- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1713 (835) ออกเดินทาง (ตอนฟรี)
บทที่ 1713 (835) ออกเดินทาง (ตอนฟรี)
บทที่ 1713 (835) ออกเดินทาง (ตอนฟรี)
บทที่ 1713 (835) ออกเดินทาง
เมื่อได้รับโทรศัพท์จากพี่รอง จี้เฟิงก็บอกลาเซียวหยูซวน จากนั้นเขาก็พาไป๋จูรีบตามไปสมทบในทันที
พอจี้เฟิงไปถึงบ้านอารองก็พบว่าอาสามไม่อยู่บ้าน แม้แต่อาสะใภ้เองก็ไม่อยู่เช่นกัน มีเพียงพี่รองจี้ช่าวเหลยอยู่คนเดียว และตอนที่มาเปิดประตูให้จี้เฟิง เขายังอยู่ในสภาพที่ตาปรือเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน
“นี่พี่นอนหลับอยู่เหรอ?” จี้เฟิงถามอย่างแปลกใจ
“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยพอน่ะ!” จี้ช่าวเหลยยิ้มแหย
“ทำไมล่ะ?” จี้เฟิงประหลาดใจ “หรือว่าที่หนานเยว่พี่ต้องออกไปร่วมปฏิบัติการด้วย?”
แม้ตอนนี้การออกล่าตัวองค์ชายจะยังดำเนินต่อไป แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องให้เซียงหยงซานลงมือเอง อีกอย่างพี่รองไม่ใช่ทหาร ต่อให้เขาอยากจะเข้าร่วม ทางกองทัพก็คงไม่อนุญาตอยู่ดี
จี้ช่าวเหลยทำสีหน้าพิลึกพลางหัวเราะหึๆ “เมื่อคืนอยู่กับยี่โหรวน่ะ”
จี้เฟิง “...”
เขากระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที มิน่าล่ะพี่รองถึงได้ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แถมยังบอกว่านอนไม่พอ ที่แท้เมื่อคืนเขากับเซียงยี่โหรวไม่รู้ว่าไปหักโหมกันนานขนาดไหน
นี่มันทำให้จี้เฟิงพูดไม่ออกจริงๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาเล่นกันท่าไหน ด้วยสภาพร่างกายของจี้ช่าวเหลยแท้ๆ ยังถึงขั้นเหนื่อยเพลียจนต้องถึงกับมานอนหลับทั้งวันแบบนี้!
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะถามกลั้วยิ้ม “ดูท่าพี่จะสยบพี่สะใภ้ได้แล้วสินะ?”
เขาจำได้ว่าเพื่อที่จะเอาชนะใจเซียงยี่โหรว พี่รองจี้ช่าวเหลยถึงกับตั้งใจมาขอเรียนแอโรบิกจากเขา และเมื่อนานมาแล้วจี้เฟิงก็ได้ยินว่าจี้ช่าวเหลย สามารถเอาชนะเซียงยี่โหรวได้แล้ว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การเอาชนะเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นการสยบได้อย่างราบคาบเลยทีเดียว
จี้ช่าวเหลยหัวเราะร่าทันที “มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ในฐานะพี่ชายฉันก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้นายไม่ใช่เหรอ?”
แบบอย่างที่ดี?
เรื่องพรรค์นี้ก็เป็นแบบอย่างได้ด้วยเหรอ?
จี้เฟิงเลือกที่จะมองข้ามคำพูดนั้นไปและไม่ต่อความยาวสาวความยืดในหัวข้อนี้ แต่เปลี่ยนไปถามว่า “สถานการณ์ทางฝั่งหนานเยว่เป็นยังไงบ้าง?”
จี้ช่าวเหลยส่ายหน้าพลางยิ้ม “จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อองค์ชายหนีไปได้แล้ว ด้วยอิทธิพลของหวางฉาว ต่อให้ครั้งนี้จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่การจะช่วยพาตัวองค์ชายหนีไปนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ”
“ผมคิดไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้” จี้เฟิงกล่าว “แล้วตอนนี้เซียงหยงซานมีแผนการยังไงต่อ?”
“แผนการเฉพาะเจาะจงน่ะฉันไม่รู้แน่ชัดหรอก แต่เรื่องงานส่วนที่เหลือต้องมีการติดตามผลต่อแน่นอน เมื่อเช้าตอนมาส่งฉันยังได้ยินยี่โหรวบอกว่า ขั้นต่อไปจะมีการกวาดล้างครั้งใหญ่ ทั้งบุคลากรและทรัพย์สินที่พวกหวางฉาวแฝงตัวไว้ในหนานเยว่ ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้พวกหวางฉาวต้องบอบช้ำจนถึงขั้นเสียขวัญแน่นอน อย่างน้อยในพื้นที่หนานเยว่ ช่วงเวลาสั้นๆนี้พวกมันคงจะตั้งตัวไม่ติด”
จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือการจับตัวองค์ชาย ผมสนใจในตัวเขามาก คนคนนี้ดูเหมือนจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับผมมากเป็นพิเศษ และผมมีความรู้สึกว่าเราอาจจะเคยเจอกันมาก่อน หรืออาจจะเป็นคนรู้จักกันก็ได้ คนแบบนี้ต้องรู้จักผมดีแน่ สิ่งที่ผมกังวลคือถ้าเขาหันไปลงมือกับคนรอบตัวผม มันจะยุ่งยากมาก”
จี้ช่าวเหลยถึงกับตกใจ “คนรู้จักเหรอ?”
จี้เฟิงตอบว่า “ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ คือผมเคยเจอกับองค์ชายมาทั้งหมดสองครั้ง แม้จะไม่ใช่การเจอในระยะประชิด แต่ผมมักจะรู้สึกว่าคนคนนี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตามาก”
จะว่าไปการรับมือกับองค์ชายนั้นไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง
แต่ครั้งที่เป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงจริงๆ มีเพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือที่ย่านมหาวิทยาลัย ตอนนั้นองค์ชายพาสมุนมาลอบสังหารเขา โดยใช้เสี่ยวหยูเป็นเหยื่อล่อ และส่งถันเทียนเฟิงมาดักฆ่าจี้เฟิงระหว่างทาง แต่ผลสุดท้ายก็ล้มเหลว
หลังจากนั้นจี้เฟิงก็บุกไปที่ย่านมหาวิทยาลัย ไล่ล่าองค์ชายจนหนีเตลิดเหมือนสุนัขจนตรอก ครั้งนั้นจี้เฟิงก็ได้เห็นตัวองค์ชายเช่นกัน
และที่ท่าเรือหนานเยว่ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง
การได้เห็นองค์ชายทั้งสองครั้งนี้ ทำให้จี้เฟิงรู้สึกเหมือนว่าเขาเคยเห็นคนคนนี้ที่ไหนมาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
อันที่จริงจี้เฟิงเองก็บอกไม่ได้ว่าคุ้นเคยตรงไหน อาจจะเป็นรูปร่างหรืออาจจะเป็นความรู้สึกบางอย่าง
ประกอบกับที่องค์ชายมีความเป็นศัตรูกับเขามาโดยตลอด จี้เฟิงจึงอยากจะจับตัวองค์ชายให้ได้มาโดยตลอด ในแง่หนึ่งเขาอยากจะดูว่าคนคนนี้คือใครกันแน่ และในอีกแง่หนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของคนรอบข้าง
องค์ชายคนนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา หากยังจับตัวไม่ได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะลงมือเมื่อไหร่
ดังนั้นครั้งนี้ที่ท่าเรือหนานเยว่ เมื่อต้องยืนมององค์ชายหนีไปต่อหน้าต่อตา จี้เฟิงจึงได้รู้สึกโมโหขนาดนี้
ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า อาสามและอาสะใภ้ก็ทยอยกันกลับมา
“ไปคุยกันที่ห้องหนังสือ!” จี้เจิ้นกั๋วกล่าว
ทั้งสามคนเข้าไปในห้องหนังสือ จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ จี้เจิ้นกั๋วถามขึ้นว่า “จัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยพยักหน้า
“งั้นก็รีบไปอเมริกาเถอะ” จี้เจิ้นกั๋วกล่าว
“ครับ!” จี้เฟิงพยักหน้ารับ
“พวกเธอไปครั้งนี้อย่าทำตัวเด่นนัก พอไปถึงที่นั่นแล้วก็อย่าไปก่อเรื่อง ภารกิจของพวกเธอคือไปเยี่ยมอาหญิงเล็กของพวกเธอ ท่านผู้เฒ่าอายุมากแล้ว พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับมาให้ได้” จี้เจิ้นกั๋วกำชับ
“พ่อ วางใจเถอะครับ พวกเรารู้ว่าควรทำยังไง” จี้ช่าวเหลยกล่าว
“พวกเธอรู้ความกันดีก็ดีแล้ว แต่ถ้ามีเรื่องมาถึงตัวจริงๆก็ไม่ต้องกลัว” จี้เจิ้นกั๋วเสริมว่า “ไม่หาเรื่องใคร แต่ก็ไม่กลัวเรื่อง และต้องไม่เสียเปรียบ!”
“พวกเราจำใส่ใจครับ!”
“งั้นก็รีบออกเดินทางเถอะ” จี้เจิ้นกั๋วพยักหน้า
หลังจากนั้นเมื่อทานมื้อเที่ยงที่บ้านอาสามเสร็จ จี้เฟิงและพี่รองก็แยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระ ในบ่ายวันนั้นพวกเขาทั้งคู่จะนั่งเครื่องบินมุ่งหน้าสู่อเมริกา
ก่อนออกเดินทางจี้เฟิงให้ไป๋จูกลับไปเก็บของ ส่วนเขาตรงไปที่บริษัททันที
“จะไปแล้วเหรอ?” เซียวหยูซวนเห็นสีหน้าจี้เฟิง ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังจะเดินทางไกล ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน หลายเรื่องแทบไม่ต้องเอ่ยปาก เพียงแค่มองสีหน้าหรือสบตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร
จี้เฟิงเดินไปข้างหลังเซียวหยูซวนแล้วสวมกอดเธอไว้
เซียวหยูซวนยิ้มออกมาด้วยความเข้าใจ “ไปถึงที่นั่นแล้วดูแลความปลอดภัยให้ดีนะ อย่าทำให้ฉันกับเล่ยเล่ยต้องเป็นห่วง”
แม้คำพูดนี้เธอและเล่ยเล่ยจะพูดซ้ำมาหลายรอบแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่จี้เฟิงกลับไม่รู้สึกรำคาญเลยสักนิด เขายิ้มแล้วบอกว่า “วางใจเถอะ ฉันจะรีบกลับมา”
เซียวหยูซวนจู่ๆก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงพูดว่า “ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ ไปถึงอเมริกาห้ามไปเจ้าชู้ประตูดินเด็ดขาด เห็นสาวสวยผมทองตาฟ้าพวกนั้นก็ห้ามใจสั่นนะ...”
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น “ในสายตาเธอ ฉันมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เซียวหยูซวนใช้ดวงตาคู่สวยมองค้อนพลางยิ้ม “นายคิดว่ายังไงล่ะ?”
จี้เฟิงยิ้มแห้ง “เธอพูดขนาดนี้แล้ว ฉันจะพูดอะไรได้ล่ะ? เอาเป็นว่าไปถึงอเมริกาแล้ว ถ้าฉันเจอแหม่มพวกนั้นฉันจะเดินอ้อมไปไกลๆเลย แบบนี้พอใจไหม?”
ตอนพูดประโยคนี้จี้เฟิงก็รู้สึกผิดอยู่ในใจบ้าง พอนึกถึงซูหยวนและฉินซูเจี๋ย ดูเหมือนว่าคำรับรองของเขาในด้านนี้จะไม่มีความน่าเชื่อถือเอาเสียเลย
เซียวหยูซวนเม้มปากหัวเราะเบาๆ “ถ้าเป็นแบบนั้น นายคงต้องลงไปเดินในท่อระบายน้ำแล้วล่ะ!”
จี้เฟิงหัวเราะร่า “มันก็ไม่แน่หรอก ที่อเมริกายังมีไชน่าทาวน์ตั้งเยอะแยะ มีถนนคนจีนที่นั่นส่วนใหญ่ก็มีแต่คนจีนทั้งนั้น...”
“พอแล้วๆ!”
เซียวหยูซวนพูดอย่างหมั่นไส้ “ฉันแค่เตือนนายเฉยๆ ใครให้นายไปเดินอ้อมพวกสาวผมทองล่ะ แค่นายอย่าไปยุ่งกับพวกเธอก็พอ”
จี้เฟิงรีบรับคำทันที “วางใจได้เลย ฉันไม่ไปยุ่งกับพวกเธอแน่นอน!”
เซียวหยูซวนพยักหน้าอย่างพอใจ “เอาล่ะ รีบไปเถอะ ทางนี้ไม่ต้องห่วง มีหานเซิ่นอยู่ด้วย รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอน!”
จี้เฟิงจูบเบาๆที่ติ่งหูอันบอบบางของเธอ “งั้นฉันไปนะ”
“บ้าจริง จะไปอยู่แล้วยังจะมาแกล้งกันอีก!” เซียวหยูซวนถูกจูบจนใบหน้าสวยแดงซ่าน
จี้เฟิงหัวเราะร่าแล้วเดินออกจากห้องทำงานของเซียวหยูซวนไป
จากนั้นเขาก็ไปหาฮั่นจง บอกลาและแจ้งเรื่องที่จะไปอเมริกา พร้อมกำชับว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้โทรติดต่อเขาได้โดยตรง
เมื่อออกมาจากห้องทำงานของฮั่นจง จี้เฟิงก็นั่งรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปสนามบิน ระหว่างทางเขาได้โทรหาซูหยวน
เขากับซูหยวนไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว ก็รู้สึกคิดถึงอยู่ไม่น้อย
ตั้งแต่ทั้งคู่ตกลงคบกัน ก็มักจะพูดคุยหัวเราะกันเหมือนคู่รักคู่อื่นๆ แต่เพราะซูหยวนยุ่งมากและจี้เฟิงเองก็มักจะมีธุระรัดตัว เวลาที่ทั้งคู่จะได้อยู่ด้วยกันจึงมีไม่มากนัก
สุดท้ายจี้เฟิงโทรหาฉินซูเจี๋ย แต่พวกเขายังคุยกันได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินเสียงเหยาเหยาเซ้าซี้จะขอคุยโทรศัพท์ด้วย ฉินซูเจี๋ยไม่มีทางเลือกจึงต้องส่งโทรศัพท์ให้ลูกสาว
“ป่ะป๊า!”
เสียงของยัยหนูดังเจื้อยแจ้ว “หนูคิดถึงป่ะป๊าจังเลย ป่ะป๊าคิดถึงเหยาเหยาไหมคะ?”
พอได้ยินเสียงของยัยหนู ส่วนที่อ่อนโยนที่สุดในใจของจี้เฟิงก็ถูกสัมผัสทันที เขายิ้มแล้วตอบว่า “คิดถึงสิครับเหยาเหยา อยู่บ้านต้องเชื่อฟังคุณแม่นะ...”
ตอนแรกจี้เฟิงยังพอแทรกคำพูดได้บ้าง แต่ไม่นานเขาก็แทบไม่ได้พูดเลย ยัยหนูกอดโทรศัพท์ไว้แล้วพูดจ้อไม่หยุด
เดี๋ยวเธอก็เล่าเรื่องเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่ เดี๋ยวก็บอกว่าตัวเองเรียนร้องเพลง เต้นรำ สรุปคือหูของจี้เฟิงเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ที่ไร้เดียงสาและตื่นเต้นของยัยหนู
จี้เฟิงรอจนกระทั่งเหยาเหยาพูดจนเหนื่อย ถึงได้พูดกับเธอด้วยรอยยิ้มว่าให้เธอส่งสายให้ฉินซูเจี๋ย แต่ยัยหนูกลับทำปากยื่น บอกว่าป่ะป๊าไม่รักเธอแล้ว ทำให้จี้เฟิงต้องง้ออยู่อีกพักใหญ่ เหยาเหยาถึงได้กลับมาหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
พอถึงสนามบินในหูของจี้เฟิง ดูเหมือนจะยังก้องไปด้วยเสียงใสๆของเหยาเหยาที่ว่า “ป่ะป๊า หนูคิดถึงป่ะป๊าจังเลย!”
เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มออกมา คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยนั้นเป็นสิ่งที่จริงใจที่สุด พอนึกถึงความน่ารักของยัยหนูคนนั้น ก็ยากที่จะไม่เอ็นดูจริงๆ
หลังจากรอที่สนามบินได้ประมาณสิบกว่านาที พี่รองจี้ช่าวเหลยและไป๋จูก็เดินทางมาถึงตามลำดับ
“น้องสามจากเจียงโจวไปนิวยอร์กไม่มีเที่ยวบินตรงนะ เราต้องไปต่อเครื่องที่หยานจิง แต่เวลาเปลี่ยนเครื่องมีไม่มาก ประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น นายลองดูว่าที่หยานจิงมีอะไรต้องจัดการไหม ถ้ามีก็ให้เตรียมตัวไว้ก่อน!” จี้ช่าวเหลยกล่าว
จี้เฟิงโบกมือแล้วพูดว่า “มีเรื่องอะไรก็คงต้องรอให้กลับมาค่อยว่ากัน ออกเดินทางเลยเถอะ”
ไม่นานนักทั้งสามคนก็ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่หยานจิง หลังจากผ่านไปประมาณสองชั่วโมง พวกเขาจะถึงหยานจิงและจากนั้นจะต่อเครื่องจากหยานจิง เพื่อใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 14-15 ชั่วโมง ก่อนจะถึงอเมริกา
....จบบทที่ 1713~