- หน้าแรก
- ท่านอาเล็กขอข้ามมิติไปเล่นเกมแป๊บนึง
- บทที่ 12 ท่านอาเล็กเลื่อนระดับ
บทที่ 12 ท่านอาเล็กเลื่อนระดับ
บทที่ 12 ท่านอาเล็กเลื่อนระดับ
บทที่ 12 ท่านอาเล็กเลื่อนระดับ
ภายในเมืองจูเชว่ ผู้เล่นชายกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากินอาหารอยู่ในเหลาอาหารที่หรูหราที่สุดในเมือง พวกเขากำลังพูดคุยสัพเพเหระเพื่อรอคอยใครบางคน
หลังจากที่มีผู้เล่นคนแรกสามารถเข้าสู่เมืองหลักได้ ระบบของเกมก็ได้เปิดฟังก์ชันการแลกเปลี่ยนเงินจริงเป็นเงินในเกมในที่สุด ทำให้เหล่าผู้เล่นหลุดพ้นจากสภาวะความยากจนข้นแค้น ไม่ต้องมานั่งแทะหมั่นโถวประทังชีวิตด้วยน้ำเปล่าอีกต่อไป แต่สามารถก้าวเข้าเหลาอาหารสั่งเมนูอะไรก็ได้ตามใจชอบ
จะใช้เงินมือเติบแค่ไหนก็ย่อมได้
“ลูกพี่ลูกน้องของนายนี่ยังมาไม่ถึงอีกเหรอ?” หานเจียงเทียนว่ายเริ่มจะหมดความอดทน เขาเอ่ยถามสหายที่นั่งอยู่ข้างๆ
ถึงแม้ว่าอาหารในเหลาจะรสชาติเลิศรสเพียงใด แต่เกมที่อ้างว่ามีความสมจริงระดับสูงนี้ได้ตั้งค่าความรู้สึกอิ่มเอาไว้ด้วย อาหารที่วางเต็มโต๊ะพวกนี้จึงทำให้พวกเขาอิ่มจนแทบจะยัดไม่ลงแล้ว
หลานฉิวต้าเกอเองก็เริ่มจะหมดความอดทนไม่แพ้กัน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะแม่ของเขากำชับแล้วกำชับอีกว่าต้องคอยดูแลลูกพี่ลูกน้องคนดีคนนี้ให้ดี เขาจึงทำได้เพียงแค่รับคำ
แต่เขาก็มีวิธีดูแลในแบบของตัวเอง นั่นคือการรอเจอหน้าสักครั้งแล้วมอบของดีๆ ทิ้งไว้ให้ก็พอ ส่วนเรื่องที่จะให้พาเลเวลน่ะเหรอ? อย่าหวังเลย!
เผลอๆ ลูกพี่ลูกน้องคนดีคนนั้นเองก็คงไม่อยากจะมาเล่นกับเขาเหมือนกันนั่นแหละ
หลานฉิวต้าเกอเองก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมแม่ของเขาถึงได้มองลูกชายตัวเองเป็นเหมือนหัวหลักหัวตอ แต่กลับเห็นลูกชายคนอื่นเป็นเหมือนดั่งสมบัติล้ำค่า?
ต่อให้แม่ของเขาจะสนิทกับน้าสาวมากแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าจะรักลูกชายของน้าจนเหมือนกับเป็นลูกในไส้ของตัวเองขนาดนี้ไหม?
หรือว่าเขาจะถูกสลับตัวกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ตอนเกิด? ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นต่างหากที่เป็นลูกที่แท้จริงของแม่เขา?
ในใจของหลานฉิวต้าเกอเริ่มมีความขุ่นมัวต่อแม่ของตัวเอง ไม่ใช่แค่เขาหรอก แม้แต่พี่สาวคนโตของเขาก็เริ่มมีความขุ่นมัวในใจเช่นกัน ตั้งแต่พี่สาวไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างถิ่นเธอก็แทบจะไม่ค่อยกลับบ้านเลย พอเขากลับบ้านมาเธอก็จะอยู่แต่กับพ่อและแทบจะไม่คุยกับแม่เลยสักคำ ที่น่าเศร้าคือแม่ของเขากลับไม่สังเกตเห็นเลยว่าลูกสาวเริ่มทำตัวห่างเหินไปมากเพียงใด
หลานฉิวต้าเกอเองก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาจะเลือกทำงานพัฒนาชีวิตอยู่ที่เมืองหลวง ทุกปีพอถึงเทศกาลตรุษจีนเขาก็จะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่และมอบเงินค่าเลี้ยงดูให้มากหน่อยก็พอแล้ว
การที่แม่ของเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อญาติพี่น้องทางฝั่งแม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มันได้บั่นทอนความรู้สึกของลูกๆ ที่มีต่อเธอจนแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว และเชื่อว่าตัวพ่อเองก็น่าจะไม่พอใจแม่มากเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นทำไมพ่อถึงต้องหนีออกไปตกปลาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนภรรยาล่ะ?
หลานฉิวต้าเกอเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันลองถามเขาดู”
พูดจบเขาก็เปิดฟังก์ชันแชทส่วนตัวเพื่อติดต่อหาพี่รองลูกหนัง
หลังจากได้รับข้อความตอบกลับจากพี่รองลูกหนัง มุมปากของหลานฉิวต้าเกอก็ยกยิ้มขึ้น เขาหันไปบอกกลุ่มสหายว่า “ไม่ต้องรอแล้ว พวกเราไปทำเควสต์กันเถอะ”
หัวหน้ากลุ่มของพวกเขานั้นดวงเฮงสุดๆ ที่ไปรับเควสต์หนึ่งมาได้ หากทำสำเร็จพวกเขาก็จะไม่เพียงได้รับรางวัลที่คุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังได้รับสิทธิ์ในการเป็นศิษย์สายในของสำนักรั่วสุ่ยโดยตรงอีกด้วย
“นายจะไม่รอลูกพี่ลูกน้องแล้วเหรอ?” ฝูเหยาเวยเหลียงถามด้วยความสงสัย
หลานฉิวต้าเกอ “ไม่ต้องรอแล้ว เดี๋ยวฉันเอาของไปฝากไว้ที่โรงรับฝากเงิน พอเขามาถึงเมืองแล้วค่อยให้เขาไปกดรับเอง”
เพี่ยวเสวี่ยเหรินผิงเซิงซึ่งเป็นหัวหน้าของทั้งสี่คนถามขึ้นด้วยความอยากรู้ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกพี่ลูกน้องของนายหรือเปล่า?”
เพี่ยวเสวี่ยเหรินผิงเซิงเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่กลับมีความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุด จนทำให้คนอื่นๆ อีกสามคนยอมรับนับถือเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มด้วยความเต็มใจ
หลานฉิวต้าเกอเหยียดหยิ้มเยาะ “เขากับพรรคพวกไปดักฆ่าชิงทรัพย์ผู้เล่นคนหนึ่ง แต่กลับโดนคนคนนั้นฆ่าสวนจนตายยกตี้ ส่งพวกเขากลับไปที่จุดเกิดใหม่ในหมู่บ้านเริ่มต้นหมดเลย ตอนนี้เลยต้องเริ่มออกเดินทางจากหมู่บ้านเริ่มต้นใหม่อีกรอบ”
ถึงแม้พี่รองลูกหนังจะพยายามสาธยายว่าผู้เล่นที่ฆ่าพวกเขาคนนั้นนิสัยแย่แค่ไหน แต่จากนิสัยของพี่รองลูกหนังที่เขาเขารู้จักดี คำพูดพวกนั้นก็ควรจะฟังกลับกันเสียมากกว่า คนกลุ่มใหญ่ไปรุมฆ่าคนคนเดียวแต่ดันโดนเขาฆ่าตายเองมันก็สมควรแล้วล่ะ ยังจะมีหน้ามาขอให้เขาไปช่วยล้างแค้นให้อีกเหรอ? ฝันไปเถอะ!
เพี่ยวเสวี่ยเหรินผิงเซิงรู้สึกสนใจผู้เล่นที่สามารถสังหารคนเป็นกลุ่มได้เพียงลำพังคนนั้นขึ้นมา เขาจึงถามว่า “ผู้เล่นที่ฆ่าลูกพี่ลูกน้องของนายคนนั้นชื่ออะไรเหรอ?”
หลานฉิวต้าเกอตอบกลับ “เสวียนอีโม่ฟ่า”
เพี่ยวเสวี่ยเหรินผิงเซิงจดจำชื่อนี้เอาไว้ในใจ หากมีโอกาสเขาก็อยากจะทำความรู้จักกับคนคนนี้เสียหน่อย ถ้าได้เป็นเพื่อนกันก็คงจะดี
ทางด้านเสวียนม่อเองก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกใครบางคนเล็งเอาไว้ ตอนนี้เขาเดินเข้าเมืองมาได้สำเร็จแล้วและกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนน
นี่น่ะเหรอคือเมืองของปุถุชนธรรมดา!
ช่างดูคึกคักและน่าสนใจไม่เบาเลยทีเดียว!
เสวียนม่อตั้งแต่เกิดมาก็อาศัยอยู่ที่สำนักมหาเอกภาพมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่ออกไปฝึกฝนก็ยังวนเวียนอยู่แถวเขตอำนาจของสำนัก ไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในเมืองของปุถุชนเลยสักครั้ง ความเข้าใจที่มีต่อเมืองของคนธรรมดาจึงมาจากการดูละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ในโลกที่แล้วเพียงอย่างเดียว ไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกนี้ด้วยตัวเองจริงๆ
ในตอนนี้เมื่อได้ก้าวเข้ามาอยู่ในเมืองโบราณที่แสนคึกคัก มองดูแผงลอยของเหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งสองข้างทาง เสวียนม่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของโลกมนุษย์อย่างเข้มข้น
เกมนี้มันช่างเหมือนกับการเดินทางเพื่อขัดเกลาจิตใจครั้งใหญ่จริงๆ !
เสวียนม่อเกิดความรู้สึกหยั่งรู้ขึ้นในใจ เขาจึงรีบไปหาห้องพักในโรงเตี๊ยมทันที เพื่อจัดวางร่างกายในเกมให้เรียบร้อยก่อนจะถอดจิตออกจากโลกออนไลน์กลับคืนสู่ร่างจริง
เมื่อหลุดออกมาจากโลกอินเทอร์เน็ต เสวียนม่อนั่งสมาธิเข้าสู่โหมดการบำเพ็ญเพียรและตกอยู่ในสภาวะการตื่นรู้ในทันที
เสวียนเฉินพบว่าที่บริเวณไหล่เขาปรากฏพลังปราณวิญญาณควบแน่นจนกลายเป็นกระแสพายุหมุนขนาดเล็ก เขาจึงรีบร่ายอาคมสร้างเขตอาคมป้องกันเพื่อปกปิดความผิดปกติในจุดนี้เอาไว้ ก่อนจะลอบถอนหายใจ ลูกชายคนนี้เพิ่งจะผ่านไปไม่เท่าไรก็กำลังจะเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอเนี่ย? เขาจะไม่บรรลุระดับปฐมวิญญาณก่อนจะอายุครบหนึ่งร้อยปีเลยหรือไง?
เสวียนเฉินทั้งรู้สึกภาคภูมิใจและหนักใจไปพร้อมๆ กัน ภูมิใจที่มีลูกชายเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ แต่ก็หนักใจที่ลูกชายของเขามันช่างเป็นตัวประหลาดเกินไปจริงๆ
สามวันต่อมา พายุหมุนพลังปราณก็ได้สลายตัวไป เสวียนเฉินก้าวเดินออกมาจากตำหนักของตนเอง เพียงแค่ก้าวเดียวก็มาถึงที่หน้าถ้ำฝึกตนของเสวียนม่อแล้ว
เสวียนม่อที่เพิ่งจะหยุดโคจรพลังสัมผัสได้ว่ามีคนมาเยือนหน้าถ้ำ เขาจึงถอนอาคมป้องกันออกและเชิญให้เสวียนเฉินเข้ามาข้างใน
แววตาของเสวียนเฉินเป็นประกายวาบ เขาทำการตรวจสอบเสวียนม่อตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ระดับแก่นทองคำขั้นปลาย ขอบเขตพลังมั่นคงดีมาก ไม่เลวเลย”
เขายังถามต่ออีกว่า “ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงได้เลื่อนระดับขึ้นมาได้ล่ะ?”
เสวียนม่อตอบ “ลูกเกิดความรู้สึกหยั่งรู้บางอย่างขึ้นมาในใจน่ะขอรับ เลยเลื่อนระดับขึ้นมาได้กะทันหัน”
“สภาวะตื่นรู้สินะ…” เสวียนเฉินรู้สึกอิจฉา “ขนาดพ่อเองยังไม่เคยได้รับวาสนาแบบนี้เลย ลูกเอ๋ย พ่อเริ่มสงสัยแล้วว่าชาติปางก่อนของเจ้าคือยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ หรือว่าเจ้าจะเป็นลูกรักของสวรรค์กันแน่”
เสวียนม่อถึงกับขำแห้ง “ท่านพ่อ ท่านแอบไปอ่านนิยายที่ลูกแต่งเอาไว้ใช่ไหมเนี่ย?”
อยู่มาวันหนึ่งตอนที่เสวียนม่อออกไปเดินเล่นข้างนอกถ้ำฝึกตน เขาพบว่ามีศิษย์รุ่นหลานบางคนกำลังนั่งล้อมวงอ่านอะไรบางอย่างกันอยู่
ด้วยความอยากรู้เสวียนม่อจึงขอดูหยกบันทึกในมือของพวกเขาชิ้นหนึ่ง พอเห็นเนื้อหาข้างในถึงได้รู้ว่าที่แท้มันคือนิยายนี่เอง!
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเองก็ชอบอ่านนิยายเพื่อผ่อนคลายจากการฝึกตนอยู่เหมือนกัน แต่ทว่านิยายในดินแดนเมฆาอรุณล้วนแต่มีพล็อตเรื่องเดิมๆ ที่ซ้ำซากจำเจและไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เสวียนม่ออ่านไปเพียงสองสามเรื่องก็ไม่อยากจะอ่านอีกต่อไป
เขานึกไปถึงนิยายออนไลน์ในโลกที่แล้ว มันช่างมีความตื่นเต้นและน่าสนใจกว่ามากนัก
เสวียนม่อจึงนำเนื้อหาของนิยายออนไลน์เหล่านั้นมาบันทึกลงในหยกบันทึก และแจกจ่ายให้เหล่าศิษย์ในสำนักมหาเอกภาพได้อ่านกัน
พวกศิษย์เหล่านั้นจะเคยไปเห็นนิยายที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อนได้อย่างไร แต่ละคนต่างพากันแย่งชิงหยกบันทึกและอ่านกันอย่างบ้าคลั่งจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น
หลังจากอ่านจบ พวกเขายังพร้อมใจกันมาเดินไปมารวมตัวกันที่หน้าถ้ำฝึกตนของเสวียนม่อ เพื่อขอร้องให้ท่านอาเล็กช่วย “เขียน” นิยายเพิ่มออกมาให้อีกหน่อย
แต่ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็โดนบรรดาอาจารย์ของตัวเองหิ้วคอกลับไปจนหมด
นิยายอะไรกันเนี่ย มีเวลาว่างก็รีบไปฝึกตนเสียสิ!
เสวียนเฉินส่งยิ้มที่ดูลึกลับและยากจะคาดเดากลับไปให้ลูกชาย
ในใจของเขานั้นเริ่มสงสัยแล้วว่า ลูกชายคนนี้มีรัศมีตัวเอกอะไรพวกนั้นติดตัวอยู่จริงๆ หรือเปล่านะ
หลังจากตรวจสอบขอบเขตพลังและสภาพร่างกายของเสวียนม่ออย่างละเอียดและพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ ตกค้าง เสวียนเฉินก็จากไปอย่างเบาใจเพื่อกลับไปยังตำหนักของตนเอง
เขาก็ต้องขยันหมั่นเพียรฝึกตนให้มากขึ้นเหมือนกัน เขาไม่อยากโดนลูกชายของตัวเองแซงหน้าหรอกนะ