- หน้าแรก
- ก้าวสู่อันดับหนึ่ง ด้วยบัคเกมบำเพ็ญเซียน
- ตอนที่ 25 รอบที่สองสิ้นสุด
ตอนที่ 25 รอบที่สองสิ้นสุด
ตอนที่ 25 รอบที่สองสิ้นสุด
ตอนที่ 25 รอบที่สองสิ้นสุด
คว้าตำแหน่งราชาปาร์กัวร์ในการแข่งขันครั้งแรก รวบรวมยอดฝีมือจำนวนมาก ก่อตั้งสำนัก ทำให้ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง แล้วสร้างความรุ่งโรจน์อีกครั้ง!
หวังฮุยหลังจากตรึงเจียงหลิวเอาไว้ ก็เริ่มจินตนาการภาพอันงดงามที่ตัวเองโดดเด่นเหนือผู้เข้าแข่งขันนับสิบล้านคนแล้ว ขี่อยู่บนหลังเหยาเสียงพลางหัวเราะเสียงดังอย่างอดไม่อยู่
ขั้นหลอมปราณระดับแปดแล้วอย่างไร มีอาวุธเวทแปดชิ้นแล้วอย่างไรเล่า?
เขากวาดซื้อยันต์ตรึงกายมาจำนวนมาก ก็เพื่อกำจัดภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของสนามนี้!
เจียงหลิว ก็คือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในสายตาของเขา!
สิบอันดับแรก? รอบที่สามอย่าคิดว่าจะได้เข้า!
ยันต์ตรึงกายใบเดียวไม่พอ งั้นก็ห้าใบสิบใบไปเลย!
หวังฮุยเห็นว่าเจียงหลิวติดกับดักแล้วก็อดหัวเราะเสียงดังไม่ได้ แต่เสียงหัวเราะยังไม่ทันออกจากลำคอ ก็หยุดชะงักลงในพริบตา
เขารู้สึกว่าคอถูกรัดแน่นขึ้นมาในทันที ราวกับมีบางอย่างมารัดเอาไว้ เผลอก้มลงมองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นว่าที่ลำคอมีเชือกเส้นใหญ่สีดำเส้นหนึ่งคล้องอยู่ พื้นผิวของเชือกเปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าน้ำทะเล
นี่มันอาวุธเวท?!
หวังฮุยชะงักไปในทันที ยังไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ คอก็ถูกกระชากอย่างแรง ร่างทั้งร่างลอยขึ้นกลางอากาศในทันที หลุดจากหลังของเหยาเสียงแล้วตกลงมา กลิ้งตกลงตามหน้าผาอย่างน่าเวทนา
ขณะกลิ้งตกลงหน้าผา ร่างเงาหนึ่งพุ่งผ่านข้างตัวเขาไปด้วยความเร็ว ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สมองเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เจียงหลิว?!
เขาไม่ได้ถูกยันต์ตรึงกายตรึงร่างเอาไว้หรอกเหรอ?
ผลของยันต์ตรึงกายไม่ใช่ 2 วินาทีหรอกเหรอ ทำไมเขาถึงขยับได้เร็วขนาดนี้?
ไม่เพียงแค่ขยับได้ ยังเหวี่ยงเชือกใส่เขาอีกด้วย!
“เชี่ยเอ๊ย!”
หวังฮุยไม่มีเวลามาคิดว่ายันต์ตรึงกายทำไมถึงใช้ไม่ได้ เขารีบลุกขึ้นจากพื้นแล้วตะโกนไปทางเหยาเสียง “เหยาเสียง มารับฉันหน่อย!”
“เจ้านาย!”
เหยาเสียงหัวเราะอยู่ในใจ สะบัดขายาววิ่งอย่างสุดแรง พลางตะโกนโดยไม่หันกลับมา “ผมจะคว้าชัยในปาร์…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็เหมือนถูกของแข็งบางอย่างกระแทกเข้าใส่ด้านหลังศีรษะอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาในทันที ร่างทั้งร่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ในเสี้ยววินาที
[ ได้รับผลของห่วงตรึงกาย คุณจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ]
[ ระดับพลังของคุณต่ำกว่าผู้ใช้เป็นอย่างมาก คุณจะถูกห้ามเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ]
เหยาเสียง “????”
อะไรคือห้ามเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง?
เหยาเสียงเงยหน้าขึ้น ก็เห็นวงแหวนสีทองลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา เหมือนห่วงรัดศีรษะ ทำให้สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ไอ้เวร นี่มันอุปกรณ์บัคอะไรกันวะ!
หวังฮุยถูกเหวี่ยงตกหน้าผา เหยาเสียงถูกตรึงอยู่กับที่ ความทะเยอทะยานของทั้งสองพังทลายลงในพริบตาเดียว
อย่าว่าแต่ราชาปาร์กัวร์เลย แม้แต่สิบอันดับแรกของรอบที่สองก็หมดหวังแล้ว
“ระดับพลังต่ำขนาดนี้ยังวิ่งได้เร็วขนาดนี้ ประมาทใครไม่ได้จริงๆ”
เจียงหลิวแซงเหยาเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังไป พลางถอนหายใจในใจเบาๆ การที่ถูกห่วงตรึงกายตรึงได้ตลอดแบบนี้ แสดงว่าระดับพลังของอีกฝ่ายน่าจะอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับสองหรือสามเท่านั้น
ระดับพลังแค่นี้ยังวิ่งเทียบเคียงกับเขาได้ เกิดมาเพื่อเป็นพาหนะชัดๆ!
จัดการอุปสรรคสองตัวได้อย่างง่ายดาย เจียงหลิวปีนเขาต่อไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคอีก ใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็ขึ้นถึงยอดเขา
[ ขอแสดงความยินดี คุณได้รับอันดับหนึ่งของกิจกรรมราชาปาร์กัวร์รอบที่สอง เลื่อนเข้าสู่รอบที่สามสำเร็จ การแข่งขันรอบที่สามจะเริ่มตรงเวลา 12:00 น. ของวันพรุ่งนี้ ]
[ คุณได้เข้าสู่โซนบัพ EXP ความเร็วในการฝึกเพิ่มขึ้น 2000% ระยะเวลากิจกรรมคงเหลือ 19 นาที 34 วินาที โปรดเพลิดเพลินกับรางวัลของผู้ชนะ ]
ความเร็วในการฝึกยี่สิบเท่า!
เดิมทีเจียงหลิวคิดจะขึ้นมาชมวิว มองทิวทัศน์งดงามหลายพันเมตรจากหน้าผา แต่พอได้ยินเสียงอิเล็กทรอนิกส์ในหัว ก็หมดอารมณ์ชมวิวทันที นั่งลงบนยอดเขาอย่างไม่ลังเล
วิวอะไร จะสู้ความเร็วในการฝึกยี่สิบเท่าได้?
ยี่สิบนาทีของความเร็วที่เพิ่มเข้ามา เพียงพอให้เขาดันค่าบำเพ็ญของขั้นหลอมปราณระดับแปดไปได้อีกมาก!
ขั้นหลอมปราณระดับเก้า อยู่ใกล้แค่เอื้อม!
หลังจากเขาเริ่มฝึกไปได้สองนาที อันดับที่สองก็พุ่งขึ้นมาถึงยอดเขา พอถึงก็ทรุดลงกับพื้นในทันที หอบหายใจอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าเหนื่อยจนแทบหมดแรง
แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณ หลังจากวิ่งเต็มกำลังขึ้นภูเขาสูงหลายพันเมตร ก็ยังคงหมดแรงจนแทบขาดใจ
อันดับสาม อันดับสี่ อันดับห้า...
คนที่ตามมาหลังจากนั้น พอถึงยอดเขาก็ล้มลงกันหมด ตั้งใจจะรีบใช้เวลาฝึก แต่พอเริ่มฝึกวิชาจริงๆ ก็เกิดอาการหายใจติดขัด จำต้องถอนหายใจยาว ปรับลมหายใจที่สับสนให้กลับมาเป็นปกติ
หลายคนล้มกองอยู่บนพื้น มองเจียงหลิวที่ลมหายใจนิ่งสงบไม่แปรปรวน แววตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ
“ไม่ใช่ว่า เขาไม่เหนื่อยเลยเหรอ?”
“ภูเขาหลายพันเมตร จะขึ้นก็ขึ้นเลย ไม่หอบเลยสักนิด?”
“นักเรียนมัธยมสมัยนี้โหดขนาดนี้เลยเหรอ?”
“เป็นผู้บำเพ็ญเซียนเหมือนกัน แต่ช่องว่างมันใหญ่โตเกินไปหน่อยไหม”
เมื่อเทียบกับรอบแรกที่เป็นเขตเหมือง รอบที่สองที่เป็นการปีนเขายากกว่ามาก ภูเขาความชัน 60 องศาไม่เพียงแต่สูงชันอันตราย ยังใช้เรี่ยวแรงอย่างมหาศาล ผู้บำเพ็ญเซียนที่ระดับพลังต่ำกว่านิดเดียว ก็หมดแรงกลางทางแล้ว บางคนวิ่งไม่ครบเส้นทางด้วยซ้ำ
พวกขั้นหลอมปราณระดับสองหรือสาม ความแข็งแกร่งของร่างกายก็แค่เหนือกว่าคนธรรมดาเล็กน้อย ปริมาณปราณวิญญาณก็มีไม่มากนัก คนที่สามารถวิ่งเต็มกำลังขึ้นภูเขาสูงหลายพันเมตรมีอยู่น้อยมาก
รอบแรกไม่จำกัดการบิน พวกผู้เล่นสายเติมเงินที่มีปีกจึงผ่านไปได้แบบหวุดหวิด
แต่พอถึงรอบที่สองก็เผยธาตุแท้ ระดับพลัง ความเร็ว และความอึด ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ถ้าขาดไปนิดเดียว อย่าว่าแต่สิบอันดับแรกเลย แม้แต่ยอดเขาก็ไม่มีวันได้เห็น
แน่นอนว่าคนที่ได้สิบอันดับแรกของรอบที่สอง ยังคงเป็นผู้เล่นสายเติมเงิน
สำหรับผู้เล่นสายเติมเงิน ถึงไม่มีปีก พวกเขาก็ยังมีบัฟความเร็วขั้นสูง มีระดับพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไป และยังมีอาวุธเวทอีกหลายชิ้น
ยกตัวอย่างเช่น หลี่ตงเจ๋อ หนึ่งในผู้ที่ใช้หินวิญญาณมากเป็นอันดับต้นๆ ของเมือง แม้จะเทียบกับเจียงหลิวไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นก็เหนือกว่ามาก
“โอ๊ยแม่งเอ๊ย เหนื่อยชิบหาย!”
หลี่ตงเจ๋อพอขึ้นถึงยอดเขา ก็เอนตัวพิงหลังเจียงหลิวทันที เหมือนหมาตายตัวหนึ่ง แลบลิ้นหอบหายใจ อาภรณ์เวทโมเสกบนตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เจียงหลิวลืมตาขึ้น มองหลี่ตงเจ๋อด้วยสีหน้าดูถูก “แค่ไม่กี่พันเมตรก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว?”
ไม่ต้องพูดถึงความเหนื่อยเลย เขาวิ่งมาตลอดทางอย่างราบรื่นเหมือนเดินบนพื้นราบ ไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว แสดงให้เห็นถึงท่าทีของผู้บำเพ็ญเซียนอย่างเต็มที่
แค่ปีนเขาหลายพันเมตรยังเหนื่อยขนาดนี้ เป็นผู้บำเพ็ญเซียนประสาอะไร น่าขายหน้าจริงๆ
“พูดง่ายดีนี่หว่า”
หลี่ตงเจ๋อกลอกตาใส่อย่างแรง พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันเพิ่งขั้นหลอมปราณระดับห้า มีอาวุธเวทแค่สามชิ้น วิ่งเต็มกำลังขึ้นมาถึงยอดเขาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว”
“รู้ไหมว่าช่วงไม่กี่ร้อยเมตรสุดท้ายฉันขึ้นมายังไง? ฉันคลานขึ้นมาด้วยมือกับเท้าเลยนะโว้ย!”
เจียงหลิว “...”
ความแตกต่างระหว่างเขากับหลี่ตงเจ๋อชัดเจนมาก จะบอกได้แค่ว่าระหว่างผู้บำเพ็ญเซียนด้วยกันเองก็ยังมีช่องว่าง
“อย่าเหม่อ รีบใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกเถอะ”
“ยังฝึกไม่ได้แล้ว หายใจติดขัด”
สามสิบนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรอบที่สองสิ้นสุดลง เจียงหลิวมองไปรอบๆ โดยสัญชาตญาณ จำนวนผู้เล่นน้อยกว่าตอนอยู่เชิงเขาไปกว่าครึ่ง
นั่นหมายความว่า มีคนมากกว่าครึ่งที่วิ่งไม่ครบเส้นทาง
เวลาสามสิบนาที ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตร มันยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือ?
เมื่อเขาเห็นหลี่ตงเจ๋อที่เหี่ยวเฉา ก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ดูเหมือน… มันจะยากจริงๆ
เมื่อเจียงหลิว และหลี่ตงเจ๋อกลับจากแดนมายาเข้ามาในห้องเรียน กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นก็พุ่งเข้ามาล้อมทันที พูดกันจอแจถามนั่นถามนี่
“รอบที่สองเป็นแผนที่แบบไหน ยากไหม?”
“เป็นไงบ้าง พวกนายเข้ารอบสามแล้วหรือยัง?”
“มีศัตรูตัวฉกาจไหม เดี๋ยวคืนนี้พวกเราช่วยจัดการให้!”
ในฐานะสองคนเดียวของทั้งห้องที่เข้าสู่รอบที่สอง เจียงหลิวและหลี่ตงเจ๋อสัมผัสได้ถึงความคาดหวังมหาศาล ถ้าหนึ่งในสองคนนี้ได้ตำแหน่งราชาปาร์กัวร์ ห้อง ม. 6/3 ของโรงเรียนมัธยมที่สามก็จะโด่งดังไปทั่วทั้งเมือง เพื่อนคนอื่นก็จะพลอยภูมิใจไปด้วย ออกไปโม้ก็มีทุนแล้ว
ราชาปาร์กัวร์เหรอ? อ๋อ เพื่อนฉันเอง เคยยืนฉี่ข้างกันมาสามปี
“แน่นอนว่าเข้าแล้ว!”
หลี่ตงเจ๋อเชิดคาง สีหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “บ้านฉันกิจการใหญ่โต ขนาดทั้งเมืองมีสักกี่คนที่มีสิทธิ์นั่งโต๊ะกินข้าวกับพ่อฉัน กิจกรรมเล็กๆ แค่นี้ แค่พลิกฝ่ามือก็เอาอยู่!”
ท่าทางโอ้อวดขนาดนี้ ก็เพราะไม่มีใครเห็นตอนเขาเหนื่อยเหมือนหมาตายนั่นแหละ
เจียงหลิวดูถ่อมตัวกว่าหลี่ตงเจ๋อมาก ยิ้มบางๆ ตอบกลับอย่างสุภาพ “ถึงจะลำบากนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังเข้าสู่รอบที่สามมาได้”
พอทั้งสองตอบเสร็จ เสียงอุทาน และเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้อง
“สุดยอดเลยพี่เจ๋อ คืนนี้ไปดื่มกันไหม!”
“สมกับเป็นพี่เจ๋อ ไม่เลี้ยงข้าวหน่อยเหรอ?”
“เดี๋ยวนะ พี่เจ๋ออาศัยเงิน แล้วเจียงหลิวอาศัยอะไร?”
“ก็อาศัยดวงไง”
หลี่ตงเจ๋อที่กำลังลอยอยู่กับคำชม พอได้ยินมีคนพูดถึงเจียงหลิว สีหน้าก็หม่นลงทันที เบ้ปากพูดเสียงประชด “เขาน่ะราชาแห่งโชค สุ่มครั้งเดียวได้อาวุธเวทระดับสูง สุ่มทีเดียวติดรากวิญญาณสูงสุด”
“เหมือนเปิดตู้กาชาเอง สุ่มอาวุธเวทง่ายยิ่งกว่าซื้อของ มีเงินก็สู้ไม่ได้หรอก”
เพื่อนร่วมชั้น “...”
ตอนนั้นเองพวกเขาถึงนึกขึ้นได้ ตอนรอบแรกพวกเขาเห็นกับตาว่าเจียงหลิวทั้งตัวเต็มไปด้วยอาวุธเวทเปล่งแสง แถมยังมีปีกติดหลัง
ตอนนั้นยังคิดว่าเขาไปกู้เงินมาโชว์เท่ ไม่คิดเลยว่า…
“ชิบหาย ฉันเกลียดพวกดวงดีที่สุดในชีวิตเลย!”
“สุ่มทีเดียวได้รากวิญญาณสูงสุด? เฮ้ย นายมีของแบบนั้นแล้วเหรอ!”
“บัดซบ เจียงหลิว นายมันน่าตายจริงๆ!”
พอรู้ว่าของทั้งหมดของเจียงหลิวมาจากไหน เสียงโวยวายก็ดังสนั่นไปทั่วห้อง ทุกคนแสดงความอิจฉาริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
กลัวเพื่อนลำบากยังไม่เท่า กลัวเพื่อนขับรถหรูมากกว่า ประมาณนั้นแหละ
เจียงหลิวฟังไปฟังมาก็หน้าดำ คิดในใจว่า ด่ามาอีกสิ ด่าอีกหน่อยฉันจะใส่อาวุธเวททั้งตัวมาเดินให้แสบตาพวกแกทุกวันเลย!
ตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาจากข้างนอก มองห้องที่วุ่นวายแล้วขมวดคิ้ว ตะโกนว่า “เงียบ!”
“เจียงหลิว มากับฉัน ผู้อำนวยการเรียก!”
“ไปๆ ไปให้หมด ไม่ฝึกกันแล้วหรือไง!”
เจียงหลิวบ่นงึมงำ พลางผลักเพื่อนออกเป็นวง ก่อนจะเดินตามครูออกจากห้อง ถามว่า “ครูครับ ผู้อำนวยการเรียกผมไปทำอะไร?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
ครูตอบกลับประโยคหนึ่ง พาเจียงหลิวไปถึงหน้าห้องผู้อำนวยการ แล้วผลักเขาเข้าไป พร้อมกำชับว่า “ทำตัวดีๆ ล่ะ”
เจียงหลิวพุ่งเข้าไปในห้องผู้อำนวยการ คลื่นความร้อนแผดเผาก็พุ่งเข้ามาปะทะหน้า ตรงหน้า นอกจากผู้อำนวยการแล้ว ยังมีลูกไฟลุกโชนก้อนหนึ่งที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม แทบมองไม่เห็นรูปร่างคนข้างในแล้ว
เขามองซูเว่ยหยางด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะทักผู้อำนวยการ “สวัสดีครับผู้อำนวยการ เรียกผมมามีอะไรเหรอครับ?”
ผู้อำนวยการวัยหกสิบยืนอยู่ริมๆ ห้อง ใบหน้าถูกความร้อนเผาจนแดง เช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วฝืนยิ้ม “นักเรียนเจียง ยินดีด้วยที่เธอเข้าสู่รอบที่สาม วันนี้เรียกเธอมา อยากขอให้เธอช่วยซูเว่ยหยางหน่อย”
“ช่วยเธอ?”
เจียงหลิวกะพริบตา ถามอย่างสงสัย “ช่วยยังไงครับ?”
ลูกไฟก้อนใหญ่ขนาดนั้นตั้งอยู่ตรงหน้า เขายังไม่กล้าเข้าใกล้เลย เปลวไฟที่เกิดจากกายสุริยันบริสุทธิ์ และรากวิญญาณสูงสุดธาตุไฟ ต่อให้เป็นกายทองพันชั่งก็ทานทนไม่ไหว