- หน้าแรก
- ฝึกเข้าไปเถอะ เดี๋ยวตื่นมาระบบจะสรุปตบะให้ทุกเช้า!
- บทที่ 85 ความแค้นในหนหลัง สะสางในวันนี้ บุกจับคนถึงจวนอัครมหาเสนาบดี
บทที่ 85 ความแค้นในหนหลัง สะสางในวันนี้ บุกจับคนถึงจวนอัครมหาเสนาบดี
บทที่ 85 ความแค้นในหนหลัง สะสางในวันนี้ บุกจับคนถึงจวนอัครมหาเสนาบดี
บทที่ 85 ความแค้นในหนหลัง สะสางในวันนี้ บุกจับคนถึงจวนอัครมหาเสนาบดี
เสิ่นเยี่ยนรู้ดีว่าข้อเสนอที่หยางว่านหลี่หยิบยื่นให้นั้นไม่เลวเลย เพียงแต่เขาไม่ได้มีความคิดที่จะย้ายออกจากคุกหลวงเพื่อไปรับตำแหน่งขุนนาง
ตำแหน่งจู่ซื่อนั้นเป็นถึงขุนนางระดับแปดขั้นหลัก หากเทียบกับตำแหน่งระดับเก้าขั้นรองในปัจจุบัน ก็ถือว่าได้เลื่อนขั้นถึงสองระดับ
สำหรับคนทั่วไป การจะก้าวข้ามสองระดับนี้ได้ หากไม่ใช้เวลาสามถึงห้าปี ก็คงยากที่จะทำได้
"ใต้เท้าหยางเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่มีความทะเยอทะยานในเส้นทางขุนนางหรอก คุกหลวงแห่งนี้ก็ดีอยู่แล้ว เวลาว่างก็ยังได้ฝึกวรยุทธ์บำรุงร่างกาย ดีกว่าต้องไปแก่งแย่งชิงดีกันในราชสำนักตั้งเยอะ"
หยางว่านหลี่ถอนหายใจ "เฮ้อ ในเมื่อเจ้าไม่อยากมาอยู่ที่กระทรวงอาญา ข้าก็ไม่ฝืนใจเจ้า"
เสิ่นเยี่ยนกล่าวลา แล้วกลับไปทำงานที่คุกหลวงต่อ
หยางว่านหลี่มองแผ่นหลังของเสิ่นเยี่ยนด้วยความรู้สึกเสียดาย
เมื่อฉีเซวียนพบหน้าเสิ่นเยี่ยน ก็มีสีหน้าตื่นเต้น
"นายท่าน พวกเราจะได้ย้ายไปอยู่ที่ที่ทำการกระทรวงอาญาในเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่ขอรับ"
"เจ้าไปได้ยินมาจากผู้ใด"
"เมื่อเช้าตอนที่ข้าจิบชากับใต้เท้าเย่ ข้าลองสอบถามเขาดูขอรับ"
เสิ่นเยี่ยนตอบอย่างไม่สบอารมณ์ "ไม่ได้ย้ายหรอก อยู่ที่คุกหลวงต่อไปนี่แหละ"
ฉีเซวียนมีสีหน้าประหลาดใจ "หรือว่าใต้เท้าเย่จะหลอกข้า"
"เปล่าหรอก ข้าปฏิเสธไปเองน่ะ"
ฉีเซวียนรู้สึกผิดหวัง ความแตกต่างระหว่างที่ปรึกษาพัสดีคุกหลวงกับที่ปรึกษาขุนนางกระทรวงอาญา นั้นห่างไกลกันลิบลับ
แต่ในเมื่อเสิ่นเยี่ยนไม่มีความทะเยอทะยาน เขาก็จำต้องยอมรับสภาพ
ได้แต่ปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยการทำงานในคุกหลวง ก็ได้เงินเดือนไม่น้อยเลยนะ
หลายวันต่อมา
กระทรวงอาญาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มจากมีข่าวว่าหยางว่านหลี่สามารถไขคดีซุกซ่อนเงินของหลิวชวนได้สำเร็จ
สามารถนำเงินเข้าท้องพระคลังได้เกือบสิบล้านตำลึง ทำให้ฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก ประกอบกับเฝิงซิวเกษียณอายุราชการกลับบ้านเกิด
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงจดหมายสั่งเสียฉบับนั้นเลย ตระกูลเจิงและตระกูลเหยียนไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆ ข่าวที่แพร่ออกมามีเพียงความยินดีที่ได้รับเงินสิบล้านตำลึงเท่านั้น
แน่นอนว่าค่าตอบแทนของทั้งสองตระกูล อาจจะรวมอยู่ในเงินสิบล้านตำลึงนั้นแล้วก็ได้
หยางว่านหลี่อาศัยผลงานชิ้นนี้ ก้าวขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงอาญาคนใหม่ รุ่งโรจน์อย่างหาผู้ใดเปรียบมิได้
เสิ่นเยี่ยนที่อยู่ในคุกหลวง เมื่อได้ยินข่าวนี้ ก็รู้สึกยินดีปรีดาไม่น้อย
การที่หยางว่านหลี่ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงอาญา และตนมีความสัมพันธ์อันดีกับเขา ก็ย่อมได้รับการดูแลเอาใจใส่บ้าง
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ
แม้เสิ่นเยี่ยนจะปฏิเสธคำเชิญชวนของหยางว่านหลี่ แต่เขากลับไม่ลืมเสิ่นเยี่ยน
หยางว่านหลี่อาศัยจังหวะนี้ เลื่อนตำแหน่งให้เสิ่นเยี่ยนเป็นพัสดีคุกอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งปรับระดับขุนนางให้สูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ
เสิ่นเยี่ยนได้รับหนังสือแต่งตั้งด้วยความประหลาดใจ
"พัสดีคุกระดับเก้าขั้นหลักรึ ตำแหน่งนี้ไม่น่าจะเคยมีในคุกหลวงมาก่อนนะ"
เย่โจวหัวเราะร่วน "ตอนนี้ก็มีแล้วไง ยินดีด้วยนะใต้เท้าเสิ่น"
ในฐานะคนสนิทของหยางว่านหลี่ เย่โจวย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา
เวลาเดินไปไหนมาไหนในกระทรวงอาญา เขาก็ยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ
ส่วนเจิงเหวินหย่วนนั้น ดูเหมือนจะล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า จึงเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แต่เนิ่นๆ อาศัยเส้นสายของตระกูลเจิง ย้ายไปรับตำแหน่งนายอำเภอในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อบรรดาผู้คุมคุกหลวงได้ยินว่าเสิ่นเยี่ยนได้เลื่อนตำแหน่ง แม้จะคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีวันนี้
แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วปานนี้
"ใต้เท้าเสิ่นเข้ามาอยู่ในคุกหลวงยังไม่ถึงครึ่งปีเลย ได้เลื่อนเป็นพัสดีคุกเสียแล้ว"
"ตอนที่ใต้เท้าเสิ่นเข้ามาในคุกหลวง ข้าก็มองออกแล้วว่าเขาไม่ธรรมดา ข้ากับเขาน่ะ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันไม่น้อยเลยทีเดียว"
เสิ่นเยี่ยนได้ยินซุนฟู่กุ้ยคุยโวโอ้อวดกับพวกผู้คุม ก็ไม่ได้เอ่ยปากขัดคอ
"ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่พร้อมหน้าพร้อมตา ข้าจะเป็นเจ้ามือเอง คืนนี้ไปเจอกันที่หอชุนเฟิง ไม่เมาไม่เลิก"
เขาร้องตะโกนบอกพวกผู้คุม
เสียงตอบรับดังเกรียวกราว
"จะให้ใต้เท้าสิ้นเปลืองได้อย่างไร พวกเราต่างหากที่ต้องเป็นเจ้ามือ เลี้ยงฉลองให้ท่าน"
"ใช่ๆๆ ใต้เท้าเลื่อนตำแหน่ง พวกเราก็ขอร่วมแสดงความยินดีด้วย"
...
ฟังคำพูดของพวกผู้คุม แม้จะจริงบ้างเท็จบ้าง แต่ก็ทำให้รู้สึกชื่นใจ
คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นพวกปลิ้นปล้อน เจอหน้าใครก็พูดเอาใจเก่งไปหมด
ถ้อยคำประจบสอพลอที่พรั่งพรูออกมา ทำเอาเสิ่นเยี่ยนยิ้มแก้มแทบปริ
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เบิกเงินจากบัญชีกลางของคุกหลวงก็แล้วกัน คืนนี้พวกเราไปสนุกกันให้เต็มที่"
เสียงเฮฮาของพวกผู้คุมยิ่งดังขึ้นไปอีก
เสิ่นเยี่ยนฟังออกแล้วว่า ครั้งนี้พวกเขาดีใจกันจากใจจริง
...
...
กระทรวงอาญา
"หยางว่านหลี่ ท่านอย่าได้รังแกกันให้มากนัก เรื่องเก่าเก็บพวกนี้ ท่านยังจะเอามาโยนความผิดให้ข้าอีกรึ"
ติงอันจือด่าทอด้วยความโกรธแค้น
เขารู้ดีว่าเมื่อหยางว่านหลี่ขึ้นรับตำแหน่ง เขาคงไม่มีชีวิตที่สงบสุขแน่ แต่ไม่คิดว่าการแก้แค้นจะมาถึงเร็วปานนี้
"ใต้เท้าติง เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเรื่องเก่าเก็บได้อย่างไร ในเมื่อมันเกิดขึ้นในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง"
หยางว่านหลี่ถือสำนวนคดี เริ่มไล่เลียงความผิดพลาดของติงอันจือทีละข้อ
"ปีเซวียนอู่ศกที่สี่สิบ เจิงหวยจินต้องโทษจำคุกฐานฆ่าคนตาย แต่ยังไม่ทันส่งตัวมาถึงคุกหลวง ใต้เท้าติงก็ปล่อยตัวเขาไปโดยอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ วันรุ่งขึ้น ผู้ร้องทุกข์ก็ถูกฆ่าล้างโคตร ใต้เท้าติงสืบสวนอยู่ครึ่งเดือน สุดท้ายก็สรุปว่าเป็นฝีมือของโจรป่ารึ"
"ปีเซวียนอู่ศกที่สี่สิบสอง ชาวนาเช่าที่ดินของตระกูลเจิงในหมู่บ้านหลี่จวง ทะเลาะวิวาทแย่งชิงคลองส่งน้ำกับชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง จนเกิดการทำร้ายร่างกายกัน ส่งผลให้ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียงเสียชีวิตเก้าคน บาดเจ็บสิบกว่าคน แต่คนของหมู่บ้านหลี่จวงกลับไม่มีใครถูกจับเข้าคุกเลย หนำซ้ำชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีคนตาย กลับถูกจับไปถึงเจ็ดคน"
...
หยางว่านหลี่โยนสำนวนคดีลงบนโต๊ะ ใบหน้าดุดัน เอ่ยถามเสียงแข็ง
"ใต้เท้าติง ท่านช่างเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตระกูลเจิงเสียจริงนะ"
น้ำเสียงของติงอันจืออ่อนลง
"ใต้เท้าหยาง น้ำฝนจากชายคาหยดลงมา ก็ต้องมีผู้มารับช่วงต่อ ขุนนางใหม่ก็ไม่ควรไปรื้อฟื้นบัญชีเก่าของขุนนางเก่า ในอนาคตท่านก็ต้องส่งมอบตำแหน่งให้ผู้อื่นเช่นกัน"
หยางว่านหลี่แค่นเสียงเย็น "ไม่ต้องมาห่วงเรื่องของข้าหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ"
ติงอันจือกัดฟันกรอด กล่าวว่า
"ท่านหยาง ท่านคิดจะบีบข้าให้จนตรอกจริงๆ รึ"
หยางว่านหลี่จ้องหน้าเขาเขม็ง
"ข้าบีบเจ้าให้จนตรอกรึ แล้วคนที่ตายอย่างอยุติธรรมพวกนั้นล่ะ ใครบีบให้พวกเขาต้องตาย"
ติงอันจือตวาดด้วยความโกรธแค้น
"ท่านตั้งใจจะทำเช่นนี้ให้ได้ใช่หรือไม่"
"วางใจเถอะ ข้าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เจ้า ข้าเพียงแต่เห็นว่าคดีพวกนี้ตัดสินไม่เป็นธรรม ข้าจะรื้อคดีขึ้นมาไต่สวนใหม่"
หยางว่านหลี่เฝ้ารอคอยวันนี้มานานแล้ว ปีนั้นผู้ที่ทะเลาะวิวาทกับชาวนาเช่าที่ของหมู่บ้านหลี่จวง ก็คือชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหยาง
ชาวบ้านที่นั่นส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนตระกูลหยาง หนึ่งในนั้นยังมีเพื่อนเล่นสมัยเด็กของเขาอยู่ด้วย
สาเหตุที่คนตายมากมายเพียงนั้น ก็เกี่ยวพันกับเจิงหวยจินอย่างลึกซึ้ง
หยางว่านหลี่เพิ่งจะได้ล่วงรู้ความจริงเมื่อเริ่มสืบสวนคดี เดิมทีมันเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันด้วยวาจาระหว่างชาวบ้านสองหมู่บ้าน
แต่เจิงหวยจินที่ออกไปล่าสัตว์นอกเมือง บังเอิญไปพบเหตุการณ์เข้า รู้สึกสนุก จึงสั่งให้บ่าวไพร่พาชาวนาเช่าที่หมู่บ้านหลี่จวงไปรุมทำร้ายชาวบ้านหมู่บ้านหยาง
บ่าวไพร่ของเขาทุกคนล้วนมีวรยุทธ์ ชาวบ้านหมู่บ้านหยางจะรอดชีวิตมาได้อย่างไร
เพื่อล้างแค้นให้พวกเขา หยางว่านหลี่เฝ้ารอคอยวันนี้มาแสนนาน ปีนั้นผู้นำตระกูลหยางไม่กล้าล่วงเกินเจิงซื่อหง จึงจำต้องกลืนเลือดตัวเอง
แต่หยางว่านหลี่ไม่ยอมกลืนเลือด ตอนนั้นเขาอายุเพียงยี่สิบปี แม้จะมีฐานะสูงส่ง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในตระกูลมากนัก
หยางว่านหลี่อดทนรอคอยมาหลายปี ในที่สุดก็กุมอำนาจไว้ในมือ สามารถใช้พลังของตนเองล้างแค้นได้แล้ว
ติงอันจือมีสีหน้าหวาดกลัว
"หยางว่านหลี่ ท่านบ้าไปแล้ว นั่นคือหลานชายของท่านอัครมหาเสนาบดีเชียวนะ"
หยางว่านหลี่กล่าวเรียบๆ
"เจ้ากลัวพวกเขา จึงยอมเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเจิง แต่ข้าไม่กลัว กฎหมายและความยุติธรรม ล้วนอยู่ในใจคน"
ติงอันจือพลันแค่นเสียงเย็น "เวลาล่วงเลยมานานปานนี้ พยานหลักฐานก็สูญหายไปหมดแล้ว ท่านจะสืบสวนคดีได้อย่างไร และท่านจะเอาผิดเขาได้อย่างไร"
หยางว่านหลี่ผลักติงอันจือออกให้พ้นทาง แล้วก้าวเดินผ่านเขาไป
"ไม่ต้องมาห่วง นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรจะก้าวก่าย"
การจับกุมตัวบุคคลสำคัญในครั้งนี้ หยางว่านหลี่จำต้องเป็นผู้นำทีมด้วยตนเอง เพราะลูกน้องของเขาไม่มีทางกล้าไปจับตัวเจิงหวยจินมาได้อย่างแน่นอน