- หน้าแรก
- เทพยุทธ์เจ้าจักรวาล!
- บทที่ 105 แผนการอันรัดกุม
บทที่ 105 แผนการอันรัดกุม
บทที่ 105 แผนการอันรัดกุม
บทที่ 105 แผนการอันรัดกุม
ที่ห้องฝึกวิชาใต้ดินในคฤหาสน์ของฟางอวี่
ฟู่!
ฟางอวี่สวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ไม่ได้ใส่แม้แต่รองเท้า เพราะช่วงนี้ยังฝึกวิชาดาบเผาโลหิตไม่ได้ เขาจึงได้แต่ฝึกกระบวนท่าหมัดเสริมกำลังกายไปพลางๆ
กระบวนท่าหมัดพื้นฐานยี่สิบสี่ท่าที่แสนจะธรรมดา เมื่อฟางอวี่ร่ายรำออกมาแต่ละกระบวนท่า กลับดูแฝงไปด้วยมนต์ขลังราวกับเสกสรรค์ปั้นแต่ง ราวกับงานศิลปะชั้นยอด
"ฝึกมาตั้งหลายปี ฉันก็ยังชินกับการฝึกหมัดอยู่ดี" ฟางอวี่รู้สึกเพลิดเพลินมาก
ตามหลักการแล้ว เมื่อทักษะร่างกายบรรลุถึงระดับมโนทัศน์ภายใน ภายในร่างกายจะเกิดดวงตาแห่งปัญญา สามารถดึงเอาพลังแฝงและเลือดลมมากระตุ้นและฟื้นฟูกล้ามเนื้อและกระดูกทุกสัดส่วนได้อย่างง่ายดาย การฝึกหมัดจึงแทบไม่เห็นผลอะไรแล้ว
แต่ด้วยความเคยชินจากการฝึกฝนมาหลายปี ฟางอวี่ก็ยังคงทำเช่นนี้ต่อไป
การฝึกหมัด ช่วยให้จิตใจของฟางอวี่สงบเยือกเย็นยิ่งขึ้น
มโนทัศน์ภายใน คือการควบคุมร่างกายให้อยู่หมัด
"ยิ่งฝึกฝนลงลึกไปถึงระดับเซลล์มากเท่าไหร่ ความยากในการควบคุมก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก ตอนนี้ฉันยังพัฒนาได้เร็วอยู่" ฟางอวี่ครุ่นคิดในใจ "แต่ต่อไปมันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาสั้นๆ การจะไปให้ถึงระดับมโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้า คงไม่มีหวังแล้วล่ะ"
พอถึงมโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้าแล้ว ต่อให้ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ก็อาจจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
มโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้าถึงขั้นที่เก้า จัดอยู่ในระดับมโนทัศน์ภายในขั้นสูง
อาจารย์ทั่วไปของมหาวิทยาลัยหูกว่าง ก็มีทักษะการต่อสู้อยู่ในระดับนี้กันทั้งนั้น ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็น ยอดฝีมือ ในหมู่นักรบระดับสูงแล้ว
นักรบระดับสูงส่วนใหญ่ ทักษะมักจะหยุดอยู่แค่ระดับเข้าถึงนิมิตขั้นสูงสุดเท่านั้น
"พรสวรรค์ของรุ่นพี่เหยียนเทียนเหิงนี่สุดยอดจริงๆ แค่ปีเดียว ก็เลื่อนจากมโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้ามาจนเกือบจะถึงระดับมโนทัศน์ภายในสมบูรณ์ได้" ฟางอวี่แอบชื่นชม
ยิ่งรู้ลึก เขาก็ยิ่งนับถืออีกฝ่าย
...
ในคฤหาสน์นักศึกษา
ถังเจี้ยนซินในชุดต่อสู้ตัวหลวมโพรก เดินผ่านจุดยืนยันตัวตนหน้าประตูเข้ามา ขณะกำลังเดินไปตามทางเดิน จู่ๆ เธอก็หยุดชะงัก
สุดทางเดิน ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกมองดูบ่อปลาที่อยู่ข้างๆ ทางเดิน ในน้ำมีปลาทองกำลังแหวกว่ายเล่นกันอยู่
ราวกับรับรู้ถึงการมาของถังเจี้ยนซิน ชายหนุ่มจึงหันหน้ามา
"รองศาสตราจารย์ถัง มาอีกแล้วเหรอครับ?" เหยียนเทียนเหิงส่งยิ้มให้
"เธอรู้ว่าฉันจะมาเหรอ?" ถังเจี้ยนซินขมวดคิ้ว รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เธอไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเหยียนเทียนเหิงเท่าไหร่นัก
"ครับ ผมเพิ่งได้รับข่าวมาว่าการประชุมประจำเดือนของพวกศาสตราจารย์เพิ่งจะจบลง รองศาสตราจารย์ถังน่าจะยังไม่บรรลุเป้าหมายใช่ไหมครับ" เหยียนเทียนเหิงยิ้มบางๆ "จากที่ผมรู้จักสไตล์การทำงานของคุณ คุณต้องรีบมาหาฟางอวี่เป็นคนแรกแน่ๆ"
"ผมก็เลยมาดักรอคุณอยู่ที่นี่ไงครับ"
ถังเจี้ยนซินลอบตกใจ หมอนี่เป็นคนช่างสังเกตและคิดวิเคราะห์เก่งจริงๆ
"มารอฉันทำไมล่ะ?" ถังเจี้ยนซินถาม "ฉันไม่ได้เป็นคนสอนเธอนะ"
"แต่คุณสอนฟางอวี่นี่ครับ" เหยียนเทียนเหิงยิ้ม "เมื่อเช้า ผมเพิ่งจะเป็นตัวแทนของซู่กวงกรุ๊ปส่งคำเชิญไปให้ฟางอวี่ หวังว่าเขาจะเข้ามาร่วมงานกับซู่กวงกรุ๊ปของเรา"
"นี่มัน..." ถังเจี้ยนซินอึ้งไป
"ดูจากท่าทีของฟางอวี่แล้ว เหมือนเขาไม่อยากจะผิดสัญญาสักเท่าไหร่" เหยียนเทียนเหิงหัวเราะร่วน "เขาเชื่อใจซิงเหอกรุ๊ปขนาดนี้ ผมก็เลยคิดว่าซิงเหอกรุ๊ปก็น่าจะตอบแทนความเชื่อใจของเขาบ้าง แต่เพราะเขายังเด็ก ผมกลัวว่าเขาจะไม่กล้าเรียกร้องสิทธิอะไรให้ตัวเองเท่าไหร่"
ม่านตาของถังเจี้ยนซินหดเกร็ง
ทำไมเธอจะไม่เข้าใจล่ะ
เหยียนเทียนเหิงต้องการยืมปากเธอ โดยใช้ชื่อของซู่กวงกรุ๊ปไปกดดันซิงเหอกรุ๊ป เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับฟางอวี่ให้ได้มากที่สุด
"ฉันขอขอบใจเธอแทนฟางอวี่ด้วยนะ" ถังเจี้ยนซินกล่าว
"เรื่องเล็กน้อยครับ" เหยียนเทียนเหิงยังคงนิ่งสงบ "อ้อ มีอีกเรื่องนึงครับ ในฐานะเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสอง ผมมีสิทธิ์ใช้ เครื่องเนตรสวรรค์ ได้เดือนละสองครั้ง"
"เมื่อกี้ผมเพิ่งจะแจ้งให้ศาสตราจารย์สวี่ทราบไปว่า ผมจะยกสิทธิ์การใช้เครื่องเนตรสวรรค์สองครั้งของเดือนหน้าให้กับฟางอวี่ ซึ่งศาสตราจารย์สวี่ก็ตกลงแล้วครับ"
"บางที ด้วยความเร็วในการพัฒนาของเขา หากได้รับทรัพยากรเหล่านี้เข้าไปช่วย เขาอาจจะก้าวไปถึงระดับมโนทัศน์ภายในขั้นสูงได้เร็วขึ้นก็ได้นะครับ" เหยียนเทียนเหิงกล่าวทิ้งท้าย
"เธอช่วยเขาขนาดนี้เลยเหรอ?" ถังเจี้ยนซินแทบไม่อยากจะเชื่อ
สิทธิ์ในการใช้เครื่องเนตรสวรรค์แต่ละครั้งนั้นล้ำค่ามาก เมื่อไหร่ที่เรียนจบไปแล้ว การจะได้ใช้มันอีกสักครั้งเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
เหยียนเทียนเหิง ยอมสละสิทธิ์ถึงสองครั้งเชียวเหรอ?
แล้วศาสตราจารย์สวี่ก็ดันตอบตกลงซะด้วย?
"เขาควรค่าแก่การช่วยเหลือครับ"
"แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เครื่องเนตรสวรรค์แทบจะไม่มีประโยชน์กับผมแล้วล่ะครับ" เหยียนเทียนเหิงยิ้มบางๆ "ผมจะใช้ต่อให้เปลืองไปทำไมล่ะครับ"
"เธอถึงระดับมโนทัศน์ภายในสมบูรณ์แล้วเหรอ?" ถังเจี้ยนซินเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
เครื่องเนตรสวรรค์มีไว้ช่วยให้นักรบสามารถควบคุมและดึงเอาพลังแฝงจากเซลล์ออกมาใช้ได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อใดที่บรรลุถึงระดับมโนทัศน์ภายในสมบูรณ์แล้ว ประสิทธิภาพของเครื่องเนตรสวรรค์ก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การที่นักรบจะก้าวไปเป็นปรมาจารย์แห่งมโนทัศน์ภายนอกได้นั้น ต้องอาศัยการผสานพลังจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เครื่องเนตรสวรรค์จะช่วยได้
"ครับ เมื่อคืนตอนที่ได้ข่าวของรุ่นน้องฟางอวี่ นอกจากจะดีใจแล้ว ผมก็ดันทะลวงขีดจำกัดไปได้แบบงงๆ เลยครับ" เหยียนเทียนเหิงยิ้มกริ่ม "สงสัยจะเป็นพรหมลิขิตล่ะมั้งครับ"
"ผมเป็นพวกเชื่อเรื่องพรหมลิขิตซะด้วยสิครับ"
ในคฤหาสน์ของฟางอวี่ ชั้นหนึ่ง
"อาจารย์ครับ มาทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะครับ? ผมจะได้ออกไปรับหน้าประตู" ฟางอวี่ยิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมกับรินชาให้
หลังจากที่ทักษะของฟางอวี่พัฒนาขึ้น และมีความเข้าใจในวิชาดาบเผาโลหิตลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถังเจี้ยนซินก็ไม่ได้มาคอยชี้แนะทุกวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว ปกติจะมาทุกๆ สองสามวันครั้ง
และหลังจากนี้ คงจะนานถึงสี่ห้าวันหรืออาจจะสัปดาห์ละครั้งเลยทีเดียว
หากทักษะก้าวไปถึงระดับเดียวกับเหยียนเทียนเหิง ในมหาวิทยาลัยก็คงมีเพียงอธิการบดีเท่านั้นที่จะให้คำชี้แนะได้บ้างเป็นครั้งคราว เวลาที่เหลือก็ต้องอาศัยการฝึกฝนและขัดเกลาด้วยตัวเอง
"ทำไม ฉันจะมาสุ่มตรวจไม่ได้หรือไง?" ถังเจี้ยนซินพูดทีเล่นทีจริง
"ฮ่าๆ ถ้าอาจารย์สะดวก จะมาเมื่อไหร่ก็ได้เลยครับ" ฟางอวี่ยิ้มตอบ
รู้จักกันมานานขนาดนี้ ทั้งสองคนก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น
แม้จะไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์กันอย่างเป็นทางการ แต่ความซาบซึ้งใจที่ฟางอวี่มีต่อถังเจี้ยนซินนั้น มีมากกว่าที่เขามีต่ออาจารย์สมัยมัธยมเสียอีก
อาจารย์คนไหนจริงใจ นักศึกษาย่อมสัมผัสได้อย่างแน่นอน
"เข้าเรื่องเลยดีกว่า" ถังเจี้ยนซินปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น "ครั้งนี้เธอทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก พุ่งทะยานเข้าสู่สิบอันดับแรกของการต่อสู้จริงได้สำเร็จ"
"ในการประชุมประจำเดือนวันนี้ ฉันตั้งใจจะขอทรัพยากรพิเศษให้เธอ แต่สุดท้ายก็มีคนคอยขัดขวาง... เลยทำได้แค่ขอเพิ่มวงเงินเบิกของวิเศษให้เธออีก 20 ล้านเหรียญดาว วันนี้หลังจากที่อธิการบดีเซ็นอนุมัติแล้ว น่าจะมีประกาศแจ้งให้เธอทราบนะ"
"รบกวนอาจารย์แล้วครับ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว" ฟางอวี่รู้สึกพอใจมาก
อันที่จริง ช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา เขาใช้เงินเป็นเบี้ย ถึงในบัญชีจะมีเงินเหลืออีกหลายสิบล้าน แต่ถ้าขืนยังผลาญเงินแบบนี้ต่อไป ไม่เกินสามสี่เดือนคงหมดเกลี้ยงแน่ แถมปีหน้ายังต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกเป็นสิบล้าน
ดังนั้น ลึกๆ แล้วฟางอวี่ก็แอบกังวลอยู่เหมือนกัน
แต่ตอนนี้ได้วงเงินเบิกของวิเศษมาเพิ่มอีก 20 ล้าน ก็ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้เยอะเลย
"สำหรับฉัน มันยังไม่พอหรอก ตอนแรกฉันกะจะขอให้เธอได้ใช้เครื่องเนตรสวรรค์เพิ่มอีกสักครั้งสองครั้งด้วยซ้ำ" ถังเจี้ยนซินถอนหายใจ "ถ้าได้สิทธิ์นั้นมา เธอจะได้ทำผลงานในการแข่งขันวิชาการต่อสู้ระดับมหาวิทยาลัยบลูมูนได้ดีขึ้น ดีไม่ดีอาจจะทะลุเข้ารอบสอง แล้วก็มีลุ้นได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของนักรบผู้พิทักษ์นภาก็ได้"
"อ้าว? ในการแข่งขันมีโอกาสได้ฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยเหรอครับ?" ฟางอวี่หูผึ่ง
อาจารย์คิดการณ์ไกลไปถึงขั้นนั้นเลยเชียว
"ก็ใช่ว่าจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ทุกคนหรอกนะ" ถังเจี้ยนซินอธิบาย "ยอดฝีมือจะรับใครเป็นศิษย์ มันก็ขึ้นอยู่กับวาสนาด้วย"
"แต่การแข่งขันระดับนี้ ก็ถือเป็นเวทีให้เราได้แสดงฝีมือ อย่างน้อยๆ พวกผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มนักรบก็ต้องจับตามองอยู่แล้ว"
"เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ฉันลงแข่ง ถึงจะตกรอบตั้งแต่รอบสองของการแข่งขันรอบจริง แต่ก็เตะตาอาจารย์เข้าพอดี เลยได้ฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน"
"อาจารย์ครับ อาจารย์ของท่านเป็นนักรบผู้พิทักษ์นภาเหรอครับ?" ฟางอวี่ตกใจ
เส้นสายไม่เบาเลยนะเนี่ย!
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้เลย
"อืม แต่ฉันเป็นแค่ศิษย์สายในนะ" แววตาของถังเจี้ยนซินหม่นหมองลงเล็กน้อย "ยิ่งไปกว่านั้น... อาจารย์ของฉันพลีชีพที่ดาวปฐมกาลไปแล้ว ช่างเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย"
ฟางอวี่รีบหุบปากฉับ
นักรบผู้พิทักษ์นภา ตัวตนระดับนั้นถึงกับต้องมาพลีชีพเลยเหรอ? ฟางอวี่เข้าใจทันทีว่าถังเจี้ยนซินเองก็คงมีเรื่องราวในอดีตซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย
"เธอไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ตอนนี้เธอยังไม่ถึงเกณฑ์เมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสอง แต่ก็ใกล้แล้วล่ะ" ถังเจี้ยนซินว่าต่อ "ด้วยพัฒนาการที่ก้าวกระโดดแบบนี้ ภายในปีนี้เธอถึงเกณฑ์แน่นอน... พอถึงตอนนั้น ทรัพยากรต่างๆ ก็จะถูกจัดสรรมาให้อย่างครบถ้วน"
"อาจารย์ครับ เกณฑ์ของเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสองคืออะไรเหรอครับ?" ฟางอวี่สงสัย
"เรื่องมันยาวน่ะ มันเกี่ยวโยงทั้งเรื่องอายุ ระดับพลังชีวิต เนตรดารา ทักษะ พลังจิต และอื่นๆ อีกมากมาย... แต่หลักๆ แล้วก็คืออายุ เนตรดารา และทักษะ" ถังเจี้ยนซินอธิบาย "โดยทั่วไปแล้ว สำหรับนักศึกษาปีสี่ ขอแค่มีระดับพลังชีวิต 30 ขึ้นไป และมีทักษะระดับมโนทัศน์ภายใน ก็ถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสามแล้ว"
"อย่างตอนของเธอ ระดับพลังชีวิตยังไม่ถึงเกณฑ์ ก็น่าจะใช้เกณฑ์อื่นมาทดแทน"
ฟางอวี่ครุ่นคิดตาม น่าจะเป็นเพราะพลังจิตช่วยดึงคะแนนขึ้นมาแน่ๆ
"ส่วนเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสอง เกณฑ์พื้นฐานสำหรับนักศึกษาปีสี่ก็คือ ทักษะต้องถึงระดับมโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้า" ถังเจี้ยนซินบอก
ฟางอวี่พพยักหน้ารับเบาๆ
มโนทัศน์ภายในขั้นที่ห้างั้นเหรอ?
"อย่างเหยียนเทียนเหิง เขาถูกประเมินให้เป็นเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับสองตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง ถึงแม้พัฒนาการหลังจากนั้นจะไม่ได้ก้าวกระโดดน่ากลัวอย่างเธอในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ดีไม่ดีจะพัฒนาได้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ... ถือว่ามีความเสถียรมาก" ถังเจี้ยนซินยิ้มบางๆ "แถมเขายังใกล้จะเป็นนักรบระดับปฐพีแล้วด้วยนะ"
"เขาทะลวงถึงมโนทัศน์ภายในขั้นที่สิบแล้วเหรอครับ?" ฟางอวี่เบิกตากว้าง
เมื่อเช้าที่เจอกัน อีกฝ่ายไม่เห็นหลุดปากพูดเรื่องนี้เลย
"อืม" ถังเจี้ยนซินถอนหายใจ "ทักษะระดับมโนทัศน์ภายในขั้นสมบูรณ์ บวกกับระดับพลังชีวิตที่ทะลุ 39.9 ไปนานแล้ว รับรองได้เลยว่าเขาต้องทะลวงขึ้นเป็นนักรบระดับปฐพีได้ก่อนการแข่งขันจะเริ่มแน่ๆ"
"การที่สามารถเลื่อนขั้นเป็นนักรบระดับปฐพีได้ก่อนเรียนจบ ต่อให้ยังไม่ถึงเกณฑ์เมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับหนึ่ง แต่ในบรรดามหาวิทยาลัยสายวิชาการต่อสู้บนพระจันทร์ใหม่ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว" น้ำเสียงของถังเจี้ยนซินแฝงไปด้วยความชื่นชม
"อาจารย์ครับ แล้วเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับหนึ่งล่ะครับ มีเกณฑ์ยังไงบ้าง?" ฟางอวี่อดถามไม่ได้
"ไม่รู้สิ"
"อย่างน้อยเท่าที่ฉันรู้ ก็ไม่มีการประกาศเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมาหรอกนะ" ถังเจี้ยนซินส่ายหน้า "ยังไงซะในมหาวิทยาลัยบนพระจันทร์ใหม่ อัจฉริยะวิชาการต่อสู้ระดับนี้ก็แทบจะหาไม่เจออยู่แล้ว ที่ฉันรู้จักมักจี่ด้วยจริงๆ ก็มีแค่คนเดียว"
"ตอนที่เขาถูกจัดให้เป็นเมล็ดพันธุ์ดวงดาวระดับหนึ่ง เขาอายุแค่ 19 ปีเอง แต่ทักษะกลับก้าวข้ามไปถึงระดับมโนทัศน์ภายนอกแล้ว" ถังเจี้ยนซินถอนหายใจเฮือกใหญ่ "มันเหลือเชื่อสุดๆ ไปเลยล่ะ"
ฟางอวี่ถึงกับอึ้ง
อายุ 19 มีทักษะระดับมโนทัศน์ภายนอก? นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ
อันที่จริง ในสายตาของนักรบทั่วไป การที่สามารถเป็นนักรบระดับปฐพีได้ก่อนอายุ 30 ก็ถือว่าเป็น อัจฉริยะวิชาการต่อสู้ แล้ว
เพียงแต่ ก็เหมือนกับคำว่า เด็กเรียนเก่ง ในหมู่นักเรียนสายสามัญนั่นแหละ มันเป็นเรื่องของมุมมอง
คำว่าอัจฉริยะวิชาการต่อสู้ก็เช่นเดียวกัน
"ตอนนี้เธอยังไม่ต้องคิดไปไกลหรอก จากวิทยาลัยวิชาชีพขยับขึ้นมาเรียนปริญญาตรี ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เธอก็เก่งมากแล้ว" ถังเจี้ยนซินกล่าว "การที่เหยียนเทียนเหิงก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้ มันก็ส่งผลดีกับเธอนะ..."
จากนั้น
ถังเจี้ยนซินก็เล่าเรื่องที่เหยียนเทียนเหิงพูดให้ฟางอวี่ฟังอย่างละเอียด
"รุ่นพี่เขา..." ฟางอวี่รู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย
เรื่องของซู่กวงกรุ๊ปก็เรื่องนึง เหยียนเทียนเหิงไม่ได้ลงทุนอะไรมาก เขาพอเข้าใจได้
แต่สิทธิ์ในการใช้เครื่องเนตรสวรรค์สองครั้งนี่สิ ความหมายมันต่างกันลิบลับเลยนะ
ถึงแม้เครื่องเนตรสวรรค์จะไม่ได้ช่วยอะไรมากแล้วสำหรับยอดฝีมือระดับมโนทัศน์ภายในขั้นสมบูรณ์ แต่การได้สัมผัสสภาวะ กายจิตประสาน ก็คงพอจะเป็นแนวทางให้เหยียนเทียนเหิงก้าวข้ามไปสู่ระดับมโนทัศน์ภายนอกในอนาคตได้อย่างแน่นอน
นี่มันคือการเอาของสำคัญของตัวเองมาให้คนอื่นชัดๆ
ถ้าสลับบทบาทกัน ฟางอวี่ก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะทำแบบเหยียนเทียนเหิงได้ไหม