เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 สัตว์อสูรบุกรุก แรดเพลิงคราม

บทที่ 50 สัตว์อสูรบุกรุก แรดเพลิงคราม

บทที่ 50 สัตว์อสูรบุกรุก แรดเพลิงคราม


เพียงไม่นาน ผู้คนที่เหลืออยู่ในลานประลองก็มีจำนวนไม่มากแล้ว ประกอบกับแรงกดดันนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นพวกของฉินอวี่ แท้จริงแล้วก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งนี้

แรงกดดันเช่นนี้ เกรงว่าคงเทียบเท่ากับแรงกดดันของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแปรเปลี่ยนวิญญาณขั้นปลายระดับสูงสุดแล้ว แม้คนจำนวนไม่น้อยจะสามารถต้านทานไว้ได้ ทว่าก็ยังมีคนอีกบางส่วนที่ไม่อาจต้านทานไหว

เดิมทีมีผู้เข้าร่วมการประลองนับพันคน เวลานี้เหลือเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น

ฉินอวี่คำนวณดูคร่าวๆ ตอนนี้คนที่ยังคงรักษาสติเอาไว้ได้ อย่างมากก็มีเพียงสองร้อยกว่าคนเท่านั้น

ในจำนวนนี้ ย่อมรวมถึงเจียงชิงอวี่และหานเฟิงสองคนนั้นด้วย

เวลานี้เจียงชิงอวี่เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผากไปนานแล้ว ลมหายใจของนางก็เริ่มถี่กระชั้นเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะหานเฟิงคอยถ่ายทอดพลังปราณให้นางบ้าง เดาว่านางคงยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว

"ศิษย์น้องเล็ก รู้สึกอย่างไรบ้าง?" ฉินอวี่มองดูฉินซือหานที่อยู่ข้างกายพลางแย้มยิ้มเอ่ยถาม

ฉินซือหานส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนิดหน่อย"

นอกจากอาการนี้แล้ว นางก็ไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดอีกเลยจริงๆ

ฉินอวี่พยักหน้ารับ จากนั้นก็หันไปมองยังจุดอื่นๆ การทดสอบรอบแรกนี้ ดูเหมือนว่าจะโหดร้ายไปสักหน่อย เพียงพริบตาเดียวก็คัดคนออกไปเป็นกองเบ้อเริ่มเทิ่ม

ดูเหมือนว่าศึกชิงความเป็นใหญ่ของเหล่าอัจฉริยะแห่งแคว้นปู้หยุนนี้ จะโหดร้ายกว่าที่เขาคิดไว้ไม่น้อยเลยจริงๆ

เมื่อเวลาผ่านไปทีละน้อย ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไป แม้ว่าแรงกดดันจะไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นอีก ทว่าตอนนี้ผู้เข้าร่วมที่อยู่ภายในหอคอยเซิ่งอู่ แท้จริงแล้วก็เหลืออยู่ไม่มากนัก

"เหลือแค่ราวร้อยห้าสิบคนแล้วหรือ" ฉินอวี่มองดูจำนวนคนที่อยู่รอบๆ พลางพึมพำกับตนเอง

ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ ยังมีคนเหลือรอดมาได้มากขนาดนี้ ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว

ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของสัตว์อสูรตัวหนึ่งก็ดังแว่วเข้ามาในหูของทุกคนอย่างกะทันหัน

เสียงคำรามนี้ ทำเอาผู้บำเพ็ญเพียรในลานประลองต่างพากันตกตะลึงไปตามๆ กัน เกิดอันใดขึ้น เหตุใดภายในหอคอยเซิ่งอู่ถึงมีสัตว์อสูรอยู่ด้วยเล่า?

ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สัตว์อสูรร่างยักษ์ตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน

นั่นคือแรดสีครามตัวหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ดูเหมือนว่ากำลังคลุ้มคลั่งเป็นอย่างยิ่ง

"ทุกท่าน นี่คือบททดสอบด่านสุดท้าย พวกเราจะประเมินคะแนนจากรูปแบบการโจมตีที่พวกท่านกระทำต่อสัตว์อสูรตัวนี้"

"ผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้คะแนนสูงสุดร้อยอันดับแรก จะถือว่าผ่านเข้ารอบ ดังนั้น ขอให้พวกท่านพยายามให้เต็มที่ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้เถิด"

เวลานั้นเอง เสียงหนึ่งที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ก็ดังแว่วเข้ามาในหูของพวกเขา ทำเอาผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็ตกตะลึงงันไปตามๆ กัน

"แรดเพลิงครามขอบเขตแปรเปลี่ยนวิญญาณขั้นปลาย ช่างเห็นค่าพวกเราเสียจริงนะ" เมื่อได้เห็นสัตว์อสูรตัวนี้ เยี่ยชิงหยวนก็ชักกระบี่หานซวงออกมาเตรียมพร้อมแล้ว

แรดเพลิงคราม ฉินอวี่ย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของมันมาบ้าง แรดตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องพลังป้องกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตแบ่งแยกวิญญาณ มันก็ยังสามารถใช้ผิวหนังสีครามนั้นต้านทานการโจมตีเอาไว้ได้

บนใบหน้าของฉินอวี่เผยให้เห็นรอยยิ้มกว้าง "พูดตามตรง ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า เจ้าตัวนี้จะมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งสักเพียงใด"

กล่าวจบเขาก็เตรียมจะก้าวไปเบื้องหน้า หมายจะลองฝีมือกับแรดเพลิงครามตัวนี้เสียหน่อย

ทว่าเยี่ยชิงหยวนกลับรีบขวางฉินอวี่เอาไว้ในทันที "สหายเต๋าฉิน หากท่านลงมือ เกรงว่าพวกเราคงไม่มีโอกาสได้ลงมืออีกเป็นแน่"

"หมายความว่าอย่างไรหรือ?" ฉินอวี่มองเยี่ยชิงหยวนด้วยความงุนงงพลางเอ่ยถาม

"ข้ารู้ดีว่า ด้วยความแข็งแกร่งของสหายเต๋าฉิน ย่อมสามารถสังหารสัตว์อสูรตัวนี้ได้อย่างแน่นอน"

"ดังนั้น มิสู้ท่านเก็บไว้ลงมือเป็นคนสุดท้ายดีหรือไม่?" เยี่ยชิงหยวนรู้ดีว่า ด้วยพรสวรรค์ระดับฉินอวี่ ต่อให้ไม่ได้ลงมือที่นี่ พวกตาเฒ่าหนังเหนียวเหล่านั้นก็ไม่มีทางปล่อยให้ฉินอวี่ถูกคัดออกอย่างแน่นอน

ดังนั้นต่อไป นางยังคงต้องการอาศัยแรดเพลิงครามตัวนี้ ในการจัดการปัญหาของตนเองสักหน่อย

ฉินอวี่ไม่ได้ปฏิเสธ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยกให้พวกเจ้าจัดการก็แล้วกัน ศิษย์น้องเล็ก เจ้าเองก็ไปลองดูด้วยสิ"

"หา ข้าเพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตผนึกวิญญาณขั้นกลางเองนะ ให้สู้กับสัตว์อสูรขอบเขตแปรเปลี่ยนวิญญาณเลยหรือ จริงหรือหลอกเจ้าคะ?" ฉินซือหานชี้เข้าหาตนเองด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ

"เด็กดี ศิษย์พี่ใหญ่เชื่อมั่นในตัวเจ้านะ ขอเพียงเจ้าใช้กระบวนท่าที่ข้าสอนให้อย่างคล่องแคล่ว ข้ารับรองเลยว่าเจ้าสามารถปั่นหัวมันจนหัวหมุนได้อย่างแน่นอน" ฉินอวี่ลูบศีรษะของฉินซือหานพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ฉินซือหานพยักหน้ารับ "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่คอยดูให้ดีนะเจ้าคะ"

เมื่อได้รับคำให้กำลังใจจากฉินอวี่ กลิ่นอายของฉินซือหานก็เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อย นางชักกระบี่วิญญาณออกมา แล้วพุ่งตรงไปยังแรดเพลิงครามตัวนั้นในทันที

แม้แรดเพลิงครามจะเลื่องชื่อเรื่องพลังป้องกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเอาแต่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว ในพริบตาที่มันเห็นฉินซือหานพุ่งเข้ามา ผิวหนังรอบตัวของมันก็ปรากฏเปลวเพลิงสีครามปะทุขึ้นมาในทันที

ตู้ม!

บริเวณที่ฉินซือหานเคยยืนอยู่เมื่อครู่นี้ พลันปรากฏเสาเพลิงพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างน่าสะพรึง

ช่างน่าเสียดายที่การโจมตีนี้ไม่โดนเป้าหมาย กลับเป็นฉินซือหานที่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของมันอย่างกะทันหัน และตวัดกระบี่ฟาดฟันจนเกิดเป็นบาดแผลลึกและยาวขึ้นมาหนึ่งรอย

"อยู่เพียงขอบเขตผนึกวิญญาณขั้นกลางกลับมีพลังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แม่หนูน้อยผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"

"ใช่แล้ว ข้าจำได้ว่า แม่หนูน้อยผู้นี้คือคนที่มีพรสวรรค์ระดับสีแดงที่หาได้ยากยิ่งคนนั้น"

"ฉินซือหานแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูแคว้นชิงโจวสินะ ข้าจดจำชื่อของนางเอาไว้แล้ว" ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ ท้ายที่สุดผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผนึกวิญญาณขั้นกลาง กลับสามารถเจาะทะลวงพลังป้องกันของสัตว์อสูรขอบเขตแปรเปลี่ยนวิญญาณขั้นปลายได้ อีกทั้งยังเป็นแรดเพลิงครามอีกต่างหาก พรสวรรค์ระดับนี้ ย่อมต้องดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อยเป็นธรรมดา

ในจำนวนนี้ ย่อมมีคนของสำนักกระบี่เซียวเหยารวมอยู่ด้วย

พูดตามตรง พวกเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า แม่หนูน้อยคนหนึ่งจะมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงนี้ ถึงขั้นเหนือกว่าหานเฟิงเสียด้วยซ้ำ

แม้จะกล่าวว่าในมือของฉินซือหานถือกระบี่วิญญาณของสำนักกระบี่เซียวเหยาของพวกเขาก็ตามที ทว่าหากไม่มีพรสวรรค์ระดับนั้นคอยเกื้อหนุน เกรงว่าต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแปรเปลี่ยนวิญญาณ ก็คงไม่มีทางทะลวงพลังป้องกันของมันได้หรอก

อีกทั้งกระบวนท่ากระบี่อันลึกลับซับซ้อนนั้น พวกเขาก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย

"แม่หนูน้อยผู้นี้ หากสามารถมาเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เซียวเหยาของเราได้ก็คงดี" ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่เซียวเหยาผู้หนึ่งมองดูฉินซือหาน น้ำเสียงแฝงไปด้วยความครุ่นคิดพิจารณา

ช่างน่าเสียดาย ที่เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ภาพเหตุการณ์ที่สตรีผู้นั้นบุกสังหารคนบนสำนักกระบี่เซียวเหยาของพวกเขา เขายังคงจดจำได้ฝังใจ

หากไปตอแยคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูในเวลานี้ เกรงว่าสำนักกระบี่เซียวเหยาของพวกเขาคงได้พังพินาศย่อยยับเป็นแน่

เวลานี้ภายในมิติเบื้องล่าง ผู้คนจำนวนไม่น้อยดึงสติกลับมาได้แล้ว ต่างก็พากันพุ่งเข้าไปโจมตีแรดเพลิงครามตัวนั้น

แม้การโจมตีของพวกเขาจะดุดันรุนแรงยิ่งนัก ทว่ากลับไม่มีกี่คนที่สามารถเจาะทะลวงพลังป้องกันของแรดเพลิงครามได้

ฉินอวี่เฝ้าสังเกตการณ์การโจมตีของพวกฉินซือหานอยู่เช่นนั้น ต้องยอมรับเลยว่า ศิษย์น้องเล็กสามารถเรียนรู้กระบวนท่ากระบี่ที่เขาสอนให้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ

"ดูเหมือนว่า สมควรแก่เวลาจบเรื่องแล้ว" ฉินอวี่เอ่ยขึ้นช้าๆ ท้ายที่สุดทุกคนก็ได้แสดงฝีมือกันไปหมดแล้ว ต่อไปก็ควรถึงตาเขาแสดงฝีมือบ้างเสียที

เขาเรียกกระบี่พันวิถีออกมา ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปยังแรดเพลิงครามเบื้องหน้า บนใบหน้ายังคงประดับด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายใจ

"สหายเต๋าฉิน ดูเหมือนว่าจะรอไม่ไหวแล้วสินะ" เมื่อเห็นฉินอวี่เดินเข้ามา เยี่ยชิงหยวนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

จบบทที่ บทที่ 50 สัตว์อสูรบุกรุก แรดเพลิงคราม

คัดลอกลิงก์แล้ว