- หน้าแรก
- ระบบเร่งความเร็วการบ่มเพาะ
- บทที่ 272.ตำหนักเทพ
บทที่ 272.ตำหนักเทพ
บทที่ 272.ตำหนักเทพ
“โอ้ ดูท่าทางจะยังมีความหยิ่งทะนงอยู่บ้าง” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นผู้นำก้าวออกมาสีหน้ามีความประหลาดใจเล็กน้อย
“เจ้ามาจากแดนสวรรค์ใดรู้หรือไม่ว่าพวกเราคือใคร?”
ผู้ที่พูดคือชายหนุ่มที่ถือคันธนูใบหน้าหล่อเหลามีความโอหังอยู่หลายส่วนจ้องมองเย่เฉินเช่นนั้น
ในยามปกติไม่เคยมีใครกล้าพูดกับพวกเขาเช่นนี้มาก่อน
“พวกไร้การอบรมหากพวกเจ้ารนหาที่ตายข้าจะสนองให้!” เย่เฉินกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวสีหน้าเย็นเยียบ
“ช่างเถอะเดินทางลำพังดูท่าคงไม่ใช่อัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ใดเจอพวกเราตำหนักเทพก็ถือว่าโชคร้ายของเจ้าแล้ว” กลุ่มคนเหล่านั้นกล่าว
ไม่นานชายหนุ่มผู้ถือธนูก็ก้าวออกมาพลังของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นที่เก้าปะทุออกมา
ส่วนคนอื่นๆต่างถอยหลังเปิดพื้นที่ให้เย่เฉินกับชายหนุ่มผู้นี้
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถอยไปไกลนักเพราะในความคิดของพวกเขาต่อให้เย่เฉินมีวิธีการบ้างก็ไม่มีทางรับได้เกินสิบกระบวนท่า
เย่เฉินมองคนกลุ่มนี้เห็นพฤติกรรมหยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตาความโกรธในใจยิ่งทวีขึ้น
เจตนากระบี่แห่งความโกลาหลปะทุออกมาปราณกระบี่อันทรงพลังกวาดออกไปฟันใส่ชายหนุ่มผู้นั้น
“ผู้ฝึกกระบี่งั้นหรือก็ดีข้าจะทำลายความ้ชื่อมั่นในกระบี่ของเจ้า!” ชายคนนั้นแค่นเสียงกลับหยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมาฟันใส่เย่เฉินเช่นกัน
กระบี่เล่มนี้มีระดับสูงแม้ยังไม่ถึงระดับอาวุธระดับเทพแต่ก็ถือเป็นอาวุธวิเศษระดับโลกขั้นสูงแล้ว
เพียงชั่วพริบตาผืนแผ่นดินก็แตกร้าวหินยักษ์โดยรอบถูกปราณกระบี่อันคมกริบฟันแยกปราณกระบี่แห่งความโกลาหลของเย่เฉินก็ถูกตัดขาด
วินาทีถัดมากระบี่ของชายหนุ่มก็พุ่งแทงใส่เย่เฉินอย่างรุนแรง
“ทำลายพลังบ่มเพาะของเจ้าไว้ชีวิตเจ้านับว่าเป็นความเมตตาจากตำหนักเทพ!” ชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งถืออาวุธวิเศษระดับโลกไว้ในมือ
ในขณะเดียวกันระดับพลังของเขาก็อยู่ที่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นที่เก้าและแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันทั่วไป
“เคร้ง!”
คลื่นพลังรุนแรงแผ่กระจายพื้นที่ที่เย่เฉินยืนอยู่ถูกแสงกระบี่ปกคลุมราวกับจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ
“ฮ่าๆ พวกชนชั้นต่ำคราวหน้าจำไว้เมื่อเจอคนของตำหนักเทพให้หลบไปเสีย” เขาเก็บกระบี่ลงอย่างช้าๆสีหน้าหยิ่งผยอง
“ระวัง!”
ในเวลานั้นชายหนุ่มผู้ถือคันธนูด้านหลังสีหน้าเปลี่ยนไปเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นในใจรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
คนอื่นๆก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติต่างหยิบอาวุธออกมา
พื้นที่ที่เย่เฉินยืนอยู่พื้นดินยังคงสมบูรณ์ไร้รอยเสียหายแม้แสงกระบี่จะแข็งแกร่งแต่กลับไม่สามารถเข้าใกล้เย่เฉินได้แม้แต่ก้าวเดียว
กลิ่นอายของเจตนากระบี่แผ่กระจายป้องกันการโจมตีของชายหนุ่มทั้งหมดได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
ในตอนนี้เย่เฉินถือกระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลกระบี่ยาวโปร่งใสเปล่งปราณกระบี่อันน่าตกตะลึงเขาฟันออกไปโดยไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย
ตำหนักเทพเป็นขุมกำลังใดเขาไม่รู้แต่สิ่งที่เขารู้ก็คือคนพวกนี้สมควรตายทั้งหมด
“นี่คืออาวุธวิเศษอะไรระดับไม่สูงแต่กลับให้ความรู้สึกเทียบได้กับอาวุธระดับเทพ” คนรอบข้างร้องอุทาน
“ไปตายเสีย!”
ชายหนุ่มที่ลงมือคำรามถือกระบี่พุ่งเข้ามากระบี่เปล่งแสงเจิดจ้าเมื่อเทียบกับกระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลแล้วดูงดงามยิ่งกว่า
กระบี่เปล่งแสงต้านรับการโจมตีของเย่เฉิน
มันเป็นอาวุธวิเศษระดับโลกแม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตแยกจิตก็ยังสามารถรับแรงได้
และเมื่อกระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลของเย่เฉินฟันลงกระแทกเข้ากับกระบี่นั้นพลังมหาศาลปะทุขึ้นแสงกระบี่แผ่กระจายตัดยอดเขาโดยรอบจนราบเรียบ
“แตกให้ข้า!”
ชายหนุ่มตะโกนต้องการโจมตีต่อทำลายกระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลให้แตกสลาย
แต่กระบี่เล่มนี้คืออาวุธประจำกายที่เย่เฉินฝึกฝนขึ้นจากวิชาชิงอวิ๋นแปลงเซียนมันเติบโตไปพร้อมกับระดับพลังของเขาและหลอมรวมเจตนากระบี่สามชนิดไว้
เมื่อเย่เฉินเพิ่มแรงกระบี่ระดับโลกเล่มนั้นกลับปรากฏรอยร้าวขึ้น
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ทุกคนตกตะลึงมองเย่เฉินด้วยความไม่อยากเชื่อ
ผู้ที่จะทำลายอาวุธวิเศษระดับโลกได้มีเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแยกจิตและต้องเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดเท่านั้นผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจะทำได้อย่างไร
เย่เฉินเองก็เห็นผลลัพธ์นี้และประหลาดใจเล็กน้อย
เขารู้พลังของกระบี่ฝ่ายตรงข้ามแต่ไม่คิดว่ากระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลของตนจะทรงพลังขึ้นมากเช่นนี้
ภายในปราณกระบี่มิติได้ผสานเข้ากับสายฟ้าและเปลวเพลิงทำให้ทั้งสองหลอมรวมก่อนจะระเบิดออกมาเกิดเป็นพลังทำลายล้างที่น่าหวาดกลัว
“เป็นเพราะข้าเข้าใจเพลิงแท้แห่งมหาวิถีหรือ?”
เย่เฉินพึมพำคำอธิบายเดียวคงเป็นสิ่งนี้เพลิงแท้แห่งมหาวิถีแข็งแกร่งอย่างยิ่งไม่เพียงหลอมสร้างร่างกายของเขาแต่ยังยกระดับเจตนากระบี่ของเขา
“เคร้ง!”
เขาออกแรงอีกครั้งคราวนี้ใช้วิชาชักกระบี่สังหารปฐพีสายฟ้าและเปลวเพลิงปะทุออกมาพร้อมแสงสีเงิน
ชายหนุ่มที่ต่อสู้กับเย่เฉินหน้าถอดสีกระบี่อาวุธวิเศษระดับโลกในมือแตกสลาย
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่งปราณวิญญาณปะทุออกจากฝ่ามือพยายามต้านรับกระบี่วิญญาณแห่งความโกลาหลอย่างสุดกำลัง
ในขณะเดียวกันชายหนุ่มที่ถือคันธนูก็โคจรพลังง้างคันธนู เตรียมยิงธนูเพราะเห็นว่าเย่เฉินกำลังจะชนะจึงคิดลงมือช่วย
แสงสีเงินวาบขึ้นลูกธนูพุ่งออกตรงไปยังกลางหน้าผากของเย่เฉิน
ลมพายุคำรามมิติถูกฉีกขาดลูกธนูนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าลูกก่อนหน้า
เย่เฉินสังเกตเห็นปีกคุนเผิงปรากฏด้านหลังหุบเข้าด้านหน้าขวางลูกธนูนี้ไว้โดยตรง
ในเวลาเดียวกันชายหนุ่มเบื้องหน้าเห็นว่าเย่เฉินชะลอการโจมตีจึงเริ่มถอยหนี
แต่ในชั่วพริบตาเงาคุนเผิงปรากฏหลอมรวมเข้ากับฝ่ามือของเย่เฉินปะทุพลังรุนแรง
กรงเล็บคุนเผิงพุ่งไปข้างหน้าแม้เป็นการโจมตีที่รวมขึ้นอย่างเร่งรีบ
แต่ชายหนุ่มกำลังคิดแต่จะหนีไม่ทันป้องกันกลับถูกกรงเล็บนี้ฟาดเข้าที่แผ่นหลังอย่างจัง
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกแตกดังขึ้นบนหลังของเขาปรากฏรอยกรงเล็บสามรอยน่าสยดสยอง
โลหิตไหลอาบแม้แต่กระดูกสีขาวภายในยังมองเห็นได้การโจมตีครั้งนี้ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส
ชายผู้นั้นกระอักเลือดถอยหลังอย่างโซเซถูกสหายประคองไว้
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปจากการปะทะเพียงช่วงสั้นๆพวกเขาก็รู้ว่าได้พบยอดฝีมือและยังแข็งแกร่งอย่างยิ่งสามารถใช้ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นที่เจ็ดทำร้ายขั้นที่เก้าได้
“แค่นี้ก็กล้าหยิ่งผยองตำหนักเทพก็ดูไม่เท่าไร” เย่เฉินกล่าวเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของคนเหล่านี้เปลี่ยนไปมาระหว่างเขียวกับขาวโกรธจัดแต่ไม่อาจโต้ตอบ
ผู้ที่เริ่มก่อนคือพวกเขาตอนนี้กลับถูกโจมตีไม่กี่กระบวนท่าจนบาดเจ็บหนักศักดิ์ศรีของตำหนักเทพก็ถูกพวกเขาทำลายสิ้น
“ปีกคุนเผิงเจ้าคือคนของเผ่านกหลวนสวรรค์!”
ชายหนุ่มผู้นำกล่าวพร้อมเก็บคันธนู
เย่เฉินยืนเอามือไพล่หลังมองลงมาจากเบื้องบนเหมือนที่คนเหล่านี้เคยมองเขาดวงตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและเย้ยหยัน
“ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคิดว่าที่นี่คือที่ใด?”
“แม้แต่เทียนซี นางเซียนรั่วหลาน ยังไม่กล้าพูดว่าจะชนะข้าได้แน่นอนแล้วพวกเจ้านับเป็นอะไร?” เย่เฉินกล่าวเย้ยหยันมองพวกเขาด้วยความดูแคลน