- หน้าแรก
- ยอดหมอแผนจีน ผมมองเห็นคำวินิจฉัยโรค
- บทที่ 32 การยอมรับในฝีมือจากผู้อำนวยการหลัว
บทที่ 32 การยอมรับในฝีมือจากผู้อำนวยการหลัว
บทที่ 32 การยอมรับในฝีมือจากผู้อำนวยการหลัว
หลินอี้ไม่ประหลาดใจเลย
การที่กระแสสังคมบนอินเทอร์เน็ตในช่วงสองวันนี้สามารถพลิกกลับได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะเป็นเพราะผลการรักษาที่ยอดเยี่ยมแล้ว เบื้องหลังเห็นได้ชัดว่ามีทีมงานมืออาชีพคอยควบคุมอยู่
บัญชีการตลาดที่คอยปั่นกระแสพวกนั้นถูกแบนไปในชั่วข้ามคืน วิธีการที่เด็ดขาดปานสายฟ้าฟาดแบบนี้ มีเพียงหญิงเหล็กท่านนี้เท่านั้นที่ทำได้
เขากดเปิดข้อความ
[เฉินรั่วหลาน: คุณหมอหลิน ร่างกายเป็นยังไงบ้างคะ ได้ยินว่าคุณสลบไปเพราะรักษาคนงานเหมืองคนนั้นเหรอคะ]
น้ำเสียงดูสนิทสนม แต่แฝงความห่วงใยในแบบฉบับของผู้มีอำนาจ
หลินอี้ตอบกลับ: [ไม่เป็นไรมากแล้วครับ ขอบคุณประธานเฉินที่ห่วงใย เรื่องบนอินเทอร์เน็ตก็ต้องรบกวนคุณด้วยนะครับ]
ไม่นาน ข้อความเสียงก็ถูกส่งมา
น้ำเสียงเยือกเย็นและกระฉับกระเฉง แฝงพลังอำนาจในการควบคุมที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"เรื่องเล็กน้อยค่ะ ช่วงนี้ฝ่ายกฎหมายบริษัทฉันกำลังว่างพอดี ก็เลยส่งจดหมายเตือนไปหลายร้อยฉบับ พวกอินฟลูเอนเซอร์ก็แค่พวกรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกค่ะ"
"จริงสิ คุณหมอหลินคะ"
ข้อความเสียงหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน
"ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าก้อนหินที่ทับอกอยู่มันหายไปหมดแล้ว การนอนหลับก็ดีขึ้นมากเลยค่ะ คุณคิดว่าฉันควรไปตรวจดูอาการอีกทีเมื่อไหร่ดีคะ แล้วก็... ฉันอยากจะเชิญคุณทานข้าวสักมื้อ เพื่อคุยเรื่องแผนการปรับสมดุลร่างกายหลังจากนี้ด้วยค่ะ"
เรื่องตรวจดูอาการเป็นแค่ข้ออ้าง การผูกมิตรต่างหากคือของจริง
หลินอี้รู้ดีว่า นักธุรกิจระดับเฉินรั่วหลาน ไม่มีทางทำเรื่องสูญเปล่าแน่นอน
ที่เธอช่วยจัดการเรื่องให้เขา ก็เพราะมองเห็นมูลค่าในตัวเขา
นี่คือการลงทุนเพื่อหยั่งเชิง
หลินอี้คิดครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไป: [มาตรวจดูอาการเมื่อไหร่ก็ได้ครับ มาหาผมที่ศูนย์การแพทย์แผนจีนได้เลย ส่วนเรื่องทานข้าว ไว้รอให้คุณหายขาดก่อนค่อยว่ากันเถอะครับ]
[เฉินรั่วหลาน: ตกลงค่ะ เป็นอันตกลงตามนี้ วันอังคารหน้าเจอกันนะคะ]
หลินอี้วางโทรศัพท์ลง
"แอ๊ด... ...”
ประตูถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
ครั้งนี้คนที่เข้ามาไม่ใช่ซูเฉี่ยนเฉี่ยน และไม่ใช่สวี่เหวิน
แต่เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดผ่าตัดสีเขียว
ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมเนื้องอก หลัวเฉียง
ในมือเขาถือฟิล์มเอ็กซเรย์แผ่นใหญ่สองแผ่น คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
หลินอี้นั่งตัวตรง
เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านศัลยแพทย์มือหนึ่งคนนี้
ถึงแม้หลัวเฉียงจะชอบโจมตีแพทย์แผนจีนบ่อยๆ แต่คนที่เขาโจมตีคือพวกลวงโลกที่ชอบหลอกลวงต้มตุ๋น
ในด้านฝีมือ หลัวเฉียงคือผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าอย่างแท้จริง และเป็นคนลงมือทำจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
"ผู้อำนวยการหลัวครับ"
หลินอี้พยักหน้า
หลัวเฉียงไม่พูดพร่ำทำเพลง นำแผ่นฟิล์มทั้งสองแขวนไว้บนกล่องไฟอ่านฟิล์มบนผนังทันที
นั่นคือภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาของจ้าวเถียจู้
"ฉันไม่เชื่อเรื่องลมปราณ แล้วก็ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์อะไรนั่นด้วย"
หลัวเฉียงหันกลับมา กอดอก สายตาจ้องมองหลินอี้เขม็ง ราวกับกำลังพิจารณาเครื่องจักรที่ซับซ้อน
"มองจากมุมมองทางกายวิภาคศาสตร์ เรื่องนี้มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เอ็นกลายเป็นหินปูนคือการสะสมของแคลเซียม เหมือนกับซีเมนต์ที่แข็งตัว นายบอกฉันทีสิ ถ้าไม่ใช้วิธีผ่าตัดตัดออก ไอ้กองซีเมนต์นี่มันอ่อนตัวลงได้ยังไง นี่มันขัดกับกฎอุณหพลศาสตร์และชีวกลศาสตร์ชัดๆ"
เขาไม่ได้มาเพื่อหาเรื่อง
เขามาเพื่อพิสูจน์ความจริง
ในฐานะแพทย์แผนปัจจุบันชั้นยอดที่ศรัทธาในมีดผ่าตัด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กำลังทำลายโลกทัศน์ของเขาจนป่นปี้
หลินอี้ลงจากเตียง เดินไปที่หน้ากล่องไฟอ่านฟิล์ม
เขาไม่ได้อ้างอิงคำโบราณ และไม่ได้พูดเรื่องการแปรสภาพลมปราณ
เขาชี้ไปที่เงาเนื้อเยื่ออ่อนที่เลือนลางบริเวณสองข้างกระดูกสันหลังส่วนเอวของจ้าวเถียจู้
"ผู้อำนวยการหลัวครับ คุณมองว่ามันเป็นซีเมนต์ ก็เลยคิดว่ามันไม่สามารถย้อนกลับได้"
"แต่ในสายตาผม นั่นคือพังผืดชั้นลึกที่ยึดติดกันภายใต้สภาวะแรงดันสูงครับ"
เสียงของหลินอี้ราบเรียบและเป็นมืออาชีพ คำที่ใช้ล้วนเป็นคำศัพท์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันทั้งหมด
"กลไกหลักของวิชาเผาภูเขาให้เกิดไฟ ไม่ใช่การพึ่งพาความร้อนไปละลายกระดูกหรอกครับ แต่เป็นการใช้การกระตุ้นทางกลด้วยความถี่สูงลิ่ว เพื่อให้เกิดผลกระทบทางความร้อนตามสรีรวิทยา ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตจุลภาคในบริเวณนั้นขยายตัวอย่างรุนแรงภายในเวลาอันสั้น"
นิ้วของหลินอี้ลากเป็นเส้นโค้งบนแผ่นฟิล์ม
"ความเร็วในการขยายตัวระดับนี้ เร็วกว่าปกติเป็นร้อยเท่า ปริมาณเลือดมหาศาลที่ไหลทะลักเข้าไป ได้ชะล้างเอาของเสียจากการอักเสบที่สะสมมานานหลายปีออกไป หรือที่แพทย์แผนจีนเรียกว่าความเย็นชื้นนั่นแหละครับ"
"เมื่อแรงกดดันในกล้ามเนื้อชั้นลึกและพังผืดถูกปลดปล่อยออกไปในพริบตา ข้อต่อที่ดูเหมือนจะถูกเชื่อมติดพวกนั้น ก็จะได้รับพื้นที่ว่างเล็กๆ ในการขยับเขยื้อน"
"คุณจะเข้าใจว่า ผมใช้เข็มหนึ่งเล่ม ทำศัลยกรรมคลายกล้ามเนื้อชั้นลึกแบบรุกล้ำน้อยที่สุดให้เขาก็ได้ครับ"
ภายในห้องเงียบกริบไปเต็มๆ หนึ่งนาที
มีเพียงเสียงหึ่งๆ จากกล่องไฟอ่านฟิล์ม
หลัวเฉียงจ้องมองแผ่นฟิล์ม ในหัวกำลังสร้างแบบจำลองตามที่หลินอี้อธิบายอย่างรวดเร็ว
การขยายตัวอย่างรุนแรงของระบบไหลเวียนโลหิตจุลภาค... การชะล้างของเสียจากการอักเสบ... การลดแรงดันในพังผืด...
ถึงจะฟังดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่ในทางตรรกะ กลับสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด
ที่สำคัญที่สุดคือ ผลการรักษาก็เห็นกันอยู่ทนโท่
ผ่านไปเนิ่นนาน
หลัวเฉียงเก็บแผ่นฟิล์มใส่ซอง สูดลมหายใจเข้าลึก
"ศัลยกรรมคลายกล้ามเนื้อแบบรุกล้ำน้อยที่สุดงั้นเหรอ... หึ เข็มเล่มเดียวของนาย เทียบเท่ากับการผ่าตัดสามชั่วโมงของฉันเลยนะ"
เขาปรายตามองหลินอี้ ความเย่อหยิ่งและความคลางแคลงใจในแววตาจางหายไป แทนที่ด้วยความเคารพต่อคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน
"ถึงฉันจะยังรู้สึกว่ามันดูลึกลับไปหน่อยก็เถอะ แต่... ในสิ่งที่หมอผ่าตัดทำไม่ได้ นายทำมันได้"
หลัวเฉียงเดินไปที่ประตู มือจับลูกบิด ชะงักไปเล็กน้อย
"แผนกศัลยกรรมทั่วไปมักจะมีคนไข้ลำไส้อุดตันหลังการผ่าตัด มีปัญหาเรื่องการผายลมและการขับถ่าย ใช้ยาแผนปัจจุบันแล้วผลลัพธ์ไม่ค่อยดี วันหลังถ้าเจอเคสที่จัดการไม่ได้ ฉันจะขอให้นายไปช่วยให้คำปรึกษาหน่อยนะ"
พูดจบ เขาก็ดึงประตูเปิดออก แล้วก้าวยาวๆ ออกไป
หลินอี้มองดูบานประตูที่กำลังสั่นไหว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
ไม่ใช่ยอดวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่การยกยอจากแฟนคลับ
แต่เป็นการยอมรับในฝีมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนปัจจุบันระดับแนวหน้าต่างหาก
สิ่งนี้มีคุณค่ายิ่งกว่าใบประกาศเกียรติคุณใดๆ จากฝ่ายบริหารเสียอีก
เช้าวันอังคาร
คลินิกพิเศษศูนย์การแพทย์แผนจีน
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมขมจางๆ ของการรมยาที่เพิ่งเผาไหม้
จางชิงซานส่งผู้บริหารระดับมณฑลคนสุดท้ายที่จองคิวไว้กลับไป ถอดแว่นสายตายาวออก ใช้ผ้าสักหลาดเช็ดอย่างช้าๆ
เขาไม่ได้เรียกพยาบาลเข้ามาเก็บกวาดเตียงตรวจเหมือนอย่างเคย
ตรงกันข้าม เขาโบกมือให้นักศึกษาแพทย์ประจำบ้านที่อยู่หน้าประตู
"พวกเธอออกไปก่อน ปิดประตูให้ด้วย"
ทุกคนพากันเดินออกไป
จางชิงซานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"หลินอี้ เธออยู่ก่อน"
หลินอี้อึ้งไป นึกไม่ถึงว่าจะถูกเรียกชื่อ
ประตูไม้เนื้อแข็งบานหนาถูกปิดลง กั้นเสียงผู้คนที่จอแจอยู่นอกทางเดิน
ภายในห้องตรวจตกอยู่ในความเงียบสงัด
มีเพียงเสียงเดินของเข็มนาฬิกาแขวนผนังที่ดังกริ๊ก กริ๊ก
หลินอี้นืนอยู่ตรงมุมห้อง
เขาเพิ่งจะเก็บม้านั่งตัวเล็กที่นั่งก่อนหน้านี้เข้าที่ กำลังจะไปทำความสะอาดเข็มเงินที่อ่างล้างมือ
เสียงของจางชิงซานไม่ดังนัก แต่กลับแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่ค่อยได้เห็นในยามปกติ
เขาสวมแว่นตา สายตาไม่ได้มองไปที่หลินอี้ แต่จ้องไปที่ป้านชาดินเผาจื่อซาบนโต๊ะ ราวกับกำลังศึกษาลวดลายบนกาน้ำชา
"วิชาเผาภูเขาให้เกิดไฟวันนั้น ทะลวงกระดูกเกิดความร้อน พลังปราณส่งถึงจุดเกิดโรค"
"ฉันเคยเห็นนายท่านใหญ่ของตระกูลหวงฝู่ที่เมืองหลวงฝังเข็ม นั่นยังต้องเดินพลังถึงสิบนาทีถึงจะเห็นผล แต่เธอใช้เวลาแค่สองนาทีก็บีบกระแสความร้อนเข้าไปถึงในไขกระดูกได้"
จางชิงซานหมุนเก้าอี้กลับมา สายตาเปลี่ยนเป็นคมกริบในพริบตา ทิ่มแทงเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของหลินอี้
"นี่ไม่ใช่สิ่งที่การแอบฝึกมั่วๆ จะทำได้แน่นอน"
"บอกความจริงฉันมา"
"ตกลงแล้วเธอเป็นผู้สืบทอดของตระกูลไหนกันแน่ ตระกูลจางทางใต้ หรือว่าถูกส่งมาจากตระกูลหวงฝู่ทางเหนือเพื่อมาหาประสบการณ์"
บรรยากาศราวกับถูกแช่แข็ง
นี่ไม่ใช่แค่การถามไถ่เรื่องสายอาจารย์
แต่เป็นการสืบประวัติ
วงการแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับสำนักอาจารย์มาก หากหลินอี้เป็นสายลับจากสำนักอื่น จางชิงซานนอกจากจะไม่สามารถใช้งานเขาได้อย่างเต็มที่แล้ว กลับต้องคอยระแวดระวังเขาไว้ด้วย