาแล้ว 10,000 หยวน? เป็นไปได้ยังไง"
เฉินผิงยังคงคิดไม่ตก
"สัญญาก็ยังไม่ได้เซ็น เขาไม่กลัวคุณเชิดเงินหนีไปหรือไงคะ?"
ฟางเจิ้งหรงเองก็รู้สึกประหลาดใจและไม่เข้าใจในเรื่องนี้เช่นกัน
"เธอว่าเล่นเกมมันได้เงินเยอะขนาดนั้นจริงๆ เหรอ? ไม่ต้องพูดถึงเงิน 10,000 หยวนนี่นะ สมมติว่ามันเป็นเรื่องจริง เงินเดือนเดือนละ 5,000 มันก็เยอะกว่างาน รปภ. ที่ได้แค่ 3,000 ตั้งเยอะเลยนะ"
เฉินผิงมองดูผู้ชายที่ตัวเองเลือก ซึ่งครอบครัวของเธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"แล้วคุณคิดจะเอายังไงล่ะคะ?"
ฟางเจิ้งหรงตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่า:
"พรุ่งนี้เช้าพี่จะไปสั่งจองหมวกเกมสักใบ ยังไงซะในเมื่อรับเงินเขามาแล้ว ก็ต้องไปลองดูสักตั้ง"
ตอนนั้นเองเฉินผิงก็พูดแทรกขึ้นมาว่า
"จริงๆ แล้วคุณไม่ต้องไปซื้อก็ได้นะคะ ยังไงก็ไม่ได้เซ็นสัญญา คุณก็รู้ว่าเงิน 10,000 หยวนนี่มันสำคัญกับครอบครัวเรามาก..."
ยังไม่ทันที่เฉินผิงจะพูดจบ ฟางเจิ้งหรงก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างหงุดหงิดว่า:
"ต่อให้ต้องแบมือขอทาน พี่ก็จะไม่เอาเงินที่ได้มาอย่างผิดมโนธรรมแบบนี้เด็ดขาด คำพูดแบบนี้วันหลังเธอห้ามพูดอีกนะ"
"ยังไงพี่ก็จะลองเล่นดู ถ้ามันไม่เหมาะกับพี่จริงๆ พี่ค่อยไปทำงานบริษัท รปภ. นั่นพลางๆ ก่อน"
พูดจบฟางเจิ้งหรงก็ลุกเดินไปที่ห้องทำงาน
เฉินผิงนั่งอยู่บนโซฟา ไม่ได้รู้สึกโกรธที่ฟางเจิ้งหรงโมโหใส่ ในทางกลับกัน สายตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความชื่นชมขณะมองแผ่นหลังของเขา ในใจแอบภูมิใจคิดว่า:
นี่แหละผู้ชายของฉัน
ถึงแม้ชีวิตของทั้งคู่ในตอนนี้จะไม่ราบรื่นนัก แต่เฉินผิงก็ยังคงมีความมั่นใจในผู้ชายที่ตัวเองเลือกอย่างเต็มเปี่ยม
บางคนอาจจะบอกว่าความไว้ใจแบบหน้ามืดตามัวนี่มันคือความโง่เขลา
แต่เฉินผิงกลับรู้สึกว่า ขอแค่ในใจยังมีความหวัง สักวันมันก็ต้องเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
อย่างน้อยเขาก็กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อเธอและเพื่อครอบครัวนี้ แค่นี้มันก็พอแล้ว
ตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงแก้วแตกดังมาจากห้องทำงาน เฉินผิงตกใจหน้าซีดเผือด รีบวิ่งเข้าไปดู
"พี่หรง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?"
ฟางเจิ้งหรงเบิกตากว้างอ้าปากค้างมองดูกระทู้ที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับ "เฟิงหัว" จนล้นเว็บบอร์ดอย่างเป็นทางการของ 《เทพเกียรติยศ》 เขารีบหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู
บนข้อความสั้นๆ มีเพียงสองคำเท่านั้น: เฟิงหัว