- หน้าแรก
- พลิกตำราวิถีมาร ทะยานสู่บัลลังก์เซียน!
- บทที่ 75 โปรดขอให้พระองค์ทรงระงับโทสะ
บทที่ 75 โปรดขอให้พระองค์ทรงระงับโทสะ
บทที่ 75 โปรดขอให้พระองค์ทรงระงับโทสะ
บทที่ 75 โปรดขอให้พระองค์ทรงระงับโทสะ
[ฆ่าคนวางเพลิงใส่เข็มขัดทอง ซ่อมสะพานสร้างถนนไร้ศพฝัง ฆ่าชีวิตปุถุชนหนึ่งราย ประทานเงินอโคจรหนึ่งพวง]
[เป็นตายล้วนฟ้าลิขิต ช่วงชิงชีวิตจากเงื้อมมือพญายม ช่วยชีวิตปุถุชนหนึ่งราย ประทานแต้มกุศลหนึ่งพวง]
เริ่มจากข้อความแจ้งเตือนเงินอโคจรของมังกรพลิกสมุทรปรากฏขึ้น ตามมาด้วยของกู้หนานจือติดๆ
ว่ากันตามตรง ชีวิตของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานนั้นมีมูลค่าสูงจริงๆ ทว่าสีหน้าของหลินซูกลับเป็นปกติ ในใจหาได้มีความตื่นเต้นใดๆ อย่างที่ควรจะเป็นไม่
ทว่าเขากลับนิ่งเงียบราวกับรอคอยบางสิ่งอยู่
เขาทอดสายตามองไปยังความว่างเปล่า ไม่นาน เหรียญหยกก็พวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะดูกระจัดกระจาย ทว่าก็ทยอยปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย
พริบตาเดียวก็กองสูงเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ข้อความแจ้งเตือนนับไม่ถ้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด
[เป็นตายล้วนฟ้าลิขิต ช่วงชิงชีวิตจากเงื้อมมือพญายม ช่วยชีวิตผู้น่าเวทนากว่าหมื่นราย ประทานแต้มกุศลหนึ่งหมื่นแต้ม]
คำว่าหมื่นแต้มเป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น สถานการณ์ในเมืองเฮยสุ่ยเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กู้หนานจือคาดคิดไว้
เหรียญหยกแต่ละเหรียญ ล้วนเป็นตัวแทนของชีวิตคนเป็นๆ คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ต่ำต้อยที่สุดในเมืองเฮยสุ่ย
ท่ามกลางเมืองที่ถูกกักขังจนวุ่นวายมาหลายปี พวกเขาไร้ซึ่งกำลังจะต่อต้านผู้ฝึกตน กระทั่งไร้กำลังจะต่อต้านพวกคหบดีผู้มั่งคั่งทั่วไปด้วยซ้ำ
ดั่งเช่นที่ผู้บัญชาการทหารกล่าวไว้ ต่อให้คนส่วนใหญ่จะอดทนได้ ทว่าก็ย่อมต้องมีคนที่ทนไม่ไหว
บัดนี้เมืองเปิดแล้ว เพียงแค่อาศัยเรือเล็กๆ ลำหนึ่ง พวกเขาก็สามารถจากสถานที่แห่งนี้ไป ไปยังดินแดนที่ค่อนข้างปกติได้
เหรียญหยกสีขาวเนื้อเนียนละเอียดค่อยๆ ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน หนึ่งหมื่นแปดพันเหรียญ สุดท้ายกลายเป็นแต้มกุศลสิบแปดพวงลอยอยู่รอบกาย
เมื่อรวมกับส่วนของกู้หนานจือด้วยแล้ว ก็มีทั้งหมดสิบเก้าพวง
"ฟู่" หลินซูพ่นลมหายใจออกเบาๆ บนใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความเกียจคร้าน เหยียดแขนทั้งสองข้างออกอย่างเต็มที่
ผลเก็บเกี่ยวช่างอุดมสมบูรณ์นัก!
พลังเวทของราชันหมาป่าจันทร์ทมิฬค่อยๆ ถูกดึงกลับ เปลวเพลิงสีดำที่ร่ายรำอย่างบ้าคลั่งก็อันตรธานหายไป
หลินซูก้มตัวลง รีบดึงถุงผ้าหยกสีขาวออกจากเอวของเฉิงอี้อย่างรวดเร็ว เกือบจะลืมถุงมิติของตนเองไปเสียแล้ว
เขาออกแรงดึงปากถุง หมายจะเปิดมันออก ทว่าเพิ่งจะดึงไปได้สองสามที ด้านหลังก็มีเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้น
"ต้องใช้พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าไปด้านใน..."
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน" หลินซูหยุดการกระทำที่ตั้งใจจะออกแรงเพิ่มขึ้นอย่างหน้าตาเฉย
เขาดึงพลังวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปในถุง หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว หลินซูก็พบว่าภายในนั้นไม่ได้มีของมากมายนัก
มีวัชพืชรูปร่างแปลกประหลาดกองหนึ่ง เศษกระดาษขาดๆ เจ็ดแปดแผ่น และขวดยาอีกหลายขวด
อย่างแรกน่าจะเป็นสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถเบิกวิญญาณ ส่วนกระดาษขาดๆ เหล่านั้นกลับน่าสนใจทีเดียว
ไม่เพียงแต่จะเปล่งแสงและเผยรูปลักษณ์ออกมาได้ แต่ยังสามารถป้องกันมนตร์หอนจันทร์กลืนวิญญาณของเขาได้ด้วย
"เมื่อครู่เจ้ายืนดูอยู่เฉยๆ เอ้านี่" หลินซูหันกลับมา ดึงเศษกระดาษที่เต็มไปด้วยยันต์ประหลาดแผ่นหนึ่งส่งให้
แบ่งปันผลประโยชน์ตามความชอบ ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว
"..." กู้หนานจือมองดูยันต์เซียนแผ่นนั้น ต่อให้ของสิ่งนี้จะมีค่ามากสำหรับนาง แต่นางก็ไม่ได้ยื่นมือไปรับ
นางหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเหม่อลอย
ไม่มีสายเลือดเซียนยื่นมือเข้าช่วย อีกฝ่ายสามารถฝ่าด่านทดสอบเมืองเฮยสุ่ยมาได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆ
กระทั่งผู้ฝึกตนที่มากประสบการณ์อย่างมังกรข้ามถิ่นผู้นี้ หากไม่มียันต์เซียนคุ้มกาย ก็เกือบจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งให้กับวิชาคาถาเพียงบทเดียว
สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าก็คือ... ชายหนุ่มผู้นี้แค่นั่งสงบนิ่งอยู่ริมแม่น้ำเพียงค่อนคืน ถึงกับสามารถแย่งชิงของวิเศษของสายเลือดเซียนมาได้!
ทุกเรื่องราวล้วนอยู่เหนือความเข้าใจของกู้หนานจือ ทำเอาสมองของนางมึนงงไปหมด
นี่คือความกล้าหาญและพลังฝีมือของศิษย์สืบทอดแห่งยอดเขากระนั้นหรือ?!
ก่อนหน้านี้ตระกูลฉางยังกังวลว่าคนผู้นี้จะพาฉางอี้หลงทาง ส่วนตนเองก็ยังทำตัวเป็นผู้อาวุโสคอยชี้แนะ
ผู้ใดจะรู้ว่าเมืองเฮยสุ่ยทั้งเมือง ในสายตาของชายหนุ่มผู้นี้ ก็เป็นเพียงแค่บ่อน้ำตื้นๆ เท่านั้น
นางอยากรู้จริงๆ ว่าภายในเวลาไม่ถึงสองวัน อีกฝ่ายถึงกับสังหารมังกรทั้งสามแห่งพรรคเฮยสุ่ยไปจนหมดสิ้น
หากเขากลับเข้าเมืองไป พวกพยัคฆ์และหมาป่าดุที่เอาแต่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้ต้องตายแน่ จะมีสีหน้าเช่นไร
"ว่าอย่างไร" หลินซูแกว่งยันต์เซียนในมือด้วยความสงสัย
"ข้าไม่เอาของสิ่งนี้... ขอร้องให้ท่านช่วยข้าสักเรื่องได้หรือไม่" กู้หนานจือพยายามดึงสติกลับมา จู่ๆ ก็ลดตัวลงต่ำอย่างยิ่ง
"หืม?" ในดวงตาของหลินซูฉายแววระแวดระวังขึ้นมา รู้สึกแปลกๆ กับสตรีผู้นี้มาตั้งนานแล้ว
กระตือรือร้นถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็มีแผนการแอบแฝงจริงๆ
เห็นแก่ที่อีกฝ่ายสู้ถวายหัวและช่วยเหลือไปไม่น้อย เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เจ้าลองพูดมาก่อนสิ"
"บัดนี้ของวิเศษถูกยึดไปแล้ว ต่อให้เปิดเมืองแล้ว พี่เขยของข้าก็จะรีบรายงานราชสำนัก และติดต่อไปยังศาลาว่าการระดับรัฐ..."
กู้หนานจือมีสีหน้าซาบซึ้ง เห็นได้ชัดว่า การที่นางมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร ก็ไม่ได้เป็นเพราะเห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้องเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะไม่อยากให้เมืองเฮยสุ่ยตกอยู่ในความวุ่นวายและการเข่นฆ่าจริงๆ
มิฉะนั้นในเมื่อไม่ได้รับเบี้ยหวัดหลวงแม้แต่อีแปะเดียว เหตุใดถึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้ด้วย
บัดนี้เมืองเปิดแล้ว ทว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้น นายอำเภอรายงานราชสำนัก ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของทางการ
อย่างไรเสียแม้สายเลือดเซียนผู้นั้นจะมีเส้นสายพอที่จะขอเมืองแห่งนี้จากขุนนางใหญ่ได้ ทว่าเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ได้ทำอย่างเปิดเผย
อาจจะเป็นการลอบตกลงกันอย่างลับๆ ขอเพียงสามารถยื่นฎีกาขึ้นไปได้ อีกฝ่ายก็คงจะมีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง
ทว่านั่นก็ยังไม่ปลอดภัยพอ แคว้นต้าเหลียงอย่างไรเสียก็เป็นแคว้นของตระกูลเซียนอยู่ดี
กู้หนานจือโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง "กู้หนานจือผู้หน้าหนา ขอร้องให้ผู้เป็นอาจารย์ของท่าน ช่วยพูดแทนเมืองเฮยสุ่ยต่อหน้าราชสำนักสักคำ ขอให้เซียนผู้นั้นทรงระงับโทสะด้วยเถิด..."
หากมีตระกูลเซียนอีกตระกูลออกหน้ามาไกล่เกลี่ยความแค้น เรื่องนี้ก็จะไม่ใช่ปุถุชนล่วงเกินสำนักเซียนอีกต่อไป การจัดการก็จะง่ายขึ้นมาก
บางครั้ง สำหรับท่านเซียนเบื้องบน อาจจะแค่เสียหน้า จึงต้องการบันไดให้ลงเท่านั้น ทว่าหากตกมาถึงปุถุชนคนธรรมดา ก็อาจจะกลายเป็นการนองเลือดได้
"..." หลินซูมีสีหน้าซับซ้อนขึ้นมา ดินแดนแห่งนี้ ผู้ฝึกตนจำเป็นต้องพึ่งพาการตระหนักรู้เคล็ดวิชาจากกลิ่นอายเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียร
"ผู้เป็นอาจารย์" ที่อีกฝ่ายกล่าวถึง ก็คงจะหมายถึงสายเลือดเซียนบางคนเป็นแน่
ดังนั้น สตรีผู้นี้จึงค้นพบตัวตนของอวี๋เซิงมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา และยังเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเด็กนั่นคืออาจารย์ของตนเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าทีแปลกประหลาดของผู้บัญชาการทหารท่านนี้ก่อนหน้านี้ ก็พอจะอธิบายได้แล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินซูนิ่งเงียบไม่ใช่เรื่องนี้ สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ เดิมทีเขาคิดว่ามีสายเลือดเซียนบางคนใจกล้าบ้าบิ่น หมายจะใช้ชาวบ้านทั้งเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
เรื่องเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าสมควรจะปิดบังผู้อื่นหรอกหรือ เหตุใดพอเปิดเมืองแล้ว ผู้ที่ร้อนรนกลับไม่ใช่สายเลือดเซียนผู้นั้น แต่กลับเป็นศาลาว่าการเสียเอง
กระทั่งยังต้อง... ขอให้อีกฝ่ายระงับโทสะอีก?!
เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบ กู้หนานจือก็มีสีหน้ากระวนกระวายขึ้นมาทันที
การที่อีกฝ่ายสามารถเปิดเมืองที่ถูกปิดล้อมนี้ได้ ก็นับว่าเป็นบุญคุณต่อเมืองเฮยสุ่ยอย่างใหญ่หลวงแล้ว จะกล้าหวังสิ่งใดให้มากไปกว่านี้อีกเล่า
ในตอนนั้นเอง ในที่สุดหลินซูก็มีความเคลื่อนไหว เขายังคงโยนยันต์เซียนแผ่นนั้นให้กู้หนานจือไป เรื่องไหนก็คือเรื่องนั้น
"รอจนกว่าเจ้าได้พบกับนาง ก็ไปถามนางเองเถิด"
แม้เจ้าตัวเล็กจะชอบตบหน้าอกพูดอยู่เสมอว่าตระกูลอวี๋มีหน้ามีตามากเพียงใด อีกทั้งเหยียนจิ่นก็เคยยืนยันเรื่องนี้ทางอ้อมแล้วก็ตาม
ทว่าหลินซูก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้อย่างถ่องแท้นัก จึงไม่สะดวกที่จะรับปากสิ่งใด อย่างมากก็แค่หาโอกาสให้ทั้งสองได้พบกันเท่านั้น
"ขอบคุณศิษย์พี่!" เพียงแค่คำรับปากง่ายๆ ประโยคเดียว ก็ทำให้กู้หนานจือตื่นเต้นจนพูดจาสับสนไปหมดแล้ว
ด้วยผลงานอันน่าทึ่งของหลินซูในช่วงสองวันมานี้ ทำให้นางมีความเคารพยำเกรงต่อตระกูลเซียนที่อยู่เบื้องหลังเขาจนถึงขีดสุด
หากไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่มีอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จะสามารถสั่งสอนศิษย์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ออกมาได้อย่างไร
บัดนี้ ตนเองถึงกับมีโอกาสจะได้เข้าเฝ้าสายเลือดเซียนผู้นั้นด้วยตนเอง... จู่ๆ กู้หนานจือก็รู้สึกหายใจติดขัด นางหันกลับไปถามด้วยความตื่นเต้น
"พวกเราจะไปกันเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่"
"รออีกสักประเดี๋ยว ข้าขอพักฟื้นอีกครู่หนึ่ง" หลินซูก้าวเข้าไปในป่าทึบ
อุตส่าห์รอคอยแต้มกุศลมาอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็ตกถึงมือ ย่อมต้องรีบย่อยสลายมันโดยเร็ว
แม้เวลาที่ข้ามมิติมาจะยังไม่นานนัก ทว่าสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน กลับทำให้เขาเกิดความระแวดระวังต่อดินแดนแห่งนี้ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
มักจะรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยเอาเสียเลย มันช่างแปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
นอกจากนี้ การสังหารศิษย์ที่ได้รับบัญชาแห่งเซียนมา ย่อมต้องดึงดูดความยุ่งยากมาไม่น้อยแน่ ต่อให้ไม่มาแก้แค้นให้ศิษย์ สายเลือดเซียนผู้นั้นก็คงจะมาตามหาของวิเศษเป็นแน่
ไม่ว่าจะเพื่อการหลบหนีในภายหลัง หรือการเข้าร่วมสำนักเซียนที่แข็งแกร่งกว่า ก็ล้วนต้องการระดับพลังที่กล้าแข็งไว้ป้องกันตัวทั้งสิ้น!
หลินซูรวบรวมสมาธิ นั่งขัดสมาธิลง ทอดสายตามองไปยังกำไลกระบี่เจียวหลงทมิฬบนข้อมือ
ความแข็งแกร่งของของวิเศษชิ้นนี้ ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างมาก น่าเสียดายที่มันดูจะเอาออกหน้าออกตาไม่ได้
หากสถานะของตระกูลเซียนที่นี่สูงส่งดั่งเช่นที่ตนเองคาดการณ์ไว้ กระทั่งอยู่เหนือราชสำนักด้วยซ้ำ เช่นนั้นของสิ่งนี้ก็คงจะกลายเป็นของโจรอย่างแท้จริง
ไม่แน่ว่าอาจจะถูกนำไปติดประกาศจับก็เป็นได้ ทว่าอย่างไรเสียก็นับว่าเป็นอาวุธป้องกันตัวชั้นดี หากถึงคราวเป็นตายจริงๆ จะไม่ใช้ก็คงไม่ได้
หลินซูส่ายหน้า เรียกแต้มกุศลและเงินอโคจรออกมา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขาตั้งใจจะเรียกใช้เหรียญเหล่านี้ กำไลบนข้อมือก็สั่นระริกขึ้นมาเช่นกัน
"เจ้าก็กินได้ด้วยหรือ" หลินซูมีสีหน้าแปลกประหลาด ปฏิกิริยาเช่นนี้ของกำไล เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
มันแทบจะเหมือนกับราชันหมาป่าจันทร์ทมิฬไม่มีผิด ดังนั้นความสามารถของตนเองจึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับลูกหมาป่าเลย
เป็นเพียงแต้มกุศลและเงินอโคจรเท่านั้น เพียงแต่บังเอิญลืมตาขึ้นมาเห็นเงาหมาป่าสีขาวพอดี จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกัน
หลังจากครุ่นคิดอยู่สองสามลมหายใจ หลินซูก็ลองดึงเงินอโคจรหนึ่งพวงให้เข้าไปใกล้กำไล
พริบตาเดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงความหิวกระหายอย่างรุนแรงจากของตายชิ้นนี้ ราวกับว่าต่อให้โยนเงินอโคจรทั้งพวงเข้าไป ก็คงไม่พอให้มันอุดฟันด้วยซ้ำ
"เช่นนั้นก็ไม่ได้" หลินซูดึงเงินอโคจรหนึ่งพวงกลับมาอย่างเด็ดขาด
เขาพอจะเดาได้ว่าของสิ่งนี้ต้องการเลื่อนระดับเป็นสมบัติวิเศษ ทว่าด้วยความอยากอาหารอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่
เงินอโคจรสามพวงของตนเอง หากโยนลงไป ก็คงไม่เห็นแม้แต่คลื่นน้ำกระเพื่อมแน่ แต้มกุศลก็มีอยู่ไม่น้อย อาจจะลองดูได้
ทว่านี่ก็เกี่ยวข้องกับระดับพลังของตนเองด้วย ของนอกกายจะไปเทียบความสำคัญกับระดับพลังได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นของที่เอาออกหน้าออกตาไม่ได้อีก
ถอยหลังไปหมื่นก้าว ด้วยพื้นฐานของตนเองในยามนี้ กระทั่งอานุภาพของของวิเศษระดับสูงก็ยังแสดงออกมาได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
เมื่อถึงเวลาที่กลายเป็นสมบัติวิเศษ หากควบคุมไม่ได้ก็คงจะเป็นเรื่องตลกแล้ว
"เจ้าก็ทนหิวไปก่อนเถิด" หลินซูถอดกำไลออกอย่างเด็ดขาด เก็บเข้าไปในถุงมิติ
เขาดึงแต้มกุศลออกมาอีกครั้ง เรียกขนนกสีเขียวออกมา จากนั้นก็เทเหรียญหยกสีขาวเหล่านี้เข้าไปจนหมด
[ระดับฝึกปราณขั้นสาม เคล็ดวิชาสร้างรากฐานวิหคคราม : ขั้นสัมฤทธิ์ผลเล็กน้อย]
ภายใต้การผลักดันของเงินหนึ่งหมื่นเก้าพันเหรียญ ภาพวิหคครามทะยานเมฆานั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่าในพริบตา
หลินซูราวกับตกอยู่ในแดนสวรรค์ ไร้ซึ่งความร้อนรุ่มใดๆ หลงเหลือเพียงความสบายไปทั่วทั้งร่าง
หากความร้อนรุ่มของเงินอโคจรมาจากความเคียดแค้นของวิญญาณคนตาย เช่นนั้นชีวิตที่เขาช่วงชิงกลับมาจากเงื้อมมือของพญายมด้วยตนเอง ก็คือคำอวยพรและความเคารพศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม
[ระดับฝึกปราณขั้นสอง เคล็ดวิชาสร้างรากฐานวิหคคราม : ขั้นสมบูรณ์แบบ]
[ระดับฝึกปราณขั้นหนึ่ง เคล็ดวิชาสร้างรากฐานวิหคคราม : ขั้นสมบูรณ์แบบ]
พลังวิญญาณเซียนสีเขียวมรกตใสกระจ่างสามร้อยสายถักทอเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นรากฐานเต๋าอันสมบูรณ์แบบที่สุด ณ ปลายทางแห่งระดับฝึกปราณอย่างรวดเร็ว!
เคล็ดวิชาที่แต้มกุศลเขียนขึ้นใหม่ด้วยตนเอง เปรียบเสมือนถนนสายใหญ่ที่มั่นคงแข็งแรง
ราวกับมีความเป็นคนเจ้าระเบียบ ไม่หวังความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าต้องการเส้นทางเต๋าที่ไร้ที่ติ สร้างรากฐานสำเร็จแล้ว!
และจนถึงบัดนี้ แต้มกุศลที่สูญเสียไปก็เพิ่งจะแค่สามพวงครึ่งเท่านั้น