- หน้าแรก
- ซัพพอร์ตกระจอก งั้นดูสกิลข้าที่เพิ่มทุกวินาที
- บทที่ 13 พรสวรรค์เลื่อนระดับ
บทที่ 13 พรสวรรค์เลื่อนระดับ
บทที่ 13 พรสวรรค์เลื่อนระดับ
บทที่ 13 พรสวรรค์เลื่อนระดับ
[สังหารอัศวินโครงกระดูกไร้หัว เลเวล 16 ได้รับค่าประสบการณ์ 1600 แต้ม]
[สังหารปีศาจซากศพเน่าเปื่อย เลเวล 12 ได้รับค่าประสบการณ์ 500 แต้ม]
[สังหารปีศาจกระดูกหนาม เลเวล 13 ได้รับค่าประสบการณ์ 690 แต้ม]
......
[ระดับของคุณเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 10]
ซ่งหมิงเปิดแผงข้อมูลของตนเองขึ้นมาดูในทันที
[ชื่อ : ซ่งหมิง]
[อาชีพ : จอมขมังออร่า]
[ระดับ : เลเวล 10 (1030 / 60000)]
[พละกำลัง : 46]
[ความคล่องตัว : 46]
[พลังจิต : 55]
[กายภาพ : 46]
[การป้องกัน : 46]
[ทักษะ : ออร่าเพลิงอสูร (ระดับปฐพี สิบดาว), ออร่าสาปกลายเป็นหิน (ระดับลึกลับ แปดดาว), ออร่าป้องกัน (ระดับลึกลับ เก้าดาว)]
[พรสวรรค์ (หนึ่งเดียว) : ทะลวงขีดจำกัด (ขั้นที่ 2) --- ได้รับแต้มทักษะ 2 แต้มต่อวินาที เมื่อใช้แต้มทักษะตามจำนวนที่กำหนด จะสามารถยกระดับทักษะให้สูงขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด]
[แต้มคุณสมบัติอิสระ : 16]
เขาไม่ทันสังเกตจนกระทั่งได้กวาดสายตามองดู
และเพียงแค่ปรายตามองเพียงปราดเดียว ก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง
พรสวรรค์ระดับเทพหนึ่งเดียวของเขา ได้เลื่อนจากขั้นที่หนึ่งขึ้นสู่ขั้นที่สองแล้ว
จากเดิมที่เคยได้รับแต้มทักษะ 1 แต้มต่อวินาที ในตอนนี้ได้กลายเป็น 2 แต้มต่อวินาที
นั่นหมายความว่า
เขาจะสามารถยกระดับทักษะของตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าหากมีทักษะมากเกินไปแล้วจะมีแต้มทักษะไม่เพียงพอต่อการจัดสรร
สำหรับแต้มคุณสมบัติอิสระที่เหลือนั้น
ซ่งหมิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเลือกทุ่มแต้มทั้งหมดไปที่พลังจิต
[พลังจิต : 55 → 71]
ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของทักษะทั้งหมดที่เขามีในตอนนี้ล้วนผูกติดอยู่กับค่าพลังจิต
ยิ่งพลังจิตสูงเท่าไร เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ในกระเป๋าสัมภาระยังมีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ดรอปมาจากการสังหารอสูรร้ายระดับชนชั้นสูง
[เกราะเงินผุกร่อน (อุปกรณ์สีฟ้า ระดับสูง)]
ประเภท : เครื่องแต่งกาย
เงื่อนไขระดับ : เลเวล 10, อุปกรณ์เฉพาะอาชีพนักรบ
คุณสมบัติ : กายภาพ +15, พละกำลัง +10, การป้องกัน +20
ผลพิเศษ : มีผลกัดกร่อนต่ออาวุธ เพิ่มการสิ้นเปลืองความทนทานของอาวุธขึ้น 20%
ซ่งหมิงชำเลืองมองเพียงครู่เดียวและไม่ได้ให้ความสนใจกับมันมากนัก
อย่างไรเสียมันก็เป็นอุปกรณ์เฉพาะของนักรบ
สำหรับเขาแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร จึงตั้งใจว่าจะเก็บไว้ขายเป็นเงินในภายหลัง
ทว่าหลังจากสังหารอสูรร้ายระดับชนชั้นสูงตัวนี้ไป
แต้มผลงานของซ่งหมิงก็พุ่งสูงถึง 140 แต้ม
ส่งให้เขาขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของตารางทำเนียบผลงานในทันที
โดยปกติแล้วตารางอันดับนี้จะอัปเดตวันละหนึ่งครั้ง
กล่าวคือ
แต้มผลงานที่ผู้อื่นออกล่าอสูรร้ายตลอด 24 ชั่วโมง อาจจะไม่ถึงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ซ่งหมิงได้รับภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
หลังจากจัดการกับมอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงที่นี่เรียบร้อยแล้ว
ซ่งหมิงก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อ มีเพียงดันเจี้ยนเมืองปีศาจเท่านั้นที่จะตอบสนองความต้องการในการเลื่อนระดับของเขาได้
กัปตันวัยกลางคนเมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเดินตรงเข้ามาหา
เด็กนักเรียนมัธยมปลายแบบนี้... ไม่ใช่สิ ยอดฝีมือระดับนี้
ใช่ว่าจะหาตัวจับได้ง่ายๆ
เขาต้องรีบเข้าไปทำความรู้จักเอาไว้
"ท่านยอดฝีมือ สวัสดีครับ ผมชื่อหวังหง มาจากสมาคมเสือดำในท้องถิ่นครับ"
"ต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ มิเช่นนั้นทีมเล็กๆ ของพวกเราคงถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปแล้ว"
สมาคมเสือดำ
ซ่งหมิงเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง
เป็นหนึ่งในสามสมาคมใหญ่ของเมืองอวิ๋นไห่
โดยสมาคมที่ทรงอำนาจที่สุดคือสมาคมเจ็ดดารา
เหล่าผู้มีอาชีพระดับต่ำที่ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มักจะเลือกเข้าร่วมสมาคมของสามัญชนเช่นนี้
หากซ่งหมิงไม่ได้รับการปลุกพรสวรรค์
สมาคมสามัญชนเช่นนี้คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขา
แต่ในตอนนี้
เป้าหมายของเขาคือการไปให้ถึงระดับยี่สิบเพื่อเปลี่ยนอาชีพตามมาตรฐานก่อนที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมาถึง
รวมถึงการเป็นผู้ที่ทำคะแนนสูงสุดของประเทศเพื่อเข้าสู่สถาบันเสินเซี่ย
สมาคมสามัญชนเหล่านี้ย่อมไม่มีแรงดึงดูดใจสำหรับเขาแม้แต่น้อย
"จริงด้วย คุณเคยไปที่ดันเจี้ยนเมืองปีศาจไหม พอจะบอกข้อมูลข้างในให้ผมฟังหน่อยได้ไหม" ซ่งหมิงเอ่ยถาม
หวังหงยิ้มแห้งๆ อย่างเคอะเขิน
"ทีมอย่างพวกเรากล้าแค่ล่าอสูรร้ายอยู่แถวนี้เท่านั้นแหละครับ ส่วนดันเจี้ยนเมืองปีศาจน่ะ พวกเราไม่กล้าย่างกรายเข้าไปหรอก"
"เข้าใจแล้ว"
ซ่งหมิงไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่เรียกว่าคู่มือดันเจี้ยนสำหรับเขาก็เป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น
จะมีหรือไม่มีก็ได้
เขาตั้งใจจะบุกตะลุยเข้าไปโดยตรง อย่างมากก็แค่เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย
หวังหงรู้ตัวดีว่าตนช่วยอะไรไม่ได้มากและไม่กล้ารบกวนเวลาไปมากกว่านี้
"ท่านยอดฝีมือ นี่คือนามบัตรของสมาคมเรา หากท่านมีเรื่องเล็กน้อยอะไรที่ต้องการให้ผมรับใช้ เพียงแค่ส่งข่าวมาได้เลยครับ"
หลังจากยื่นนามบัตรให้แล้ว หวังหงและลูกทีมก็พากันแยกย้ายจากไปอย่างรู้กาลเทศะ
ซ่งหมิงเหลือบมองนามบัตรใบนั้นก่อนจะเก็บใส่กระเป๋า
"นายกำลังจะไปดันเจี้ยนเมืองปีศาจงั้นเหรอ" เด็กสาวนักธนูที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น
ซ่งหมิงได้ยินจึงหันไปมองเธอ
เมื่อครู่นี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาแย่งมอนสเตอร์ของเขา
เรื่องนี้ทำให้เขามีความรู้สึกที่ดีต่อเธอมากขึ้น
เมื่อเห็นเธอถาม ซ่งหมิงจึงตอบกลับไปว่า "ทำไมเหรอ คุณมีคู่มือพิชิตดันเจี้ยนเมืองปีศาจหรือไง"
เด็กสาวนักธนูไม่ได้ตอบในทันที
แต่เธอกลับใช้สายตาพิจารณาซ่งหมิงอย่างละเอียด
ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่ร้อนใจจะช่วยคนจึงไม่ได้สังเกตให้ดี
ทว่าตอนนี้ภายใต้ทักษะการตรวจสอบของเธอ เธอต้องสะดุ้งโหยงเมื่อพบว่าอาชีพของคนตรงหน้าแท้จริงแล้วคือจอมขมังออร่า
เป็นไปไม่ได้
ตั้งแตเมื่อไรกันที่พวกจอมขมังออร่าร้ายกาจขนาดนี้
อสูรร้ายระดับชนชั้นสูงเลเวล 16 ถึงกับขยับตัวไม่ได้ต่อหน้าเขา และถูกบดขยี้จนกลายเป็นกองกระดูกแตกละเอียดในพริบตา
เด็กสาวนักธนูรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
แม้ว่าด้วยพละกำลังของเธอ การสังหารอสูรร้ายระดับชนชั้นสูงจะเป็นเรื่องง่ายดาย
แต่จะให้ทำอย่างสบายๆ เหมือนเด็กนักเรียนมัธยมคนนี้
เธอยอมรับตามตรงว่าทำไม่ได้
"เดี๋ยวก่อน ขอฉันถามอะไรหน่อยสิ อาชีพของนายคือจอมขมังออร่าจริงๆ เหรอ" เด็กสาวนักธนูอดใจไม่ไหวต้องถามออกมา
"ทำไมล่ะ คุณไม่เชื่อทักษะการตรวจสอบของตัวเองหรือไง" ซ่งหมิงย้อนถาม
"เหอะ เด็กมัธยมสมัยนี้เป็นสัตว์ประหลาดกันหมดแล้วหรือไงนะ"
เด็กสาวพึมพำเบาๆ
สีหน้าของเธอดูหดหู่เล็กน้อย
เธอเคยคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะแล้ว
แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กมัธยมในสถานที่เล็กๆ แห่งนี้
ใครเจอกับตัวก็ต้องรู้สึกท้อแท้ทั้งนั้น
ซ่งหมิงเห็นเธอยืนเหม่อลอยไม่ยอมตอบคำถาม
เขาจึงส่ายหัวแล้วเดินตรงไปยังดันเจี้ยนเมืองปีศาจที่อยู่เบื้องหน้า
เขาไม่มีเวลาว่างพอจะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่
"นี่ นายจะทำอะไรน่ะ กล้าทิ้งสาวสวยอย่างฉันไว้ที่นี่ได้ลงคอเหรอ"
เด็กสาวนักธนูได้สติและรีบเดินตามเขาไปอย่างไม่สบอารมณ์
ซ่งหมิงคร้านที่จะใส่ใจเธอ
แต่เด็กสาวก็ไม่ได้ถือสาและยังคงพูดเจื้อยแจ้วกับตัวเองต่อไป
"นี่ เจ้าคนทื่อๆ นายไม่อยากรู้ชื่อฉันหน่อยเหรอ จะบอกให้เอาบุญนะ ฉันเป็นนักศึกษาจากสถาบันเสินเซี่ยเชียวนะ"
"สถาบันเสินเซี่ยงั้นเหรอ" ซ่งหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เด็กสาวรีบเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ "เป็นไงล่ะ พี่สาวคนนี้เก่งใช่ไหมล่ะ"
"ก็งั้นๆ แหละ"
"คำว่า 'ก็งั้นๆ' หมายความว่ายังไง ฉันจะบอกให้นะ ถึงนายไม่ลงมือ ฉันก็สามารถจัดการอสูรร้ายพวกนั้นได้ในพริบตาเหมือนกัน"
"คุณเลเวลเท่าไรแล้ว"
"ฉันเลเวล 20 อาชีพในตำนาน เอลฟ์นักธนู เป็นไงล่ะ พี่สาวคนนี้สุดยอดไปเลยใช่ไหม"
"ผมเลเวล 9 สามารถสังหารมอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงเลเวล 16 ได้ในพริบตา ส่วนคุณเลเวล 20 ก็สังหารได้ในพริบตาเหมือนกัน งั้นขอถามหน่อยว่า ระหว่างเราสองคน ใครสุดยอดกว่ากัน"
"ฉัน..."
เด็กสาวถึงกับอึกอักด้วยความโมโห
แต่มันคือความจริงที่เถียงไม่ออก
เธอไม่อาจโต้แย้งได้เลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวกระทืบเท้าด้วยความขัดใจและฮึดฮัด "ฉันยอมรับว่านายเก่งมาก แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน"
"ดูหมอนี่ที่ชื่อซ่งหมิงสิ ที่ได้อันดับหนึ่งในทำเนียบผลงานน่ะ เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเขาก็สะสมแต้มผลงานได้ถึง 140 แต้มแล้ว"
"เลเวลเขาก็อยู่ที่ 10 ฝีมือของเขาน่าจะพอๆ กับนาย หรืออาจจะเก่งกว่านายด้วยซ้ำ"
ซ่งหมิงได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
เด็กสาวรู้สึกประหม่าเล็กน้อยภายใต้สายตานั้น
แต่แล้วเธอก็ยืดอกที่อวบอิ่มขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้และเอ่ยว่า "ทำไมล่ะ มีคนที่โดดเด่นกว่านาย นายคงรู้สึกแย่ล่ะสิ"
"อืม ก็นิดหน่อย"
เด็กสาวเผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ "ฮิฮิ ไม่แกล้งนายแล้วก็ได้ ฉันชื่อเจียงหรง"
"อืม"
" 'อืม' อะไรของนาย ฉันเป็นสาวน้อยเอลฟ์ที่สวยขนาดนี้ ช่วยมีปฏิกิริยาตอบรับหน่อยสิ เฮ้" เจียงหรงโวยวาย
"ผมกำลังจะไปดันเจี้ยนเมืองปีศาจ คุณจะตามมาด้วยหรือเปล่า" ซ่งหมิงถาม
"ทำไมล่ะ นายไม่อยากมีสาวสวยร่วมทางไปด้วยหรือไง"
"ก็ได้อยู่หรอก แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามมาแย่งมอนสเตอร์ของผม" ซ่งหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"รู้แล้วๆ เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะพานายไปฟาร์มมอนสเตอร์เก็บเลเวลในดันเจี้ยนระดับทั่วไปก่อน แต่หลังจากนายถึงเลเวล 15 แล้ว นายต้องไปดันเจี้ยนระดับนรกกับฉัน ตกลงไหม"
"ตกลง"
ซ่งหมิงพยักหน้า
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังรอยแยกที่เป็นที่ตั้งของดันเจี้ยนเมืองปีศาจในทันที