- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 506 กลศึกสงคราม (ฟรี)
ตอนที่ 506 กลศึกสงคราม (ฟรี)
ตอนที่ 506 กลศึกสงคราม (ฟรี)
ตอนที่ 506 กลศึกสงคราม
“ยามนี้ พวกเราตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง”
“ถอยก็ถอยไม่ได้ เบื้องหลังคือผืนแผ่นดินแคว้นจินฉานของเรา จะยอมให้เสียแม้เพียงคืบเดียวได้อย่างไร”
“รุกก็รุกไม่ได้ แม้เราจะทุ่มใช้ทุกวิถีทาง อาศัยด่านเทียนอวี่เป็นจุดเริ่ม ผสานด่านโหวฉาง ด่านอวี้ลั่ว ด่านเจียเซิ่ง ด่านฉางชิง และด่านอื่นๆ อีกกว่าสิบแห่ง ขึงแนวป้องกันยาวแปดร้อยลี้ ต้านทัพพันธมิตรสี่แคว้น”
“แต่… หากหวังจะตีให้พวกมันถอยกลับ ก็ไม่ต่างจากความเพ้อฝัน”
“แท้จริงแล้ว หากมิใช่เพราะพวกมันยังมีเป้าหมายอื่น แนวชายแดนของเรา เกรงว่าจะพังทลายไปนานแล้ว”
“เป็นเช่นนี้ต่อไป… ควรทำอย่างไรดี”
ภายในจวนแม่ทัพใหญ่ด่านเทียนอวี่ แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการสามทัพ เจียงวั่ง ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าสี่เหลี่ยมใหญ่ฉายแววเคร่งเครียดหนักหน่วง
และในวันนี้ ภายในจวนแม่ทัพ นอกจากบรรดาขุนศึกจากทุกสารทิศแล้ว ยังมีเหล่ายอดฝีมือยุทธภพรวมตัวอยู่ด้วย
ชิงหยวนใบหน้าซีดเผือด นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างกระสับกระส่าย
ศึกครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง นับแต่วันที่เขาถูกเจี้ยนอู๋เซิงพากลับมา
เมื่อเขาฟื้นจากอาการหมดสติอย่างสมบูรณ์ สี่แคว้นก็เป่าแตรศึกพร้อมกัน
นี่คือการปะทะที่กำลังรบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แท้จริงแล้ว นับแต่เปิดศึก ประชาชนแคว้นจินฉานกลับฮึกเหิมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาสิ้นหวังไปแล้ว
ฮ่องเต้ไร้คุณธรรม สมคบกับพรรคมาร ปล่อยให้พรรคมารเข่นฆ่าประชาชน
พันธมิตรสี่แคว้นดุจคลื่นยักษ์ ด้วยกำลังของจินฉานเพียงลำพังจะต้านทานได้อย่างไร
ตั้งแต่วินาทีแรกของการศึก หัวใจของทุกคนต่างแขวนอยู่บนเส้นด้าย
แต่รบมาถึงบัดนี้ แม่ทัพจินฉานกลับไม่ยอมให้ทัพสี่แคว้นล่วงล้ำเข้ามาได้แม้แต่ก้าวเดียว
นี่สำหรับพวกเขา คือข่าวดีที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด
นั่นหมายความว่า กองทัพแคว้นจินฉานกล้าหาญห้าวหาญไร้เทียมทาน
แม้สี่แคว้นผนึกกำลังก็ยังไม่อาจตีแตกได้ในคราวเดียว กลับต้องติดหล่มดิ้นรนอยู่ตามแนวชายแดน
บุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไร้ผลสำเร็จ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บางทีแคว้นจินฉานอาจพลิกฟื้นสถานการณ์ได้
ถึงเวลานั้น อาจเป็นฝ่ายแคว้นจินฉานออกศึกยึดครองดินแดน
เพราะพวกเขาได้ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำเร็จแล้ว
เมื่อทำได้หนึ่งครั้ง ทำเรื่องเหลือเชื่อเพิ่มอีกสักสองสามเรื่อง ก็ดูจะไม่เหลือเชื่อเท่าไรนัก
แต่ชิงหยวน และพวกเขากลับรู้ดี
ไม่ใช่ทัพสี่แคว้นตีฝ่าเข้ามาไม่ได้ แต่เป็นเพราะมีใครบางคน ‘ไม่ยอมให้พวกมันตีฝ่าเข้ามา’
นับแต่เริ่มศึก ทุกครั้งที่พันธมิตรสี่แคว้นคิดเปิดฉากบุก ก็มักเกิดเหตุหลากหลายจนข่าวรั่วไหล
ทำให้ฝ่ายแคว้นจินฉานเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า
หรือไม่ก็ทุกครั้งที่ใกล้ตีแตกเมือง ฝ่ายตรงข้ามกลับเกิดปัญหาบางอย่าง จำต้องชะลอการบุกตี
เปิดโอกาสให้แคว้นจินฉานได้ตั้งหลักพักหายใจ
หนึ่งครั้งสองครั้ง อาจเรียกว่าบังเอิญ แต่เมื่อความบังเอิญเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่อาจเรียกว่าบังเอิญได้อีก
นี่คือการกระทำโดยเจตนา
ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้ง ข่าวกรองเหล่านั้น ยังถูกส่งตรงมาถึงจวนแม่ทัพโดยตรง
เจียงวั่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการสามเหล่าสามทัพ หลังจากกงฉวนซื่อถูกเจียงหรานสังหารในยามวิกฤตเช่นนี้
เขารู้ดีว่าสถานการณ์ผิดปกติ แต่ก็ไม่อาจไม่พึ่งพาความผิดปกติเหล่านั้น รวมถึงข่าวลับที่ปรากฏในห้องหนังสือของตน
นี่คือการดื่มยาพิษดับกระหาย แต่ก็ไร้ทางเลือก
ชิงหยวนได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้ว ฝ่ายตรงข้ามอาศัยจุดคานงัดของศึกนี้วางค่ายกล เพื่อหล่อหลอมยอดฝีมือผู้หนึ่ง
ในสภาพเช่นนี้ หากไม่พึ่งข่าว ไม่หวังพึ่งเหตุไม่คาดคิด แคว้นจินฉานย่อมถึงคราวล่มสลาย
ดังนั้น ต่อให้เป็นการดื่มยาพิษดับกระหายก็ต้องยอมดื่ม
ด้วยกำลังของพวกเขาจะหวังชนะศึกในคราวเดียว เป็นไปไม่ได้
รู้ว่าผิดปกติ อยากถอนตัว แต่กลับถอยไม่ได้แล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ‘ยื้อเวลา’
แต่ยื้อไปเช่นนี้จะยื้อได้นานเพียงใด
หลังการศึกแต่ละครั้ง ภายในเมืองย่อมหายไปด้วยใบหน้าคุ้นเคยนับไม่ถ้วน… การคงอยู่ของศึกนี้ใช้ชีวิตเป็นเชื้อเพลิง
ทหารนับไม่ถ้วน ใช้เลือดของตน หล่อเลี้ยงแนวชายแดนนี้เอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ชีวิตของผู้เสียสละเหล่านี้ ก็ยังอาจถูกใครบางคนฉวยใช้งาน
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป หากตำหนักสวรรค์ใช้สิ่งนี้ หล่อหลอมยอดฝีมือระดับเหนือฟ้าขึ้นมาจริงๆ
แคว้นจินฉาน… ก็ยังตกอยู่ในอันตราย!
ยิ่งคิด ก็ยิ่งอึดอัด
ชิงหยวนอดถอนหายใจไม่ได้ ความอ่อนแรงเอ่อท่วมใจ
ผู้คนในห้องต่างมองหน้ากันอย่างจนปัญญา
เจียงวั่งเอ่ยเสียงทุ้ม
“ในยามนี้ พวกท่านมีวิธีใด ช่วยข้าทำให้ศัตรูล่าถอยไปได้บ้าง”
ทุกคนเงียบงัน
แม้แต่ซวนหยวนอีเตาและคนอื่นๆ ก็ไร้คำตอบ
วรยุทธ์ของพวกเขาแม้จะเหนือชั้น แต่ต่อหน้าทหารนับแสน หากไม่ใช่ยอดฝีมือระดับเหนือฟ้าเช่นเจียงหรานก็ยากจะพลิกสถานการณ์ได้จริง
ซวนหยวนอีเตาได้รับจดหมายจากเจียงหรานแล้ว
แต่ต่อสถานการณ์ตรงหน้า กลับช่วยอะไรไม่ได้
เนื้อหาในจดหมาย เรียบง่ายยิ่ง
มีเพียงคำเดียว… “รอ”
แต่จะให้รออะไร
ซวนหยวนอีเตาไม่เข้าใจ ไม่อาจเข้าใจ แต่ก็จำต้องทำตามคำสั่ง
ขณะทุกคนจนตรอก ประตูใหญ่พลันถูกผลักเปิด
“ท่านแม่ทัพ ท่านราชครูมาขอรับ!”
“อาจารย์!”
ชิงหยวนสะดุ้ง ใจเต้นแรง รีบลุกขึ้นมองไปยังประตูก็เห็นเต๋าเชวี่ยก้าวเข้ามา
แต่สภาพของชายชราดูไม่ดีนัก…
ร่างกายอิดโรย เส้นผมขาวบางกระจัดกระจาย ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่ได้ล้างมาหลายวัน
ระหว่างเดิน ยังดึงเคราไปมา ทั่วร่างอบอวลด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“อาจารย์”
ชิงหยวนรีบเข้าไปต้อนรับ
“นั่งๆ เจ้าเด็กอกตัญญู… ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว อาจารย์อย่างข้าใกล้จะขี่กระเรียนเหินสู่สวรรค์ บำเพ็ญบารมีครบถ้วนอยู่แล้ว เจ้ายังมาสร้างปัญหามาให้ข้าอีก”
“ของบัดซบนี้ ใครเป็นคนคิดขึ้นมา”
เขาถือแผนที่หนังนิ่มแผ่นหนึ่ง สะบัดมือโยนลงบนโต๊ะทราย
ยังไม่ทันเงียบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“พูดอะไรเช่นนี้”
หันไปมอง ก็เห็นถังจั่ว และเหลียวอวี่เสียนเดินเข้ามาจากนอกประตูเช่นกัน
สภาพของพวกเขาก็ดูไม่ดีนัก
ที่เห็นชัดที่สุด คือถังจั่วผายผอมลงไปมาก พุงที่เคยกลมโตหายไป กลิ่นอาย ‘คหบดี’ ลดลงไม่น้อย
แต่เวลานี้เขากลับเดือดดาล
“จะเรียกว่าของบัดซบได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่บรรพจารย์ของข้าใช้เวลานับวันคืนสังหารคนไปไม่รู้เท่าไร ปล่อยเลือดไปไม่รู้กี่ครั้ง สิ้นเปลืองชีวิตไปไม่รู้กี่ดวง จึงพิสูจน์ออกมาได้!”
“…ยังกล้าพูดอีกหรือ พวกเจ้านี่มันพวกนอกรีตแท้ๆ!”
เต๋าเชวี่ยฮึดฮัด คลี่แผนที่หนังนิ่มออก
สิ่งที่ปรากฏ คือแนวรอบนอกของแคว้นจินฉานที่แผ่เป็นเหมือนรัศมี
เส้นทางไขว้สลับ หุบเหวตัดขวาง
หลายจุดถูกทำเครื่องหมายสีแดงไว้
“นี่คือ”
ซวนหยวนอีเตาลุกขึ้นมองไปยังเต๋าเชวี่ย
ผู้อาวุโสลูบเคราแล้วกล่าว
“นี่คือแกนกลางของค่ายกลหลายแห่งในสนามรบ”
“แต่รายละเอียด ให้เขาอธิบายจะดีกว่า”
กล่าวจบ ก็หลีกทางให้ถังจั่วก้าวออกมา
ถังจั่วขมวดคิ้ว ปรายตามองเต๋าเชวี่ยอย่างไม่พอใจก่อนจะเอ่ยว่า
“จากแผนผังค่ายกลครึ่งหนึ่งที่ชิงหยวนมอบให้ พวกเราได้คำนวณย้อนกลับจนได้ค่ายกลสมบูรณ์”
“ค่ายกลนี้คือค่ายกลที่พรรคมารทำสูญหายไปนาน นามว่า ค่ายกลโลหิตธารปรภพ”
“ค่ายกลนี้ ใช้ดวลเดี่ยวในยุทธภพไม่ค่อยมีประโยชน์… แต่หากใช้ในสนามรบ…”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“ค่ายกลซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่ผลของมันกลับปรากฏบนผิวดิน”
“อาศัยเส้นชีพจรแห่งแผ่นดิน อาศัยภูมิประเทศ ทำให้บาดแผลของผู้คนยากจะสมาน”
“บาดแผลที่ไม่ถึงตาย ก็จะทำให้เลือดไหลไม่หยุดจนตายเพราะเสียเลือด”
“จึงเรียกว่าค่ายกลโลหิต ตลอดระยะเวลานี้ พวกเราจัดระเบียบอย่างไม่หลับไม่นอน จนเข้าใจโครงสร้างของค่ายกลแล้ว”
“จุดที่ทำเครื่องหมายสีแดงเหล่านี้ คือจุดรวมของเลือดเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นแอ่งเลือด”
“และแน่นอน ต้องมีคนของพวกมันคอยเฝ้า เพื่อใช้เลือดเหล่านี้ รวมกับปราณมรณะของผู้เพิ่งตายฝึกวิชาบางอย่าง”
“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพวกมันจะใช้ฝึกวิชาใดกันแน่”
“แต่ไม่ว่าอย่างไรย่อมมิใช่วิชาสามัญธรรมดา”
เขาสูดลมหายใจ ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ค่ายกลนี้ใหญ่เกินไป ย่อมไม่คล่องตัวเท่าค่ายเล็กๆ ที่คนเพียงไม่กี่คนตั้ง”
“ดังนั้น นี่แหละคือโอกาสของพวกเรา”
“ท่านถัง โปรดกล่าวให้ชัด”
เจียงวั่งลุกขึ้น คำนับด้วยสองมือ
ถังจั่วโบกมือ
“ที่จริง วิธีทำลายค่ายกลก็ง่ายมาก ท่านแค่จัดเตรียมดินปืนให้พวกเรา”
“อาศัยความมืดและลมแรงในยามค่ำ รวบรวมยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งแบ่งกำลังเป็นหลายสาย ลอบลงไปในอุโมงค์ของค่ายกล ระเบิดจุดสำคัญทิ้งเสีย”
“เพียงจุดเดียวขยับ ทั้งร่างย่อมสะเทือน”
“เมื่อภูมิประเทศเปลี่ยน ค่ายกลทั้งผืนก็ต้องเปลี่ยนตาม”
“ค่ายกลนี้ก็จะพังทลาย และหากคิดจะซ่อมแซม อย่างน้อย… ต้องใช้เวลาสามปีเป็นอย่างต่ำ!”
เจียงวั่งได้ฟังแล้ว มิได้แสดงอาการยินดีจนเกินควร เพียงพยักหน้าอย่างสุขุม
เห็นได้ชัดว่า ยังมีความกังวลอยู่ในใจ
ชิงหยวนเหลือบมองเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า
“ท่านแม่ทัพกำลังกังวลว่าหากค่ายกลนี้ถูกทำลาย เป้าหมายของตำหนักสวรรค์ล้มเหลว”
“เช่นนั้น แนวป้องกันของพวกเราย่อมต้องถูกทัพพันธมิตรสี่แคว้นเหยียบย่ำกระนั้นหรือ”
“ถูกต้อง”
เจียงวั่งถอนหายใจ
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากไม่มีวิธีดำเนินการควบคู่กันสองทาง ข้า… เกรงว่าจะไม่อาจอนุญาตให้ทุกท่านลงมือได้”
ถังจั่วและคนอื่นๆ มองหน้ากัน ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของเหลียวอวี่เสียน
“เรื่องนี้ ประมุขเราที่จริงก็ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว”
“ดังนั้น จึงมีจดหมายส่งมาแต่เนิ่นๆ”
“เพียงแต่… ไม่ได้ส่งให้พวกเรา หากแต่ส่งให้เต๋าเชวี่ย”
“อาจารย์”
ชิงหยวนชะงัก มองไปทางเต๋าเชวี่ย
เต๋าเชวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย หยิบจดหมายออกจากอกเสื้อ แล้วโยนให้ชิงหยวน
ชิงหยวนรับมา กวาดตามองอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ราวกับถูกฟ้าผ่า
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถามออกมาว่า
“จะได้ผลจริงหรือ”
“อย่างน้อย เรื่องที่เขาคาดการณ์ไว้จนถึงตอนนี้ก็เกิดขึ้นไปแล้วเจ็ดแปดส่วน”
“แม้เขาจะไม่รู้ว่าแผนผังค่ายกลครึ่งหนึ่งนั้นเป็นเจ้าที่นำกลับมา”
“แต่เขาก็เดาได้ว่าการโจรกรรมถ้ำคัมภีร์ของพรรคมารย่อมเกี่ยวข้องกับตำหนักสวรรค์อย่างแยกไม่ออก”
“พวกมันคิดใช้วิชาลับที่สูญหายเหล่านั้นเป็นเครื่องมือ”
“และทุกคนย่อมรู้ดีวิชามารที่ก้าวหน้าเร็วที่สุด คือการฆ่าคนฝึกวิชา”
“แล้วมีที่ใดจะฆ่าคนได้โดยไม่ต้องยั้งมือเท่ากับสนามรบอีก”
เต๋าเชวี่ยฮึดฮัด
“เจ้าเด็กนั่นเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าการยกทัพปราบจินฉานทั่วหล้าในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อบีบบังคับให้แคว้นจินฉานส่งตัวเขาออกมาเท่านั้น”
“และเขาก็เตรียมกลศึกเอาไว้ก่อนแล้ว… แต่จะใช้ได้ผลหรือไม่ ไม่สู้เจ้าลองไปทดสอบดูด้วยตัวเอง”
ชิงหยวนสูดลมหายใจลึก
กัดฟันพูดว่า
“เรื่องนี้… ช่างเถิด เพื่อสหายสนิทที่ข้าเพิ่งพบหน้า เพื่อชาวบ้านแคว้นจินฉาน เพื่อความสงบของใต้หล้า ต่อให้ต้องเสียหน้า ข้าก็ไม่สนแล้ว!”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกไปทันที
บรรดาแม่ทัพ นายทหาร รวมถึงเหล่ายอดฝีมือยุทธภพ และเจ้าสำนักทั้งหลายต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
แล้วก็พากันเดินตามเขาไป
เห็นเพียงชิงหยวนผลักประตูออก เหินร่างขึ้นสู่หลังคา
เอามือประกบปาก ตะโกนสุดเสียงว่า
“ตาเฒ่าขี้เมา! ช่วยด้วย!! ถ้าเจ้ายังไม่มา ข้าจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย!!!”
เสียงตะโกนนี้ ทำให้ทุกคนอึ้งไปตามๆ กัน
แม้แต่เจียงวั่ง ยังลืมศักดิ์ศรีแม่ทัพใหญ่อ้าปากค้างอยู่นาน
คิดในใจว่า กลศึกที่ว่ามาสุดท้ายคือ การตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างงั้นหรือ
ใต้หล้ามีเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ด้วยหรือ
เหล่าชาวยุทธที่อยู่ ณ ที่นั้น ก็พากันมองหน้ากันไปมา
ที่จริง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่เจียงหรานเรียกมา ในนั้นมีซือเซิ่งถิง แห่งสำนักกระบี่หลิวหยุนรวมอยู่ด้วย
เค่อเป่ยเซิงเป็นผู้ไปส่งจดหมายด้วยตนเอง ขอให้เขานำศิษย์สำนักกระบี่หลิวหยุนมาช่วยรับศึก
ห้าสำนักกระบี่มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นปรึกษากันแล้ว ก็พากันมาพร้อมหน้า
หนึ่งสำนักฟ้า สองหอ ห้าสำนักกระบี่ เจ็ดสำนักใหญ่ สิบสามพรรคแทบจะมาครบถ้วน
กำลังพลมากล้น ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
แต่ชิงหยวนกลับไม่สนใจศักดิ์ศรีต่อหน้าคนใหญ่คนโตเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
ตะโกนไปหนึ่งรอบ ไม่เห็นมีเสียงตอบรับ
เขาก็ยังตะโกนต่อ
กำลังภายในของเขาไม่ธรรมดา เสียงสะท้อนก้องไปทั่วด่านเทียนอวี่
ในตรอกเล็กแห่งหนึ่ง ชายชราคนหนึ่งที่กำลังดื่มสุรายกหมวกฟางที่ปิดหน้าออก หน้าดำทะมึน ส่งเสียงฮึดฮัดว่า
“เหลวไหลสิ้นดี…”
ไม่ไกลนัก คนสวมหน้ากากที่นั่งอยู่บนกำแพง หัวเราะเบาๆ
“สมแล้วที่เป็นอาจารย์กับศิษย์”
“ลูกศิษย์เจ้าช่างประเสริฐนัก”
“รีบไปเถอะ ไม่เช่นนั้น ทั้งใต้หล้าจะรู้ว่าศิษย์เจ้าจะหักขาเจ้าแล้ว”
“…ก็ต้องดูว่าเขาทำได้จริงหรือไม่”
“พูดตามตรงคราวที่ข้าเจอเขาครั้งก่อนก็รู้สึกว่าเขาทำได้จริงแล้ว”
“ช่วงนี้ไม่ได้พบหน้า เกรงว่าเขาจะก้าวหน้าอีกครั้ง
“ด้วยกระดูกแก่ๆ ของเจ้า อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแล้ว”
“…ช่างเป็นโลกที่กลับตาลปัตรเสียจริง”
ชายชราถอนหายใจ สวมหมวกฟางกลับคืน
ปลายเท้าขยับ ร่างเหินทะยานจากไป
คนสวมหน้ากากยกมือบังแดด มองตามไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
แล้วหันกลับไปมอง ทิศทางของหมื่นหุบเขา
“เวลาก็ใกล้แล้ว…”
……
……
ชิงหยวนตะโกนอยู่หนึ่งกาน้ำชาจนเสียงแทบแหบ
แต่กองหนุนก็ยังไม่มา อดไม่ได้ที่จะก้มหน้ามองเต๋าเชวี่ย
“อาจารย์ พี่เจียง… จะไม่หลอกท่านใช่มั้ย”
“เจ้าคิดว่าเขาจะหลอกเจ้าหรือ”
เต๋าเชวี่ยเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว
ชิงหยวนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“พี่เจียงกับข้า พบกันครั้งแรกก็ถูกคอกัน เขาไม่มีทางหลอกข้าแน่”
“แต่อาจารย์… ท่านไม่ค่อยรักษาภาพลักษณ์ เป็นคนแก่ไม่เอาไหน ยากจะพูดว่าเขาจะไม่หลอกท่าน…”
“เหลวไหล! เจ้าวันเดียวไม่ตี ปีนหลังคาเรือน มาดูสิว่าวันนี้อาจารย์จะสั่งสอนเจ้าอย่างไร!”
เต๋าเชวี่ยพูดเสียงดัง แต่กลับยืนกระโดดอยู่ที่เดิมตั้งนาน ไม่ขึ้นไปจัดการจริงๆ
ชิงหยวนกลอกตา รู้ว่าอาจารย์ไม่กล้าขึ้นไปเสียหน้า จึงได้แต่ตะโกนต่อ ขณะกำลังจะอ้าปากก็รู้สึกว่ามีคนถีบเขาหนึ่งที
ถีบทั้งแรงทั้งเร็ว แต่ชิงหยวนได้ถ่ายทอดวรยุทธ์จากเต๋าเชวี่ยมาเต็มที่ กลางอากาศเพียงบิดเอวเล็กน้อย ก็ทรงตัวได้ ลงพื้นอย่างมั่นคง
“ใครถีบข้า!”
หันกลับไป ก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคา ถือจอกสุราดื่มอยู่
“ผู้อาวุโส ท่านน่ะรึ” ชิงหยวนอึ้งไป
“เออข้าเอง!”
ต้วนตงหลิวเดือดดาล พ่นลมหายใจออกมาคำหนึ่ง
ชิงหยวนรู้สึกเพียง ลมปราณพัดกรรโชก ราวกับคมกระบี่จากสวรรค์ฟาดใส่
ร่างเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ เปลี่ยนตำแหน่งหลบหลีก แต่ก็ยังถูกแรงลมปัดให้เฉออกไปก้าวหนึ่ง
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก นี่มันคนแบบไหน
เพียงลมหายใจเดียว กลับมีอานุภาพถึงเพียงนี้
หากเมื่อครู่ไม่ระวัง เกรงว่าจะถูกลมหายใจนั้นผ่าเป็นสองท่อนแล้ว!
“ต้วนตงหลิว เจ้าคิดจะรังแกเด็กรุ่นหลังรึ”
เสียงเต๋าเชวี่ยดังขึ้น เห็นเพียงต้วนตงหลิวหรี่ตา
“อย่างไร รังแกเด็กไม่ถือเป็นฝีมือ รังแกเจ้าแทนดีมั้ย”
“มาๆ ขึ้นมาประมือกับข้าสักสองกระบวน”
“…ข้าสู้เจ้าไม่ได้ รีบลงมาเถอะ ระวังศิษย์เจ้ากลับมา จะหักขาเจ้าเข้าจริงๆ”
เต๋าเชวี่ยรู้จักแทงใจดำยิ่งนัก
ต้วนตงหลิวหน้าดำมืดทันที พลิกกายลงจากหลังคา
เหลือบมองผู้คนรอบข้าง
ถังจั่วยิ้มบาง ประสานมือคารวะ
“ไม่ได้เจอกันนาน”
“ก็ไม่นานนัก…”
ต้วนตงหลิวโบกมือ
“ครั้งก่อนยังเจอกันที่เมืองจิ่นหยางไม่ใช่หรือ ตอนนี้… ช่างเถอะ ไม่พูดถึงแล้ว”
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าตะโกนเรียกข้ามาทำไม”
“แต่ข้าอยากรู้เจ้าเด็กนั่นมีอะไรให้พวกเจ้านำมาบอกข้าหรือไม่”
ชิงหยวนหยิบจดหมายขึ้นมา เหลือบมองหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยว่า
“เขาบอกว่า… ขอเชิญท่านเริ่มการแสดงได้แล้ว”
“…เจ้าเด็กเวร!!”
ต้วนตงหลิวหน้าดำมืด
“หมายความว่า มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่กลับรู้ว่าข้ามีวิธีทำให้ศัตรูล่าถอยสินะ”
“ก็แสดงว่าพี่เจียงกับท่าน อาจารย์กับศิษย์รู้ใจกันเป็นอย่างดี”
ชิงหยวนยิ้มแห้งๆ
“…ช่างเถอะ ช่างเถอะ”
ต้วนตงหลิวถอนหายใจ
“ข้ามีวิธีอยู่จริง วันนี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำอะไร ก็จงทำไปให้สุดมือ”
“หลังจากนี้ ศึกใหญ่จะมาถึง ไม่ต้องหวั่น รับมือให้เต็มที่”
“พรุ่งนี้หลังศึกหนึ่งครา สี่แคว้นอาจยังไม่ถึงกับแตกพ่าย”
“แต่หากคิดจะรุกคืบอีกครั้ง ก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี”
“น่าจะพอประคองสถานการณ์ จนกว่าเขาจะกลับมา”
เจียงวั่งได้ฟัง อึ้งไปครู่หนึ่ง
“ขอท่านผู้เฒ่าโปรดอธิบายกลศึก”
“ลิขิตฟ้ามิอาจแพร่งพราย”
ต้วนตงหลิวโบกมือ
“หากพูดออกไป ข่าวรั่วถึงหูพวกมัน กลศึกนี้ก็หมดความขลัง”
“เชื่อข้าหรือไม่ พวกเจ้าตัดสินใจกันเอง”
“ข้ามา ก็เพื่อพูดเพียงเท่านี้”
“เรื่องที่ควรบอกก็บอกหมดแล้ว ขอลา!”
กล่าวจบ เขาก้าวเดินจากไป ร่างพุ่งดุจดวงดาราไล่จันทรา หายลับตาในพริบตาเดียว
ผู้คนในที่นั้น ต่างมองหน้ากันอีกครั้ง
คำพูดนี้ ควรเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่
เจียงวั่งสมกับเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการสามเหล่าสามทัพ ไม่ลังเลนาน
สูดลมหายใจลึก ยามนี้ เขาไม่มีทางถอย ก็ไม่มีทางรุก ไม่ว่าทางใด ล้วนต้องเสี่ยงกันทั้งนั้น
“ถ่ายทอดคำสั่งข้าทำลายค่ายกล บุกตีข้าศึก!!”