- หน้าแรก
- ระบบเร่งความเร็วการบ่มเพาะ
- บทที่ 168.ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
บทที่ 168.ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
บทที่ 168.ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
“เพลิงครามปกคลุมฟ้า!”
ในเวลาเดียวกันฝั่งของเทียนซีหลังจากได้รับการเตือนนางก็ลงมือเช่นกันเปลวเพลิงสีฟ้าแผ่กระจายออกไปในพริบตาห่อหุ้มร่างของนางเอาไว้
อักขระเพลิงจำนวนมากส่องแสงระยิบระยับและในที่สุดก็สามารถต้านแสงแห่งยมโลกที่แผ่เข้ามาได้
“อะไรกันพลังนี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“สวรรค์! ลู่เฟิงคนนี้หรือว่าจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด?”
ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึงพากันถอยหลังอย่างรวดเร็วการโจมตีระดับนี้พวกเขาไม่อาจรับได้เลย
ยังดีที่ตอนแรกเมื่อสัมผัสได้ว่าการต่อสู้ของทั้งสี่คนรุนแรงเกินไปพวกเขาจึงถอยออกไปไกลพอจึงรอดพ้นมาได้เพียงแค่พลังป้องกันร่างกายถูกกัดกร่อนไปบางส่วนเท่านั้น
แต่เมื่อมองไปที่หลัวเจวี๋ยเขากลับไม่ได้โชคดีเช่นนั้น
ลู่เฟิงในฐานะพันธมิตรของเขากลับคิดจะกำจัดเขาไปพร้อมกันจึงไม่ได้เตือนแม้แต่น้อย
ผลก็คือในช่วงชุลมุนหน้าอกของเขาถูกทะลุในทันทีบาดเจ็บสาหัสหากไม่ใช่เพราะเขาหยิบอาวุธวิเศษป้องกันออกมาทันเวลาเพื่อลดความเสียหายลงบางส่วน
การโจมตีครั้งนี้ก็คงทำให้เขาตายคาที่ไปแล้ว
“ร่างมารยมโลก…น่ากลัวจริงๆแต่หลังจากใช้กระบวนท่านี้แล้วเขาก็ไม่มีไพ่ตายอื่นอีก!”
เย่เฉินเอ่ยด้วยความตกตะลึงแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญมีคุณสมบัติชำระสิ่งอัปมงคลจึงมีพลังต้านแสงแห่งยมโลกอย่างมากแม้จะเป็นเพียงวิชาที่ไม่สมบูรณ์แต่ก็ยังสามารถต้านไว้ได้
เมื่อแรงปะทะจางหายไปม่านแสงของแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญก็เสียหายอย่างหนัก
“เจ้าทำให้ข้าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว…”
ไกลออกไปเทียนซีเดินเข้ามาแววตาแฝงด้วยความหมายลึกซึ้งมองเย่เฉินอย่างจริงจัง
เย่เฉินทำได้เพียงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนก่อนจะหยิบกระดูกศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายออกมาซึ่งบันทึกวิชาที่ไม่สมบูรณ์ของแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญเอาไว้
“ข้าหวังว่าในอนาคตพวกเราจะไม่กลายเป็นศัตรูกัน”
เมื่อรับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ไปเทียนซีกล่าวอย่างแผ่วเบา
ในใจของนางยังคงไม่อาจสงบลงได้ไม่ว่านางจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าเย่เฉินได้วิชาส่วนแรกของแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญมาได้อย่างไร…
หากจะบอกว่าเขาอนุมานขึ้นมาจากอีกสามส่วนนางไม่มีทางเชื่อ
เพราะจะทำเช่นนั้นได้อย่างน้อยต้องมีระดับเดียวกับวิหควิญญาณเก้าสี
“เทพโบราณ…หรือแม้แต่…เซียน เป็นไปได้อย่างไร!”
เทียนซีส่ายศีรษะไม่คิดจะขบคิดต่ออย่างไรเสียความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเย่เฉินในตอนนี้ก็ถือว่าดี
“ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าร่างมารยมโลกของลู่เฟิงมีไพ่ตายหนึ่ คิดไม่ถึงว่าจะน่ากลัวถึงเพียงนี้!”
นางมองไปด้านหน้าขณะนี้แสงแห่งยมโลกเริ่มจางหายก็เห็นเพียงหลุมขนาดเกือบหมื่นจั้งปรากฏขึ้น
เบื้องล่างยังคงแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาน่าสะพรึงยิ่งยากจะเชื่อว่าการโจมตีนี้มาจากผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำ
“ยังดีที่ช่วงนี้สัมผัสวิญญาณของข้าเพิ่มขึ้นมากจึงตรวจจับความผิดปกติได้”
เย่เฉินพยักหน้าโดยไม่ลังเลหากไม่มีการเตรียมตัวลู่เฟิงสามารถทำให้ทั้งสามคนบาดเจ็บหนักได้ในพริบตา
“แค่กๆ…นี่…เป็นไปได้อย่างไร!”
เบื้องหน้ามิติเริ่มบิดเบี้ยวก่อนจะเปิดออกเป็นรอยแยกเห็นลู่เฟิงใบหน้าซีดขาวเหยียบอยู่บนน้ำเต้าสีดำลอยออกมาด้วยกลิ่นอายอ่อนแรง
เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่านี้สร้างความเสียหายแก่เขาอย่างมากพลังต่อสู้สูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิง
“หึ แม้แต่พันธมิตรของตัวเองยังคิดวางแผนสมกับเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารจริงๆ”
เย่เฉินหัวเราะเย็นชามองลู่เฟิงด้วยสายตาดูแคลนคนผู้นี้ทำลายสถานการณ์ที่ได้เปรียบไปเสียหมด
“หลัวเจวี๋ยหนีไปแล้ว!”
ดวงตาของเทียนซีมองไปยังที่ไกล
นางสัมผัสได้ถึงคลื่นมิติเห็นได้ชัดว่าหลัวเจวี๋ยยังไม่ตายแต่บาดเจ็บหนัก
เมื่อรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์แย่งชิงการสืบทอดอีกต่อไปเขาจึงเลือกถอยใช้อาวุธวิเศษพาตัวเองหนีไป
“ลู่เฟิงใช่ไหมต่อไปก็ถึงตาเจ้าแล้ว!”
เย่เฉินยิ้มไม่สนใจหลัวเจวี๋ยที่หนีไปอย่างไรเสียก็ต้องได้พบกันอีกในภายหลัง
เขาและเทียนซีแยกกันเคลื่อนไหวล้อมลู่เฟิงไว้ทั้งหน้าและหลัง
เพราะเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าทั้งสองแทบไม่ได้รับบาดเจ็บมีเพียงเย่เฉินที่ใช้พลังปราณไปมาก
แต่การสูญเสียเช่นนี้หลังจากเขาโคจรวิชาวัฏจักรอมตะก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ความเร็วในการฟื้นฟูน่ากลัวเกินไปเย่เฉินคนนี้อย่างน้อยต้องฝึกวิชาระดับเทพขั้นสูง!”
“หรือว่าอาจจะเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์?”
“ตอนนี้ข้ายิ่งสงสัยในตัวเย่เฉินมากขึ้นเรื่อยๆ”
ฝูงชนพากันถกเถียงต่างคาดเดาว่าเย่เฉินต้องได้รับการสืบทอดจากยอดฝีมือหรือไม่ก็พบซากโบราณของเทพโบราณ
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชิงอวิ๋น…ทิ้งการสืบทอดไว้จริงๆ…”
เทียนซีก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเย่เฉินก็รู้สึกประหลาดใจแต่ในใจก็มีคำตอบอยู่แล้ว
“ครืน!”
ทันใดนั้นในขณะที่ทุกคนคิดว่าทุกอย่างกำลังจะจบลงแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญและโลหิตของวิหควิญญาณเก้าสีจะตกอยู่ในมือของเย่เฉินและเทียนซี
ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
“มาแล้ว!”
เย่เฉินสะดุ้งสัมผัสวิญญาณอันเฉียบคมรับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันที
เขาสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกำลังล็อกเป้าหมายมาที่เขา
“กระบี่ชิงอวิ๋น…” เย่เฉินร้องในใจ!
“อย่าตื่นตระหนกอย่าต่อต้านข้าจะส่งพลังเข้าไปในร่างของเจ้า” เสียงของกระบี่ชิงอวิ๋นดังขึ้นทำให้เย่เฉินโล่งใจ
【ตรวจพบเหตุการณ์พลังงานสูงพบกระดูกเต๋าโดยกำเนิด!】
【กระดูกเต๋าที่เทพโบราณทิ้งไว้สิ่งนี้คือของขวัญจากเทพพวกเขามองโลกนี้เป็นเหมือนแปลงโอสถและมอบกระดูกเต๋าให้เมื่อเติบโตเต็มที่ก็จะถูกเก็บเกี่ยว!】
【ตรวจพบซากวิหควิญญาณเก้าสีปรากฏขึ้นพร้อมกระดูกเต๋าโดยกำเนิดและถูกควบคุมโดยร่างวิญญาณ!】
ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้เย่เฉินตกตะลึงอย่างยิ่ง
กระดูกเต๋าโดยกำเนิดปรากฏขึ้นอีกครั้งเหมือนกับชิ้นที่เขาเคยพบก่อนหน้านี้ทุกประการ
และสิ่งที่ทำให้เขาตกใจที่สุดคือสัตว์อสูรลึกลับที่ปรากฏขึ้นเดิมคิดว่าเป็นสัตว์อสูรธาตุพิษแต่แท้จริงแล้วกลับเป็นร่างวิญญาณ
“กระบี่ชิงอวิ๋นทำไมถึงเป็นร่างวิญญาณ!”
เย่เฉินรีบถาม
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ไม่น่าแปลกใจที่มันสามารถหลบเลี่ยงข้อจำกัดของวิหควิญญาณเก้าสีได้เพราะมันเป็นร่างวิญญาณเช่นนั้นทุกอย่างก็อธิบายได้แล้ว”
กระบี่ชิงอวิ๋นเอ่ยอย่างช้าๆเข้าใจสถานการณ์แล้ว
มันบอกเย่เฉินว่าสัตว์อสูรตนนี้แม้จะอยู่ในขอบเขตทะลวงมิติแต่พลังที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่แค่นั้นอย่างน้อยต้องเป็นขอบเขตจอมสวรรค์สูงกว่าขอบเขตทะลวงมิติอีกขั้น
เพียงแต่ตอนนี้มันไม่มีร่างกายระดับพลังเคยตกลงไปถึงขอบเขตแปรสภาพวิญญาณ
หลายปีที่ผ่านมามันอาศัยซากของวิหควิญญาณเก้าสีดูดซับโลหิตสืบทอดรวมทั้งได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินในมิตินี้จึงกลับมาถึงขอบเขตทะลวงมิติได้
แต่ตอนนี้พลังของมันก็ถึงขีดจำกัดแล้วไม่อาจก้าวหน้าต่อไปได้
เพราะมันไม่มีร่างกายรากฐานจึงไม่มั่นคง
“บททดสอบของวิหควิญญาณเก้าสีอาจจะถูกมันตั้งขึ้นเองเดิมทีตำหนักมรดกทั้งสี่ควรจะปรากฏไม่ได้ถูกซ่อน”
“ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้พวกเจ้าผ่านเส้นทางของวิหควิญญาณเก้าสีแล้วมันจะคัดเลือกร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุด…”
กระบี่ชิงอวิ๋นกล่าวอย่างช้าๆถ่ายทอดการคาดเดาทั้งหมดออกมาทำให้เย่เฉินรู้สึกหนาวเย็นไปถึงสันหลัง