- หน้าแรก
- ระบบเร่งความเร็วการบ่มเพาะ
- บทที่ 176.เมืองชิง
บทที่ 176.เมืองชิง
บทที่ 176.เมืองชิง
อย่างไรก็ตามวิหคขนเพลิงตัวนี้กลับไม่มีความคิดจะปล่อยเย่เฉินไปเลยแม้แต่น้อยเพราะด้วยความเป็นลูกผสมทำให้สติปัญญาของมันค่อนข้างต่ำแต่ก็ยังพอมีความฉลาดอยู่บ้าง
มันจำเย่เฉินได้แล้วและรู้ว่าในร่างของเย่เฉินมีแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญอยู่
วิหคขนเพลิงไม่ลังเลแม้แต่น้อยพุ่งเข้าจู่โจมเย่เฉินโดยตรง
พลังของมันแข็งแกร่งอย่างยิ่งระดับพลังอยู่ที่กึ่งวิญญาณแรกกำเนิดการจัดการผู้ฝึกตนแก่นทองคำเรียกได้ว่าง่ายดายแทบจะเป็นการบดขยี้
พลังระดับนี้แม้แต่ผู้อาวุโสของบางสำนักยังต้องขมวดคิ้วเมื่อพบเจอ
แต่เย่เฉินเมื่อมองวิหคขนเพลิงที่พุ่งเข้ามากลับเผยรอยยิ้ม พลางกล่าวว่า “พูดก็พูดเถอะข้าจะบินกลับสำนักชิงอวิ๋นแบบนี้ไปเรื่อยๆก็คงไม่ไหว!”
“ตูม!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นแรงกดดันของเย่เฉินพุ่งทะยานขึ้นทันทีปีกคุนเผิงด้านหลังสั่นสะเทือน
แสงเก้าสีสายหนึ่งปะทุออกมาเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับวิหควิญญาณเก้าสีมาถึงด้วยตนเองแผ่กลิ่นอายไร้เทียมทานพุ่งเข้าปะทะวิหคขนเพลิง
ร่างของวิหคขนเพลิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรงแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดทั้งที่ตนแข็งแกร่งกว่าเย่เฉินอย่างเห็นได้ชัดกลับยังรู้สึกหวาดกลัวต่อกลิ่นอายของอีกฝ่าย
ชั่วพริบตาถัดมาแสงเก้าสีก็ปกคลุมมันไว้แล้ว
“อย่าขัดขืนข้าไม่คิดจะทำร้ายเจ้า!”
เย่เฉินยิ้มผมยาวสยายพลิ้วไปตามลมแม้แสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญจะเปล่งประกายแต่กลับไม่ได้โจมตีเพียงกักขังวิหคขนเพลิงเอาไว้
นี่คือพลังของเขาในตอนนี้แม้แต่ระดับกึ่งวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังถูกเขาจับได้อย่างง่ายดาย
วิหคขนเพลิงดิ้นรนพยายามหนีออกไปพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
แต่ขนที่แข็งดุจเหล็กของมันเมื่อสัมผัสกับแสงเก้าสีของแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญกลับสลายไปโดยตรง
เย่เฉินปรากฏตัวตรงหน้ามันในมือมีแสงเก้าสีรวมตัวอยู่
ในเวลานี้หากเขาต้องการก็สามารถสังหารวิหคขนเพลิงตัวนี้ได้ทุกเมื่อ
“ข้าบอกแล้วจะไม่ทำร้ายเจ้าแค่พาข้ากลับสำนักชิงอวิ๋นแล้วข้าจะปล่อยเจ้าเป็นอิสระ!” เย่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้การขี่วิหคขนเพลิงจะสะดุดตาอย่างมากแต่ก็ยังดีกว่าเขาบินเองอีกทั้งหากถูกคนที่มีความรู้จำวิชาลับคุนเผิงได้ก็จะเป็นปัญหาไม่น้อย
ท้ายที่สุดวิหคขนเพลิงก็ยอมจำนนเข้าใจถึงความแตกต่างของพลังพยักหน้าตอบรับ
มันสามารถเป็นผู้ปกครองแห่งพื้นที่นี้ได้ย่อมรู้ว่าใครควรยั่วยุใครไม่ควร
เดิมทีมันคิดจะรังแกเย่เฉินที่ยังไม่ถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแต่ใครจะคิดว่าเย่เฉินจะสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดายและกระบวนท่าเมื่อครู่คือแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญจริงๆ
วิหคขนเพลิงขนาดร้อยจั้งทะยานขึ้นฟ้าพัดกระแสลมรุนแรง
ความเร็วของมันรวดเร็วอย่างยิ่งเทียบกับเย่เฉินก็ไม่ด้อยไปกว่าเมื่อกางปีกก็พุ่งผ่านเทือกเขาอย่างรวดเร็ว
สัตว์อสูรระดับนี้หากไม่พบผู้แข็งแกร่งระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็แทบจะไร้เทียมทาน
ดังนั้นมันจึงบินอย่างโอหังทำให้สิ่งมีชีวิตมากมายสั่นสะท้าน
แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่มีทางรู้เลยว่าผู้ปกครองแห่งเทือกเขาที่พวกเขาหวาดกลัวในตอนนี้ได้กลายเป็นพาหนะของเย่เฉินไปแล้วและกำลังมุ่งหน้าไปยังสำนักชิงอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
ดินแดนเต๋าชิงหมิงกว้างใหญ่ไพศาลเทือกเขานับไม่ถ้วนแบ่งแยกเมืองของมนุษย์ออกจากกัน
แม้วิหคขนเพลิงจะบินด้วยความเร็วสูงสุดกว่าจะถึงยอดเขาหลักของสำนักชิงอวิ๋นก็ใช้เวลาถึงสิบวันเต็ม
ไกลออกไปเบื้องหน้าปรากฏเมืองขนาดใหญ่ที่ดูยิ่งใหญ่ตระการตาสร้างจากโลหะสีเงินอ่อนเป็นชิ้นๆส่องประกายระยิบระยับ
ภายในเมืองมีผู้คนมากมายการสัญจรหนาแน่นอย่างยิ่ง
บนกำแพงเมืองมีองครักษ์จำนวนมากลาดตระเวนคอยปกป้องพื้นที่นี้
พวกเขาระมัดระวังอย่างเข้มงวดสายตาเฉียบคมตรวจสอบทุกคนที่เข้าเมืองไม่ปล่อยจุดน่าสงสัยแม้แต่น้อย
ที่นี่คือที่ตั้งของสำนักชิงอวิ๋น — เมืองชิงเมืองหลักที่ใหญ่ที่สุดภายในอาณาเขตของสำนักชิงอวิ๋น
ดังนั้นกองกำลังป้องกันที่นี่ก็คือหน่วยองครักษ์ของสำนักชิงอวิ๋นทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตแก่นทองคำแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
พวกเขาฝึกฝนมาอย่างดีทำให้เมืองชิงมั่นคงดุจป้อมปราการปลอดภัยยิ่งนัก
ทันทีที่ร่างของวิหคขนเพลิงปรากฏบนท้องฟ้าก็ถูกกองกำลังป้องกันเมืองชิงตรวจพบ
ไม่เพียงแต่พวกเขาแม้แต่ผู้ฝึกตนและชาวบ้านในเมืองก็เห็นเช่นกันวิหคขนเพลิงอันน่าเกรงขามกำลังมุ่งหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายไม่น้อยหลายคนในใจสั่นสะท้านบางคนถึงกับหวาดหวั่น
กองกำลังป้องกันบนกำแพงต่างตั้งท่ารับมือ
ขณะเดียวกันบนกำแพงเมืองอักขระจำนวนมากสว่างขึ้นค่ายกลป้องกันถูกเปิดใช้งานแล้วกลิ่นอายของวิหคขนเพลิงแข็งแกร่งเกินไปหากไม่ใช่ยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ไม่มีทางรับมือได้
แต่จะมีสำนักใดใช้ยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดมาคุมกำแพงเมืองกันเล่า
ดังนั้นทุกคนจึงจ้องมองวิหคขนเพลิงด้วยความตึงเครียดกังวลว่ามันจะโจมตี
“เอ๊ะ พวกเจ้าดูสิบนหลังวิหคขนเพลิงเหมือนจะมีคนนั่งอยู่!”
ในเวลานี้มีคนตาไวคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าบนหลังของวิหคขนเพลิงมีเงาร่างคนอยู่
นั่นก็คือเย่เฉินหลังจากเดินทางมากว่าสิบวันในที่สุดเขาก็กลับมา
“ฮ่าๆ ลำบากเจ้าหน่อยนะแต่ต่อจากนี้เจ้าบินต่อไม่ได้แล้ววกลับไปเถอะ!”
เย่เฉินยิ้มพลางตบวิหคขนเพลิงเบาๆก่อนจะกระโดดลงมา
เขาเก็บงำกลิ่นอายค่อยๆลงสู่หน้าประตูเมืองขนาดใหญ่
ทุกคนต่างตกตะลึงไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตน คนธรรมดา หรือแม้แต่ทหารยามบนกำแพง
สัตว์อสูรที่ต้องให้ผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักชิงอวิ๋นลงมือจัดการกลับถูกชายหนุ่มตรงหน้าปราบและใช้เป็นพาหนะ!
“นั่นเย่เฉิน! เขาคือเย่เฉิน!”
ทันใดนั้นทหารยามคนหนึ่งบนกำแพงตะโกนขึ้นจำตัวตนของเย่เฉินได้
ชั่วขณะนั้นประตูเมืองแทบระเบิดด้วยความฮือฮา
ทุกคนมองเย่เฉินด้วยสายตาเหลือเชื่อไม่คิดเลยว่าคนตรงหน้าจะเป็นตัวจริง
“ไม่ใช่ว่าลือกันว่าเขาถูกยอดฝีมือขอบเขนแยกจิตสังหารไปแล้วหรือ…”
มีคนไม่อยากเชื่อแต่ก็จำต้องเชื่อ
【ตรวจพบกลิ่นอายอันตรายโฮสต์ถูกผู้แข็งแกร่งขอบเขตแยกจิตสามคนจับจ้องและมีเจตนาร้าย!】
ทันใดนั้นก่อนที่เย่เฉินจะทันได้พูดเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย
หลังจากระบบวิวัฒนาการดูเหมือนจะมีฟังก์ชันนี้เพิ่มขึ้น
ครั้งก่อนในแดนลับก็เป็นฟังก์ชันนี้ที่ทำให้เขาพบวิญญาณของสัตว์อสูรระดับขอบเขตจอมสวรรค์
“ระบบ ระบุตำแหน่งพวกเขาได้หรือไม่?”
【ระดับระบบไม่เพียงพอไม่สามารถระบุตำแหน่งได้!】
เย่เฉินรู้สึกผิดหวังไม่สามารถรู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายได้
“ช่างมันของอย่างแก่นแท้วิถีเพลิงไม่เอาก็ได้ถ้ากล้าลงมือข้าจะสังหารพวกเจ้าให้หมด!”
เย่เฉินส่ายหน้าเลิกคิดเรื่องนี้
“ศิษย์น้องเย่เฉินกรุณาแสดงป้ายศิษย์ด้วย!”
ในเวลานี้ชายวัยกลางคนในชุดเกราะจากกลุ่มทหารยามเดินเข้ามากล่าวกับเย่เฉินด้วยความเคารพ
ตามปกติต่อให้พบศิษย์ที่กลับมาพวกเขาก็ไม่สุภาพเช่นนี้แต่ครั้งนี้ต่างออกไปคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่อาจล่วงเกินได้
“ฮ่าๆ ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าแอบอ้างเป็นข้าแล้วกระมัง!”
เย่เฉินหัวเราะยื่นป้ายให้ตรวจสอบก่อนจะเดินเข้าเมืองชิงอย่างสง่างาม