- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1711 (833) เริงร่าพัวพัน (ตอนฟรี)
บทที่ 1711 (833) เริงร่าพัวพัน (ตอนฟรี)
บทที่ 1711 (833) เริงร่าพัวพัน (ตอนฟรี)
บทที่ 1711 (833) เริงร่าพัวพัน
แสงจันทร์อันเย็นเยียบสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน ทำให้ห้องดูมีความเย็นสบายแต่ก็แฝงไปด้วยความงามที่คลุมเครือ อย่างไรก็ตามทั้งสามคนในห้องขณะนี้กลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย
ภายในห้องนอนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ บนเตียงกว้างกลางห้องชายหนึ่งหญิงสองกำลังพัวพันกันอย่างลึกซึ้ง ความเร่าร้อนของพวกเขาทะลุผ่านความหนาวเหน็บของคืนฤดูหนาวไปนานแล้ว มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ร่วมเป็นสักขีพยานในความเร่าร้อนนี้
จี้เฟิงทาบทับร่างของเซียวหยูซวนไว้เบื้องล่าง ทั้งคู่รวมเป็นหนึ่งในท่วงท่าที่ใกล้ชิดที่สุด เริงร่าพัวพันกันอย่างสุดเหวี่ยง
ไรฟันขาวของเซียวหยูซวนขบเม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงครางที่น่าอายออกมา ทว่าในลมหายใจของเธอกลับหลุดเสียงครวญต่ำออกมาเป็นระยะอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อหันไปมองถงเล่ยที่อยู่ข้างๆแม้ร่างจะห่มด้วยผ้าห่ม แต่ท่อนแขนอันขาวนวล รวมถึงเรียวขาที่ยาวและตั้งตรงกลับโผล่พ้นออกมา ผิวพรรณที่เดิมทีเคยเนียนลื่นและผุดผ่อง บัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาคู่สวยของเธอเหม่อลอย ริมฝีปากแดงกระจ่างเปิดออกเล็กน้อย พ่นลมหายใจหอมละมุนดั่งดอกกล้วยไม้
เห็นได้ชัดว่าถงเล่ยยังคงเคลิบเคลิ้ม อยู่กับความสุขสมก่อนหน้านี้
เคยมีคนกล่าวไว้ว่าช่วงเวลาที่ผู้หญิงสวยที่สุด คือช่วงหลังจากผ่านจุดสูงสุดของความสุขในการร่วมรัก ในเวลานั้นผู้หญิงจะแผ่ซ่านเสน่ห์เย้ายวนที่ทึ่ง แม้แต่ผู้ชายปกติทั่วไปที่เห็นภาพนั้น ก็ไม่อาจต้านทานความปรารถนาทางเพศได้ หรือแม้แต่เกิดแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงที่จะก่ออาชญากรรม
ด้วยเหตุนี้เองจึงเคยมีคนล้อเลียนว่า เหตุผลที่รอยยิ้มของโมนาลิซ่า ชวนให้ผู้คนชื่นชมได้ขนาดนั้น ก็เพราะต้นแบบของภาพวาด เพิ่งจะผ่านพ้นจุดสูงสุดของความสุข ในเรื่องระหว่างชายหญิงมา...
แน่นอนว่าคำกล่าวนี้ จะเป็นจริงหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ ถงเล่ยในเวลานี้มีเสน่ห์เย้ายวนอย่างยิ่ง ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านความดึงดูดที่น่าตกตะลึง ต่อให้เป็นชายที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเพียงใด เมื่อได้เห็นภาพนี้ก็ย่อมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
ถงเล่ยในตอนนี้ได้กลายเป็นหญิงสาวที่พราวเสน่ห์ แม้ปกติเธอจะมีนิสัยที่ค่อนข้างเย็นชา แต่ต่อหน้าจี้เฟิงเธอไม่สามารถเย็นชาได้เลย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ เธอยิ่งจมดิ่งอยู่ในความสุขสมนั้น นอกจากจะไม่เย็นชาแล้ว ตรงกันข้ามเธอกลับแผ่ซ่านความเย้ายวนออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
บางทีนี่อาจจะเป็นความเปลี่ยนแปลงนับร้อยพันอย่างของผู้หญิงก็เป็นได้!
เมื่อหันกลับมาดูเซียวหยูซวน เธอก็เต็มไปด้วยเสน่ห์เช่นกัน
จี้เฟิงกดร่างลงบนตัวเธอ ขยับขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเซียวหยูซวนก็สุดจะกลั้น ส่งเสียงครวญออกมาอย่างเร่าร้อน โดยเฉพาะสีหน้าของเธอที่ดูเหมือนจะเจ็บปวด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข รวมถึงผิวพรรณที่แดงระเรื่อไปทั้งตัวและดวงตาที่หม่นลอย ยิ่งดูเย้ายวนถึงขีดสุด!
เสียงครางของเซียวหยูซวนมีทั้งช่วงที่ดังสูงและช่วงที่เบาหวิว ราวกับกำลังสะอึกสะอื้นร่ำไห้ ยิ่งทำให้ในใจของจี้เฟิงเต็มไปด้วยความร้อนแรง และโถมเรี่ยวแรงเข้าใส่อย่างเต็มกำลัง
ในที่สุดเซียวหยูซวนก็ทนไม่ไหว เรียวขาสวยที่ยาวและยืดหยุ่นตวัดรัดเข้าที่เอวของจี้เฟิงอย่างแรง
วินาทีต่อมาจี้เฟิงสัมผัสได้ว่า ร่างของเซียวหยูซวนกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
“โอ้ว——!”
พร้อมกับเสียงครางยาวที่เปี่ยมไปด้วยความสุขสมของเซียวหยูซวน ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทิ้มอย่างหนัก ครู่ใหญ่ต่อมาร่างกายของเธอก็อ่อนระทวย ขาทั้งสองข้างเลื่อนหลุดจากตัวจี้เฟิง เธอนอนแผ่อยู่บนเตียงราวกับคนหมดเรี่ยวแรง
ในนาทีนี้เซียวหยูซวนดูเหมือนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายในร่างกายไปหมดสิ้น ดวงตาเหม่อลอย ขนตาพริ้วสั่นเบาๆ ทั่วทั้งร่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย แม้แต่นิ้วมือก็ไม่อยากจะขยับ ปล่อยให้จี้เฟิงทับอยู่บนร่างของเธอ สัมผัสถึงความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจเคลิบเคลิ้ม
ผ่านไปครู่หนึ่งจี้เฟิงพลิกตัวลงจากร่างของเซียวหยูซวน ดึงผ้าห่มมาคลุมให้พวกเธอ จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปโอบกอดเซียวหยูซวนและถงเล่ยไว้ในอ้อมแขน หญิงสาวทั้งสองนอนตะแคงพิงอกจี้เฟิง ใบหน้าสวยของทั้งคู่ซบอยู่บนแผ่นอกของเขา แต่ทั้งสองกลับไม่รู้สึกตัวเพราะพวกเธอยังคงจมอยู่ในความรู้สึกที่แสนวิเศษนั้น
“เฮ้อ~~!”
เนิ่นนานหลังจากนั้นเซียวหยูซวนและถงเล่ย ถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกัน
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ มือใหญ่ทั้งสองข้างยังไม่รักดี ลูบไล้ไปมาบนแผ่นหลังเนียนลื่นของทั้งคู่ หญิงสาวทั้งสองหลับตาพริ้ม พิงอกจี้เฟิงและเสพสุขอย่างเต็มที่
ตั้งแต่ที่ฮั่นจงถูกเฉิงฮ่าวไท่และอิชิดะ โอโนะวางแผนเล่นงาน ทั้งสามคนก็ไม่ค่อยได้สัมผัสความอบอุ่นเช่นนี้เท่าไรนัก ดังนั้นในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเซียวหยูซวนหรือถงเล่ย ต่างก็รู้สึกดื่มด่ำเป็นพิเศษ
ในความเป็นจริงตั้งแต่จี้เฟิงกลับมาจากหนานเยว่ เซียวหยูซวนก็ถูกเขาหยอกล้อจนตัวอ่อนระทวยไปหมด หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ แม้แต่พวกไป๋จูทั้งสามคนต่างก็ตระหนักได้ว่า คืนนี้จี้เฟิงกับถงเล่ยและเซียวหยูซวนจะทำอะไรกัน ดังนั้นพอทานข้าวเสร็จพวกเธอจึงรีบหลบเข้าห้องนอนไปนอนแต่หัววัน
แม้ห้องในวิลล่าแห่งนี้จะมีระบบกันเสียงที่ค่อนข้างดี แต่ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงครางที่สั่นสะท้านถึงกระดูกเช่นนั้น ก็ยังคงลอดผ่านประตูห้องหลายชั้น เข้าไปถึงหูของพวกเธอ ทำให้พวกเธอรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัวเช่นกัน
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกนั้น ไป๋จูและพวกอีกสองคนจึงรีบไปนอนเสียก่อน
ถ้าหลับไปแล้ว ก็คงไม่ได้ยินสินะ?
ในตอนนั้นเซียวหยูซวนยังคงไว้ท่าอยู่บ้าง เธอคิดว่าพรุ่งนี้ถงเล่ยจะต้องกลับหยานจิงแล้ว คืนนี้จึงอยากให้จี้เฟิงอยู่เป็นเพื่อนถงเล่ยให้มากหน่อย
แต่เมื่อจี้เฟิงบอกเธอว่าอีกวันสองวัน เขาเองก็อาจจะต้องไปเหมือนกัน โดยจะไปอเมริกากับพี่รอง เซียวหยูซวนก็เริ่มรู้สึกอาลัยอาวรณ์ พอถูกจี้เฟิงหยอกล้อเข้าหน่อย เธอก็ทานทนไม่ไหวทันที
ดังนั้นจี้เฟิงจึงอุ้มถงเล่ยและเซียวหยูซวน ขึ้นด้วยมือข้างละคนแล้วมุ่งตรงไปยังห้องนอนทันที
ผ่านไปเนิ่นนานเซียวหยูซวน ถึงได้เอ่ยเสียงเบาว่า “จี้เฟิง นายจะไปอเมริกาเมื่อไหร่?”
จี้เฟิงยิ้มตอบ “เวลานี้ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก”
เซียวหยูซวนทุบเขาไปทีหนึ่ง “หน้าไม่อาย!”
ทว่าแรงทุบที่ลงบนตัวจี้เฟิงนั้น แทบไม่ต่างจากการเกาให้คันเลยสักนิด
ถงเล่ยเองก็เอ่ยปากเช่นกัน เธอพูดเสียงเบาว่า “จี้เฟิงถ้านายไปอเมริกาแล้วเจอเรื่องอะไรเข้า ก็พยายามอดทนและยอมถอยให้มากหน่อยนะ แม้ตอนนี้นายจะเป็นแค่คนนักศึกษา แต่ด้วยสถานะของนายที่ยังคงค้ำคออยู่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆพวกอเมริกัน จะต้องเอาเรื่องนี้ไปขยายความแน่ๆ”
แม้ถงเล่ยจะแทบไม่ค่อยสนใจเรื่องราวภายนอก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รู้เรื่องรู้ราว
ในฐานะที่เกิดในตระกูลข้าราชการ ถงเล่ยย่อมซึมซับและรับรู้เรื่องราวต่างๆมาบ้าง
โดยเฉพาะประเทศอเมริกาที่หลงตัวเองว่าเป็นตำรวจโลก เกรงว่าคนแทบทุกประเทศทั่วโลก ต่างก็กำลังศึกษาประเทศนี้อยู่ ในฐานะคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดและเป็นคู่ปรับที่สำคัญที่สุด ประเทศจีนมีความเข้าใจต่ออเมริกาอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่า
ประเทศอเมริกาเพราะกอบโกยผลประโยชน์จากสงครามโลกทั้งสองครั้ง และแผ่นดินใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย จึงได้วางรากฐานการเติบโตอย่างรวดเร็ว และหลังจากจักรวรรดิเยอรมันพ่ายแพ้ อเมริกาก็แย่งชิงเหล่านักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดมาจากเยอรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้เทคโนโลยีในด้านต่างๆของอเมริกา ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกอย่างรวดเร็ว
จากนั้นมันก็เริ่มเส้นทางแห่งการเป็นจ้าวโลกผู้บ้าอำนาจ
เดิมทีโซเวียตรัสเซียยังพอจะคานอำนาจกับอเมริกาได้ ทว่าด้วยการล่มสลายของโซเวียตรัสเซีย รัสเซียในเวลาต่อมาก็ไม่สามารถสร้างภัยคุกคามต่ออเมริกาได้มากนัก
และในเวลานี้ประเทศจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการเปิดประเทศ จึงกลายเป็นหนามยอกอกของอเมริกา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งสารพัดรูปแบบระหว่างจีนกับอเมริกานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และจำนวนครั้งที่จีนถูกอเมริกาคว่ำบาตรก็นับไม่ถ้วนเช่นกัน
ศักยภาพของจีนนั้นยิ่งใหญ่เกินไป ฐานประชากรก็มหาศาล อีกทั้งความยืดหยุ่นและพละกำลังของชนชาติจีน ก็ติดอันดับต้นๆของโลก สำหรับอเมริกาแล้วนี่คือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ดังนั้นจีนย่อมต้องผงาดขึ้น แต่อเมริกากลับพยายามขัดขวางอย่างสุดความสามารถ
ดังนั้นอย่าไปมองว่าทั้งสองประเทศป่าวประกาศเรื่องมิตรภาพและความร่วมมืออะไรนั่น จริงๆแล้วการขับเคี่ยวกันทั้งในที่ลับและที่แจ้งมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เหมือนกับประเทศเล็กๆรอบข้างจีน ที่มักจะหาเรื่องท้าทายจีนอยู่บ่อยครั้ง ออกมาเต้นแร้งเต้นกาอยู่สองสามที พวกเขาอาศัยอะไรมาคุ้มกะลาหัวล่ะ? ก็คืออเมริกาที่หนุนหลังพวกเขาอยู่นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ถึงได้มีบางประเทศ กล้าใช้ดาบสังหารชาวจีนในพื้นที่อย่างไม่เกรงกลัว รวมถึงทำลายและเหยียดหยามชาวจีนในท้องถิ่นอย่างย่ามใจ!
ด้วยสถานะของจี้เฟิงที่ไปอเมริกา หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ อเมริกาจะต้องฉวยโอกาสนี้ ไปขยายความอย่างแน่นอน ต่อให้จี้เฟิงไม่ได้ก่อเรื่อง พวกอเมริกันก็คงจะยั่วยุทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จงใจทำให้จี้เฟิงโกรธ เพื่อให้เขาทำอะไรที่เกินขอบเขต และใช้สิ่งนั้นมาเป็นจุดอ่อนเล่นงานเขา
ยิ่งไปกว่านั้นหากจี้เฟิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อเรื่องเอง อเมริกาจะยอมรามือได้อย่างไร?
อีกทั้งอเมริกาเป็นประเทศที่มักจะอ้างว่าให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และเสรีภาพ ยิ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงก่อเรื่อง พวกอเมริกันก็จะยิ่งจับผิดและพยายามแสดงให้เห็นถึง ความยุติธรรมของกฎหมายอเมริกา ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยอย่างจงใจ
เซียวหยูซวนก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว เล่ยเล่ยพูดถูก จี้เฟิงเรื่องที่ฉันพูดนายไม่ฟัง งั้นเรื่องที่พี่สะใภ้ใหญ่พูด นายก็ควรจะฟังบ้างนะ?”
จี้เฟิงถึงกับหัวเราะไม่ออกบอกไม่ถูก “เธอพูดเรื่องอะไรกัน สิ่งที่พวกเธอพูด ล้วนหวังดีต่อฉันทั้งนั้น ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง?”
เซียวหยูซวนกล่าวต่อ “ถ้านายจะฟังก็จงสำรวมอารมณ์ของตัวเองให้ดี เรื่องไหนที่มองแล้วไม่เข้าตา ถ้าถามได้ก็ถามถ้าถามไม่ได้ก็พยายามอดทนไว้ ดูแลตัวเองให้ดีพี่สะใภ้ใหญ่กับฉันจะได้สบายใจ”
ถงเล่ยตีมือเซียวหยูซวนเบาๆอย่างแง่งอน “พี่หยูซวนห้ามเรียกฉันว่าพี่สะใภ้ใหญ่แบบนั้นนะ”
เซียวหยูซวนหัวเราะคิกคัก แต่สรรพนามนี้เธอไม่คิดจะเปลี่ยน
น้ำหนักของถงเล่ยในใจจี้เฟิงเธอย่อมรู้ดี อีกทั้งถงเล่ยยังเป็นคนแรกที่คบกับจี้เฟิง หากพวกเธอยังอยากจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เธอต้องรักษาขอบเขตตรงนี้ไว้ให้ดี
จี้เฟิงยิ้มตอบ “เอาล่ะ ครั้งนี้ฉันไม่ได้ไปคนเดียว ไปกับพี่รองด้วย อีกอย่างครอบครัวของอาหญิงเล็ก ก็อยู่ที่นั่นทั้งหมด ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ ย่อมมีการช่วยเหลือกันแน่นอน อีกอย่างในสายตาของพวกเธอนี่ ฉันชอบหาเรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ดวงตาคู่สวยของเซียวหยูซวนหยีโค้งด้วยรอยยิ้ม เธอหัวเราะคิกคัก “นายพูดเองเถอะ ไม่ว่านายจะไปที่ไหน ที่นั่นไม่เคยไม่มีปัญหาเลยสักครั้ง?”
เหงื่อตก!
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น “จะว่าไป มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ”
“เพราะงั้นแหละ ครั้งนี้ที่ไปอเมริกา นายต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มาก!” เซียวหยูซวนกำชับ
“วางใจเถอะ ฉันจะใจเย็นแน่นอน!” จี้เฟิงพยักหน้าพลางยิ้ม
ทว่าในใจเขากลับมีความคิดอื่นอยู่ ในเมื่ออาหญิงเล็กเจอเข้ากับปัญหา และอารองยังเร่งรัดขนาดนี้ นั่นแสดงว่าปัญหาที่อาหญิงเล็กเจอคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จี้เฟิงจะนิ่งดูดายได้อย่างไร?
ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังหาเรื่องอาหญิงเล็กของเขา... หึ!
....จบบทที่ 1711~