เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ชีพจรเต้นเร็วแต่ไร้ราก นี่มันคืออาการกลับมารู้สึกตัวก่อนตาย!

บทที่ 4 ชีพจรเต้นเร็วแต่ไร้ราก นี่มันคืออาการกลับมารู้สึกตัวก่อนตาย!

บทที่ 4 ชีพจรเต้นเร็วแต่ไร้ราก นี่มันคืออาการกลับมารู้สึกตัวก่อนตาย!


จางชิงซานบีบใบสั่งยาในมือไว้แน่น ความรู้สึกในใจสับสนปนเปไปหมด

เมื่อเห็นผู้อำนวยการยังลังเล หวังป๋อก็รีบก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วขยับแว่นตา

เขาเปลี่ยนมาทำหน้าตาจริงจังและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย

"ผู้อำนวยการครับ หลินอี้พื้นฐานยังไม่ค่อยแน่น แต่ความกล้าหาญแบบลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือที่กล้าตั้งคำถามเนี่ย น่าชื่นชมจริงๆ แผนกเราไม่เห็นเด็กฝึกงานที่กระตือรือร้นแบบนี้มานานแล้วนะครับ"

ยกยอแล้วค่อยเชือด นี่แหละลูกไม้ของคนเก่าคนแก่ในที่ทำงาน

"แต่งานคลินิกไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การรักษาโรคต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์นะ!"

"ไม่ใช่พึ่งการท่องตำราเก่าๆ สองสามประโยคแล้วจะไปช่วยชีวิตคนได้"

"เม็ดเลือดขาวพุ่งไปถึง 12.5 สัดส่วนนิวโทรฟิลก็ทะลุปรอท ในคู่มือก็เขียนไว้ชัดเจนว่านี่คือการติดเชื้อรุนแรง!"

"ถ้าเราไปเชื่อสัญชาตญาณของเด็กฝึกงานแล้วสั่งหยุดยาปฏิชีวนะ นั่นมันฆาตกรรมคนไข้ชัดๆ ไม่เห็นค่าชีวิตคนเลยนะ!"

"พูดได้ดี!"

เสียงห้าวหาญดังก้องมาจากนอกประตู

ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นหลัวเฉียง ศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลเดินเข้ามา

ด้านหลังเขามีแพทย์ชายร่างใหญ่บึกบึนเดินตามมาอีกสองคน

เสื้อกาวน์สีขาวชุดนี้ พอมาอยู่บนตัวเขากลับแผ่รังสีอำมหิตราวกับชุดเกราะออกศึก

ในสายตาของแผนกศัลยกรรม การตรวจวอร์ดของแผนกอายุรกรรมมักจะดูอืดอาดยืดยาดเสมอ

"เกิดอะไรขึ้นเหล่าจาง แผนกอายุรกรรมของนายตรวจวอร์ดกันยังไงเนี่ย ทำไมเสียงดังยังกับตลาดสดเลย"

นี่แหละความมั่นใจของแผนกศัลยกรรม

ไปที่ไหนก็พกเอาความยโสโอหังที่ว่า "ฉันก็รักษาได้ ไม่ไหวก็ผ่าซะ" ไปด้วยทุกที่

หวังป๋อราวกับเห็นพระผู้ช่วยให้รอด รีบเข้าไปต้อนรับทันที

"ผู้อำนวยการหลัว คุณมาได้จังหวะพอดีเลยครับ"

"นี่มีผู้ป่วยอาการวิกฤตอยู่คนนึง พวกเรากำลังดำเนินการตามขั้นตอนในคู่มือ แต่ดันมีคนยืนกรานจะเอาทฤษฎีแพทย์แผนจีนโบราณมาก้าวก่ายการรักษาให้ได้น่ะสิครับ"

หลัวเฉียงปรายตามองลุงจ้าวบนเตียง สายตาหยุดอยู่ที่เครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพสองวินาที

"โห น้ำในช่องท้องเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"

"เหล่าจาง ถ้าท้องบวมเป่งไปกว่านี้อีก กะบังลมได้ทะลุแน่"

"แพทย์แผนจีนอย่างพวกนายนี่ชักช้าจริงๆ ยาต้มไม่กี่ชามมันจะไปแก้ปัญหาอะไรได้"

"ถ้าไม่ไหวก็ส่งคนไข้มาให้ฉันเถอะ เจาะท่อระบายน้ำออก หรือไม่ก็ทำทิปส์ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว"

คนในแผนกแพทย์แผนจีนหน้าชาไปตามๆ กัน

ในโรงพยาบาลศูนย์แบบนี้ การที่แผนกแพทย์แผนจีนถูกแผนกศัลยกรรมมาชี้หน้าสั่งสอนการทำงานถือเป็นเรื่องปกติ

ไม่มีใครกล้าเถียง เพราะข้อมูลมันไม่สนับสนุนแพทย์แผนจีนจริงๆ

บรรดาแพทย์รองผู้อำนวยการพวกนั้นก้มหน้าต่ำลงไปอีก แทบจะอยากมุดแผ่นดินหนี

จางชิงซานไม่สนใจหลัวเฉียง เพียงแค่พับใบสั่งยาในมือลง

ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น ไม่ได้มองหวังป๋อที่กำลังได้ใจ และไม่ได้สนใจผู้อำนวยการหลัวที่มายืนดูงิ้ว

เขาจ้องหลินอี้เขม็ง

"นายบอกว่านี่คือภาวะหยางลอย ถ้างั้นนายบอกฉันสิ ว่าจะรักษายังไง"

นี่คือการให้โอกาส

และเป็นปราการด่านสุดท้ายเช่นกัน

ในสายตาของหลินอี้ กลุ่มก้อนไอมรณะสีเทาหม่นเหนือศีรษะของลุงจ้าวกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง

ตัวอักษรบรรทัดใหม่ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้วยสีแดงฉานบาดตา

[คำเตือน: พลังปราณกระเพาะอาหารเสื่อมถอย เวลานับถอยหลังสู่ความตายเดินเร็วขึ้น]

[เตือนภัยภาวะแทรกซ้อน: ความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน: 95%]

รอช้าไม่ได้แล้ว

ร่างกายของชายชราคนนี้อ่อนแอมาก หากเข้ารับการผ่าตัด มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตายคาเตียงผ่าตัด

หลินอี้ไม่ได้ตอบคำถามของจางชิงซานโดยตรง แต่หันกลับไปเผชิญหน้ากับหลัวเฉียงแทน

"ในเมื่อผู้อำนวยการหลัวมาแล้ว ผมก็ขอรบกวนถามอะไรสักข้อนะครับ"

หลัวเฉียงชะงัก

เด็กฝึกงานคนนี้บ้าไปแล้วเหรอ

กล้ามาหาเรื่องเขาเนี่ยนะ

"ตามแนวทางล่าสุดของสมาคมอเมริกันเพื่อการศึกษาโรคตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะสูญเสียการชดเชย ที่มีระยะเวลาโปรทรอมบินนานกว่า 3 วินาที และเกล็ดเลือดต่ำกว่า 50 หากทำการผ่าตัดในเวลานี้ อัตราการเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกมากระหว่างผ่าตัดอยู่ที่เท่าไหร่ครับ"

หลินอี้ไม่รอให้เขาตั้งตัว จังหวะการพูดเร็วปานสายฟ้าฟาด ทุกถ้อยคำเฉียบคมราวกับใบมีด

"ตอนนี้ค่า PT ของลุงจ้าวอยู่ที่ 18 วินาที เกล็ดเลือดมีแค่ 32"

"ถ้าผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ของคุณ ขึ้นเตียงผ่าตัดก็เลือดออกกระฉูด ลงจากเตียงก็ตรงเข้าห้องดับจิตเลย"

"ขอถามหน่อยเถอะครับผู้อำนวยการหลัว คุณอยากจะช่วยคน หรืออยากจะเพิ่มสถิติการผ่าตัดล้มเหลวกันแน่"

ทั้งห้องเงียบกริบ

เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของหวังป๋อในทันที

เมื่อกี้เขามัวแต่สนใจเม็ดเลือดขาว จนมองข้ามจุดทศนิยมที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงในการตกเลือดที่อยู่ตรงมุมเอกสารไปเสียสนิท

มือของหลัวเฉียงที่ล้วงกระเป๋าอยู่ถึงกับแข็งทื่อ

เมื่อกี้เขาแค่ปรายตามองผ่านๆ ไม่ได้สังเกตจุดทศนิยมเล็กๆ พวกนั้นเลยจริงๆ

ข้อมูลพวกนี้... ผ่าตัดไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ

ขืนผ่าก็ตาย ตายคาเตียงลงมาไม่ได้ นั่นก็คือความผิดพลาดทางการแพทย์

"ถ้าไม่ผ่าตัด ดื่มน้ำต้มเปลือกไม้รากหญ้าของพวกนายแล้วมันจะรอดงั้นเหรอ"

หลัวเฉียงแค่นเสียงเย็น แต่ระดับเสียงกลับลดลงไปสามระดับโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่นึกเลยว่าเด็กฝึกงานตัวเล็กๆ ของแผนกแพทย์แผนจีน จะท่องข้อห้ามในการผ่าตัดของแพทย์แผนปัจจุบันได้แม่นกว่าแพทย์ประจำบ้านใต้บังคับบัญชาของเขาเสียอีก

หลินอี้ไม่สนใจเขาอีกต่อไป แค่ตบหน้าฉาดนี้ก็พอแล้ว

เขาหันขวับกลับมา จ้องมองจางชิงซานด้วยสายตาแน่วแน่

"ผู้อำนวยการครับ คุณถามว่าจะรักษายังไง"

"ถ้าตอนนี้ให้ยาปฏิชีวนะ หรือแม้แต่ผ่าตัด นั่นเท่ากับเร่งให้ตายเร็วขึ้น มีทางรอดเพียงทางเดียวเท่านั้นครับ"

"ตำรับยาพั่วเก๋อจิ้วซินทัง ใช้ยาฝู่จื่อปริมาณมาก เพื่อฟื้นฟูหยางช่วยชีวิต!"

"ต้องใช้ฝู่จื่อปริมาณเท่าไหร่"

จางชิงซานถามย้ำ เสียงเริ่มสั่น

"เริ่มต้นที่หกสิบกรัม ต้มก่อนสองชั่วโมง ต้องต้มจนความชาหายไปให้หมด!"

"หกสิบกรัมเรอะ?!"

หวังป๋อกรีดร้องออกมา เสียงเปลี่ยนไปเลย

"ตำรายากำหนดไว้ว่าปริมาณยาสูงสุดของฝู่จื่อคือสิบห้ากรัมเท่านั้น!"

[หมายเหตุ ฝู่จื่อ สมุนไพรจีนที่ได้จากรากแขนงแห้งของโหราเดือยไก่ ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ร้อนและบำรุงพลังหยางของไต ม้าม และหัวใจอย่างรุนแรง ใช้แก้อาการหนาวเย็นเรื้อรัง มือเท้าเย็น ปวดข้อ และอาการอ่อนเพลียมาก เนื่องจากมีพิษสูงจึงต้องผ่านกระบวนการฆ่าฤทธิ์ก่อนใช้]

"นี่แกกะจะวางยาพิษคนไข้ให้ตายเลยใช่ไหม!"

"ผู้อำนวยการจางครับ ทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาดนะครับ! นี่มันฆาตกรรมชัดๆ!"

"นั่นมันกฎตายตัว!"

หลินอี้เพิ่มระดับเสียง กลบเสียงกรีดร้องของหวังป๋อจนมิด

เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องหน้าจางชิงซานเขม็ง

"ชีพจรของคนไข้ในตอนนี้ คุณคลำดูแล้วใช่ไหมครับ"

"เต้นเร็วกว่าเจ็ดครั้งต่อรอบการหายใจ เร็วรัวจนแทบจะจับจังหวะไม่ได้ ดูเหมือนชีพจรของคนที่มีความร้อนสูงลิ่ว ใช่ไหมล่ะครับ"

"แต่คุณลองคลำที่รากชีพจรดูให้ดีสิครับ!"

หลินอี้ยกมือขวาขึ้น กำมือกลางอากาศ ราวกับกำลังคว้าจับเส้นสายแห่งชีวิตที่มองไม่เห็น

"ในคัมภีร์ผินหูม่ายเสวีย ตำราว่าด้วยการจับชีพจร มีคำอธิบายที่แทบไม่มีใครรู้จักอยู่ประโยคหนึ่ง: ชีพจรเต้นเร็ว เมื่อแตะเบาๆ จะรู้สึกใหญ่และลอยตัว แต่พอกดลงไปกลับว่างเปล่า นั่นเรียกว่าไร้ราก"

"ยิ่งชีพจรเต้นเร็วเท่าไหร่ ความรู้สึกว่างเปล่าตรงกลางก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น"

"เหมือนคนที่วิ่งจนใกล้จะขาดใจ นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนร่างกายจะทรุด ไม่ใช่อาการของคนแข็งแรง!"

มือของจางชิงซานสั่นระริก

ใบสั่งยาร่วงหลุดจากนิ้วมือ ปลิวตกลงบนพื้น

ชีพจรเต้นเร็วแต่ไร้ราก

กดลงไปกลับว่างเปล่า

ความรู้สึกว่างเปล่า โหวงเหวง จับต้องไม่ได้ที่ปลายนิ้วเมื่อครู่นี้ ถูกคำพูดสี่คำของหลินอี้อธิบายออกมาได้อย่างหมดจด

นั่นคือหยางลอยออกไปภายนอก กำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อหนีออกจากร่างที่เย็นเฉียบนี้

นั่นไม่ใช่ความร้อน

นั่นคือการกลับมารู้สึกตัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ไฟแห่งชีวิตจะดับสูญ

จางชิงซานก้มลงเก็บใบสั่งยาแผ่นนั้นขึ้นมา

จากนั้น ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาก็ฉีกมันออกเป็นสองท่อน

"แควก...”

เสียงฉีกกระดาษดังสะท้อนกึกก้องในห้องพักผู้ป่วยที่เงียบกริบ ฟังดูบาดหูเป็นพิเศษ

หวังป๋ออึ้งกิมกี่ไปเลย

ใบสั่งยาตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เขาแสนจะภาคภูมิใจ ตอนนี้กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าไปแล้ว

หลัวเฉียงก็เลิกล้วงกระเป๋า มองตาแก่หัวรั้นที่ปกติมักจะทำตัวเชื่องช้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

จางชิงซานล้วงสมุดสั่งยาอีกเล่มออกมาจากกระเป๋า เปิดปลอกปากกาหมึกซึม

ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ กดน้ำหนักจนทะลุไปถึงด้านหลัง ลากเส้นหมึกสีดำออกมาทีละเส้น

ฝู่จื่อ

"หลินอี้"

จางชิงซานก้มหน้าก้มตาเขียน ปลายปากกาตวัดไปมาบนกระดาษจนเกิดเสียงดังซิกๆ

"เมื่อกี้เธอบอกว่าหกสิบกรัมงั้นรึ"

"ใช่ครับ หกสิบกรัม แล้วก็ต้องเพิ่มขิงแห้งอีกหกสิบกรัม ชะเอมเทศผัดน้ำผึ้งอีกหกสิบกรัม แล้วก็ต้องใส่ชะมดเชียงเพื่อเปิดทวารกระตุ้นประสาทด้วยครับ"

"ห้องจ่ายยาของโรงพยาบาลไม่มีชะมดเชียงนะคะ"

ซูเฉี่ยนเฉี่ยนเตือนเสียงเบาอยู่ข้างๆ เสียงของเธอสั่นเทาเล็กน้อย

เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นพยานในการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ที่บ้าบิ่นที่สุด

"ฉันมี"

จางชิงซานหยุดเขียน ล้วงขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กประณีตออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน แล้วตบลงบนโต๊ะเสียงดังปัง

นั่นคือของส่วนตัวที่เขาเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

หวังป๋อมองดูฉากนี้แล้วรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังจะถล่มลงมา

ผู้อำนวยการบ้าไปแล้ว

บ้าตามเด็กฝึกงานไปแล้ว

ถ้ายานี้กินแล้วคนตาย ทั้งแผนกต้องซวยไปด้วยแน่ๆ!

"ผู้อำนวยการครับ! แบบนี้ผิดกฎนะครับ! ปริมาณยาเกินขนาดไปตั้งสี่เท่าเลยนะครับ!"

หวังป๋อพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าใบสั่งยาแผ่นนั้นไว้

จางชิงซานฉีกใบสั่งยาที่เขียนเสร็จแล้วออกมายัดใส่มือซูเฉี่ยนเฉี่ยน

"ไปต้มยา ถ้ามีปัญหาอะไร ฉันรับผิดชอบเอง"

ในวินาทีนี้ ชายแก่แสนดีที่มักจะเออออห่อหมกไปเสียทุกเรื่องในที่ประชุมผู้บริหารโรงพยาบาลได้หายตัวไปแล้ว

เหลือเพียงแพทย์แผนจีนเฒ่าที่กล้าทุ่มสุดตัวเมื่อถึงเวลาที่ต้องแลกด้วยชีวิต

"แล้วก็เธอ"

จางชิงซานชี้หน้าหลินอี้

"อย่าคิดว่าเรื่องนี้จบแค่นี้นะ ยานี้ต้มยังไง เธอไปคอยเฝ้าดูให้ดี ถ้าต้มไหม้ ฉันเอาเรื่องเธอแน่"

หลัวเฉียงมองดูงิ้วโรงนี้ ลากเก้าอี้มาตัวหนึ่ง แล้วนั่งแปะลงที่หน้าประตูเลย

"ได้ เหล่าจาง นายแน่มาก"

"ฉันจะนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ รอดูว่ายารียกวิญญาณของพวกนายชามนี้ จะช่วยชีวิตคนกลับมาได้จริงๆ ไหม"

นี่ไม่ใช่การรักษาโรค

แต่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิต

หลินอี้หยิบขวดกระเบื้องใส่ชะมดเชียงบนโต๊ะขึ้นมา

หน้าต่างแจ้งเตือนจากระบบเด้งขึ้นมาทันที:

[ได้รับไอเทมพิเศษ: ชะมดเชียงธรรมชาติเกรดพรีเมียม [ไม่สมบูรณ์]]

[โบนัสประสิทธิภาพยา: เพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูหยาง 30%]

ตานี้ รอดแล้ว

แต่เขาไม่กล้าประมาท

เพราะความท้าทายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก

ฝู่จื่อหกสิบกรัม ถ้าต้มไม่ดี มันก็คือยาพิษชามหนึ่งที่ส่งคนไปปรโลกดีๆ นี่เอง

หลินอี้หันหลังเดินออกไป ตอนที่เดินผ่านหวังป๋อ ฝีเท้าเขาไม่ได้หยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย

หวังป๋อหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก ดูเหมือนอยากจะด่า แต่ก็ถูกข้อมูลที่หลินอี้ตอกกลับมาเมื่อครู่จุกคอจนพูดไม่ออก

เขาทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหลังของหลินอี้อย่างเคียดแค้นและรอคอย

รอคอยที่จะได้เห็นไอ้หมอนี่เล่นงานตัวเองจนตาย

จบบทที่ บทที่ 4 ชีพจรเต้นเร็วแต่ไร้ราก นี่มันคืออาการกลับมารู้สึกตัวก่อนตาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว