- หน้าแรก
- ฝึกเข้าไปเถอะ เดี๋ยวตื่นมาระบบจะสรุปตบะให้ทุกเช้า!
- บทที่ 90 พลังมังกรคชสาร! เหตุไม่คาดฝัน ณ เขตพระราชฐาน!
บทที่ 90 พลังมังกรคชสาร! เหตุไม่คาดฝัน ณ เขตพระราชฐาน!
บทที่ 90 พลังมังกรคชสาร! เหตุไม่คาดฝัน ณ เขตพระราชฐาน!
บทที่ 90 พลังมังกรคชสาร! เหตุไม่คาดฝัน ณ เขตพระราชฐาน!
การต่อสู้ระหว่างเสิ่นเยี่ยนและหลี่จิงหลานใช้เวลาเพียงแค่ชั่วจิบชา
ผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสิน ผู้ชมด้านล่างต่างคาดคิดว่าเสิ่นเยี่ยนคงจะถูกบดขยี้อย่างราบคาบ
แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน คนที่ล้มลงไปกองกับพื้นกลับกลายเป็นหลี่จิงหลานเสียนี่
เสิ่นโม่เสวียนหัวเราะเบาๆ "คนหนุ่มสาวก็ควรจะรู้จักถ่อมตนเสียบ้าง หากไร้ความสามารถแล้วก็ควรจะทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้"
หลี่กูอวิ๋นหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะความอับอายหรือความโกรธ
เขาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเดินหนีไปจากที่แห่งนั้น
เสิ่นโม่เสวียนเอ่ยรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "โสมอัคคีพันปีเล่า"
"หึ วางใจเถอะ อีกสองวันข้าจะให้คนนำมาส่งให้ ไม่ขาดตกบกพร่องหรอก"
หลี่จิงหลานที่กองอยู่บนพื้น มีสีหน้าตกตะลึง จ้องมองเสิ่นเยี่ยนเขม็ง
ไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เมื่อเห็นหลี่กูอวิ๋นเตรียมตัวจะกลับ เขาก็ไม่อยากรั้งอยู่ต่อให้เป็นที่ขบขัน
หันมาเอ่ยกับเสิ่นเยี่ยน "ข้าชื่อหลี่จิงหลาน สักวันข้าจะกลับมาทวงคืนความอัปยศนี้ให้จงได้"
เสิ่นเยี่ยนตอบกลับเสียงเรียบ "ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อของเจ้าหรอก เพราะวันนี้คือช่วงเวลาที่ช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้าน้อยที่สุดแล้ว"
"เจ้า... ดี! อวดดีนักนะ"
หลี่จิงหลานหยิบกระบี่ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง
เสิ่นหรงมีสีหน้าปีติยินดี ไม่คิดเลยว่าเสิ่นเยี่ยนจะมอบความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้ถึงเพียงนี้
เขาหันไปกล่าวกับเสิ่นเยี่ยนด้วยความตื่นเต้น "ข้ายิ่งมองเจ้าก็ยิ่งไม่เข้าใจเสียแล้ว อีกสักสองสามปี ข้าคงไม่ใช่คู่มือของเจ้าอีกต่อไป"
"พี่หรงล้อเล่นแล้ว ข้าแค่เฉียดชนะไปอย่างหวุดหวิดเท่านั้นเอง"
เสิ่นหรงหัวเราะพลางส่ายหน้า "ชัยชนะของเจ้านี่ ช่างหวุดหวิดเสียจริงนะ"
ขณะนั้นเอง เสิ่นฉือก็เดินเข้ามาสมทบ
เขากล่าวกับเสิ่นเยี่ยนด้วยสีหน้าจริงจัง "เสิ่นเยี่ยน ครั้งนี้ขอบใจเจ้ามากที่ยื่นมือเข้าช่วย"
"คุณชายเกรงใจไปแล้ว ข้าได้รับสิ่งตอบแทนมาแล้วนี่ขอรับ"
เสิ่นฉือแอบรู้สึกโล่งใจ โชคดีที่ได้เสิ่นเยี่ยนมาช่วยกู้สถานการณ์ มิเช่นนั้น วันนี้คงยากที่จะรับมือ
หากคืนนี้ต้องถูกหลี่จิงหลานเหยียบย่ำย่ำยี ปีนี้คนของตระกูลเสิ่นคงไม่อาจเงยหน้ามองคนของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องได้อีก
ตราบใดที่มีคน ย่อมมีการแก่งแย่งชิงดี แม้กลุ่มขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์จะดูรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ลึกๆ แล้วก็มีความขัดแย้งแฝงอยู่
ส่วนพวกขุนนางฝ่ายบุ๋นนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต่างฟาดฟันกันแทบเป็นแทบตาย ราชวงศ์ต้าโจวสามารถรักษาความสมดุลอันแปลกประหลาดนี้ไว้ได้ ก็ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านี้นี่เอง
เมื่อได้ 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' มาครอบครอง เสิ่นเยี่ยนก็หมดความสนใจที่จะรั้งอยู่กับตระกูลเสิ่นอีกต่อไป
"คุณชาย พี่หรง เรื่องที่ท่านฝากฝัง ข้าก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน"
เสิ่นฉือย่อมอยากจะรั้งตัวเสิ่นเยี่ยนให้อยู่ต่ออีกสักพัก ในฐานะผู้สร้างผลงานชิ้นเอกให้แก่ตระกูลเสิ่นในค่ำคืนนี้
แต่เมื่อเห็นความกระตือรือร้นในการกลับไปศึกษาวิชายุทธ์ของเขา เสิ่นฉือก็จำต้องยอมให้เสิ่นเยี่ยนกลับไป
เมื่อกลับมาถึงบ้าน
เสิ่นเยี่ยนปิดประตูลงกลอน แล้วรีบเปิดอ่าน 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' ทันที
"แค่ทะลวงผ่านแต่ละขั้น ก็จะได้พลังเทียบเท่ากับมังกรหนึ่งตัวและคชสารหนึ่งเชือกเชียวหรือ วิชานี้ไม่ต้องพึ่งพายาสมุนไพรใดๆ ในการทะลวงขั้นเลยรึนี่"
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นเยี่ยนได้พบเห็นวิชาที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกในการทะลวงขั้น
เพียงแต่ความยากในการฝึกฝน 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' นี้ ช่างเหนือจินตนาการของเขาไปมาก
"ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านขั้น ความยากจะทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว การจะฝึกให้บรรลุถึงขั้นที่สิบสามได้นั้น ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันปีเชียวรึ"
เสิ่นเยี่ยนอดหัวเราะขื่นๆ ไม่ได้ มิน่าล่ะ เสิ่นฉือถึงได้ห้ามปรามข้าหลายครั้งไม่ให้เลือกวิชานี้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่วิชานี้ไม่เคยมีใครฝึกจนสำเร็จขั้นสูงสุดได้ ผู้ใดเล่าจะมีอายุยืนยาวถึงหนึ่งพันปี
คงมีเพียงเซียนในตำนานเท่านั้นแหละ
ทว่าการเริ่มต้นฝึกขั้นพื้นฐานนั้นกลับง่ายดายเหลือเชื่อ
เสิ่นเยี่ยนอ่านเคล็ดวิชาการเดินพลังเพียงรอบเดียวก็จดจำได้จนขึ้นใจ
ว่ากันว่า หากฝึกถึงขั้นที่เก้า ก็สามารถรับมือกับยอดฝีมือระดับหนึ่งได้แล้ว ส่วนขั้นที่สิบสามนั้น จะแข็งแกร่งเพียงใด เสิ่นเยี่ยนไม่อาจจินตนาการได้เลย
หลังจากศึกษาอย่างละเอียด เสิ่นเยี่ยนก็พบสาเหตุที่ทำให้ 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' นี้ฝึกสำเร็จได้ยากยิ่ง
โดยปกติแล้ว วิชาระดับสูงทั่วไป เพียงแค่กระตุ้นจุดชีพจรทั่วร่างกายให้เปิดออกหนึ่งร้อยแปดจุด ก็ถือว่าสำเร็จวิชาแล้ว แต่วิชานี้กลับต้องกระตุ้นจุดชีพจรให้เปิดออกถึงสามร้อยหกสิบจุด
ไม่รู้ว่ามันยากกว่าวิชาระดับหนึ่งมากน้อยเพียงใด
เสิ่นเยี่ยนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา รวบรวมสมาธิ เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกฝน
การฝึก 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' นี้ จำเป็นต้องทำจิตใจให้สงบนิ่ง ปราศจากความคิดฟุ้งซ่าน ราวกับพระสงฆ์ที่กำลังทำสมาธิ ห้ามใจร้อนหรือมีสิ่งกวนใจใดๆ ทั้งสิ้น
เสิ่นเยี่ยนนั่งฝึกฝนอยู่ในลานบ้านเช่นนั้น
ดวงจันทร์ลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ทอแสง
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน เสิ่นเยี่ยนลืมตาขึ้น เขาคาดการณ์ว่าอีกเพียงสองสามวันก็น่าจะสำเร็จขั้นพื้นฐานได้
นับว่าตรงกับคำร่ำลือที่ว่าเริ่มฝึกได้ง่ายดายจริงๆ แทบจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ เลย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับหกด้วย
เมื่อไปถึงคุกหลวง บรรดาบ่าวรับใช้ของตระกูลเหยียนและตระกูลเจิงก็ถูกประหารไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือนักโทษเพียงสองคนเท่านั้นคือ เหยียนอวิ๋น และเจิงหวยจิน
นอกจากช่วงแรกๆ ที่เจิงหวยจินเข้ามาอยู่ในคุกหลวง แล้วเสิ่นเยี่ยนเคยลงทัณฑ์เขาไปสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจเขาอีกเลย
เพราะทั้งสองตระกูลไม่เคยขาดส่งเงินให้คุกหลวงเลย หนำซ้ำยังให้มากกว่าเดิมเสียอีก
ทำให้เสิ่นเยี่ยนหาข้ออ้างลงโทษไม่ได้เลย แต่แค่สภาพแวดล้อมในคุกหลวงแห่งนี้ สำหรับคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมแล้ว มันก็ถือเป็นการทรมานอย่างแสนสาหัสแล้ว
เขาเปิดประตูห้องขังของเจิงหวยจิน
"เจ้าไปได้แล้ว โทษของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว"
การที่เจิงหวยจินและเหยียนอวิ๋นต้องรับโทษเพียงแค่หนึ่งเดือน ทำให้เสิ่นเยี่ยนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เขามองตามหลังของทั้งสองคนที่เดินจากไป พลางถอนหายใจเบาๆ
"คุกหลวงต้องสูญเสียแกะอ้วนไปอีกสองตัวแล้วสินะ"
ผู้คุมที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับขนลุกซู่ พวกเขายอมได้ส่วนแบ่งน้อยลง ดีกว่าต้องคอยปรนนิบัติสองทายาทตัวป่วนนี่ในคุกหลวง
การลงมือของเสิ่นเยี่ยนเมื่อคืนนี้ ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในหมู่ขุนนางแห่งเมืองเปี้ยนจิงไม่น้อย
เมื่อพวกเขาสืบสาวราวเรื่อง ก็พบว่าเสิ่นเยี่ยนเป็นเพียงพัสดีของคุกหลวง
ต่างก็พากันถอนหายใจและเสียดายตระกูลเสิ่นที่ทิ้งขว้างอัจฉริยะ ยอดฝีมือระดับนี้ กลับถูกปล่อยให้เป็นเพียงพัสดีคุกหลวงตัวเล็กๆ
ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว คุกหลวงกลับมาเงียบสงบดังเดิม
ไม่มีบุคคลสำคัญคนใดถูกส่งเข้ามาอีก มีแต่พวกชาวยุทธภพที่ยังคงวนเวียนอยู่ไม่ขาดสาย
เสิ่นเยี่ยนเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนพวกนี้ถึงได้มาก่อความวุ่นวายในเมืองเปี้ยนจิงช่วงปีใหม่กันนัก
ครั้นจะให้พวกผู้คุมลงทัณฑ์ ก็ไม่มีใครกล้าสั่งการ ทำให้เขาต้องปวดหัวไม่น้อย
พวกชาวยุทธภพเหล่านี้ อารมณ์ร้อนแถมยังยากจนข้นแค้น หาเงินในกระเป๋าสักสองตำลึงยังไม่ได้เลย
หม่าต้าเหนียนก็บ่นเรื่องนี้กับเสิ่นเยี่ยนอยู่บ่อยครั้ง เพราะเมื่อเทียบกับคุกหมายเลขเจี่ยและหมายเลขอี่ที่มีผลประโยชน์มากมายแล้ว คุกหมายเลขปิ่งช่างเหนื่อยยากเสียจริง
เสิ่นเยี่ยนทำได้เพียงมอบหมายให้ฉีเซวียนไปช่วยปลอบใจเขา
ตอนนี้เขายุ่งอยู่กับการฝึกฝน 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี' ไม่มีเวลาว่างไปรับมือกับหม่าต้าเหนียนหรอก
ในที่สุด หลังจากผ่านไปหลายวัน
เสิ่นเยี่ยนก็สำเร็จขั้นพื้นฐานของ 'คัมภีร์มังกรคชสารปัญญาบารมี'
เขาเพ่งจิตเข้าสู่ห้วงความคิด มองดูผลไม้วิเศษสีทองที่บัดนี้มีร่างจำแลงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร่าง
ร่างจำแลงครั้งนี้เป็นสีแดงฉานประดุจเปลวเพลิง ทั่วทั้งร่างคล้ายมีเสียงคำรามของมังกรและคชสารดังกึกก้อง
ทุกท่วงท่าแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน เสิ่นเยี่ยนเริ่มตั้งตารอคอยว่า หากวิชาที่ฝึกยากแสนยากนี้สำเร็จลุล่วง จะมอบพลังอันยิ่งใหญ่เพียงใดให้แก่เขา
หลายวันต่อมา
ก็ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ คืนนี้เสิ่นเยี่ยนมีเวรเข้ายามที่คุกหลวง เขาจึงไม่ได้ไปที่ใด
ที่นี่เขาไร้ญาติขาดมิตร รู้สึกโดดเดี่ยวประดุจจอกแหนที่ลอยคว้างกลางสายน้ำ ไม่อาจหยั่งรากลงดินได้
เสิ่นเยี่ยนแหงนมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า พลางถอนหายใจยาว
"แสงจันทร์กระจ่างตา หวนคะนึงถึงบ้านเกิด"
ที่เขตพระราชฐาน มีการจุดดอกไม้ไฟสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า แสงสว่างสาดส่องลงมายังผืนดินชั่วขณะ
นี่คือการเฉลิมฉลองของฮ่องเต้เซวียนอู่ร่วมกับพสกนิกร ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ฮ่องเต้เซวียนอู่ผู้ละทิ้งราชกิจมานานกว่าสามสิบปี จะปรากฏตัวให้เห็นเพียงบนกำแพงเมืองในวันปีใหม่เท่านั้น
ขณะนั้นเอง
เสิ่นเยี่ยนก็ได้ยินเสียงดอกไม้ไฟดังสนั่นหวั่นไหว
"ตู้ม!"
เขาอดรำพึงไม่ได้ "ดอกไม้ไฟปีนี้ช่างเสียงดังเสียจริง"
แต่เพียงไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น
"เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วรึนี่"