- หน้าแรก
- ระบบเร่งความเร็วการบ่มเพาะ
- บทที่ 134.ทะเลสายฟ้าสวรรค์
บทที่ 134.ทะเลสายฟ้าสวรรค์
บทที่ 134.ทะเลสายฟ้าสวรรค์
ตามคำกล่าวของกระบี่ชิงอวิ๋น ร่างกายที่ถึงขีดสุด วิญญาณ และแก่นทองคำ ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการฝึกแสงเจ็ดเกสรเก้าดับสูญขาดสิ่งใดไปไม่ได้แม้แต่น้อย
ทะเลสายฟ้าสวรรค์สามารถขัดเกลาร่างกายได้อย่างมหาศาลภายในนั้นแฝงไปด้วยสายฟ้าสวรรค์ที่แปรสภาพมาจากกฎเกณฑ์
ไม่ว่าใครที่ก้าวเข้าไปจะต้องถูกสายฟ้าสวรรค์โจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ตอนที่วิหควิญญาณเก้าสีถือกำเนิดขึ้นฟ้าดินแห่งนี้ก็ได้เตรียมสถานที่ฝึกตนตามธรรมชาติไว้ให้มันแล้ว...” เย่เฉินพึมพำก่อนจะก้าวเข้าสู่ทะเลสายฟ้าสวรรค์
ในช่วงแรกเขามีปราณกระบี่แห่งความโกลาหลคอยปกป้องทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ
แต่เมื่อได้รับคำเตือนจากกระบี่ชิงอวิ๋นเขาก็รู้ว่ายิ่งลึกเข้าไป สายฟ้าสวรรค์ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันฝืนต้านรับเดินลึกเข้าไปทีละก้าว
ท้ายที่สุดเย่เฉินปล่อยฉื่อฮว๋ายออกไปให้มันไปค้นหาสมุนไพรวิญญาณด้วยตนเอง
ส่วนตัวเขาเดินเพียงลำพังเข้าสู่ทะเลสายฟ้าสวรรค์เผชิญหน้ากับสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ปกคลุมทั่วฟ้าโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยก้าวเดินมั่นคง
แต่ก่อนจะเข้าไปเขาก็เรียกระบบออกมาให้ช่วยตรวจสอบว่าสายฟ้าสวรรค์นี้คือสิ่งใด
【ระบบตรวจสอบเสร็จสิ้นนี่คือสายฟ้าเทพทำลายล้างที่มีพลังขัดเกลาร่างกาย!】
【ในขอบเขตแก่นทองคำหากไม่ใช้ปราณวิญญาณใช้ร่างกายต้านรับสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ดับสูญโดยตรงจะได้รับโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ดูดซับพลังของสายฟ้าทำให้ร่างกายถึงขีดสุด】
เมื่อได้ยินคำตอบจากระบบเย่เฉินก็ดีใจยิ่งนักเงื่อนไขสามประการของการรับสืบทอดที่นี่สามารถทำสำเร็จได้หนึ่งอย่างแล้ว!
“สายฟ้าเทพทำลายล้างอย่างนั้นหรืองั้นก็เข้ามาเลย!”
เย่เฉินเดินฝ่าทะเลสายฟ้าสวรรค์ร่างทั้งร่างเปล่งแสงสีทอง ร่างทองคำอมตะก็เกิดการพัฒนาอย่างมากในเวลานี้กำลังก้าวไปสู่ขั้นที่สาม
นี่เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายพลังกายกำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตนเองเดินมาถึงระดับใดภายใดร่างกายมีแสงศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียน
แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่างจากภายในสู่ภายนอกทำให้ร่างของเย่เฉินเต็มไปด้วยพลังชีวิตราวกับหยกดิบก้อนหนึ่งที่กำลังถูกสายฟ้าสวรรค์แกะสลักจนสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดร่างกายของเขาเริ่มเปล่งแสงแม้กระทั่งแผ่แสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา
ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเข้าสู่ทะเลสายฟ้าสวรรค์มาแล้วยี่สิบวันตอนนี้เขาค่อยๆลึกเข้าไปอาบอยู่ใต้แสงสายฟ้า
ภายในร่างกาย เส้นลมปราณ กระดูก และผิวหนังทุกส่วน ล้วนมีแสงศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียน
และอีกสิบวันต่อมาชั้นของแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ถูกทำลายถูกสายฟ้าสวรรค์โจมตีจนแตกสลายจากนั้นก็กลายเป็นพลังบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเย่เฉิน
ในเวลานี้ระดับของร่างทองคำอมตะของเขาได้เข้าสู่ขั้นที่สามแล้ว
ขณะนี้เขารู้สึกได้ว่าเพียงแค่ความแข็งแกร่งของร่างกายก็เทียบได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำขั้นเจ็ดแล้วและยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป
เย่เฉินรู้ดีพลังของเขาเพิ่มขึ้นอีกครั้งและรวดเร็วอย่างยิ่ง จนน่าหวาดหวั่น
ร่างกายมาถึงขั้นนี้ก็แทบจะถือว่าเป็นขีดสุดของผู้ฝึกตนแล้ว
เพราะโดยปกติผู้ฝึกตนส่วนใหญ่เพียงขัดเกลาร่างกายให้เทียบเท่าขอบเขตแก่นทองคำขั้นห้าหรือหกก็เพียงพอแล้ว
ผู้คนให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะปราณวิญญาณและการยกระดับขอบเขตมากกว่าเพราะพลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้นมากกว่า
แต่สำหรับอัจฉริยะนี่ยังห่างไกลจากขีดสุด
พวกเขาจะขัดเกลาร่างกายให้เทียบเท่าระดับปราณวิญญาณของตนจากนั้นจึงเลือกทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเพื่อรักษาพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่ง
“ข้าควรจะไปต่อแล้ว” เย่เฉินพึมพำสายฟ้าสวรรค์ในบริเวณนี้แทบไม่สามารถทำอันตรายเขาได้อีกหากต้องการก้าวหน้าจะต้องไปลึกกว่านี้
ขณะที่เขากำลังจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้ากระบี่ชิงอวิ๋นก็เรียกเขาไว้พร้อมบอกข่าวร้าย — ฉื่อฮว๋ายเกิดเรื่องแล้ว!
เมื่อเย่เฉินได้ยินข่าวนี้เขาตกใจไม่น้อย
เพราะเขาเคยตรวจสอบฉื่อฮว๋ายแล้วกลิ่นอายของมันซ่อนเร้นอย่างยิ่งหากตั้งใจซ่อนก็แทบไม่มีใครมองออก
อีกทั้งความเร็วของมันก็น่ากลัวแม้แต่เย่เฉินยังไล่ไม่ทันยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจับ
นี่เองคือเหตุผลที่เขากล้าปล่อยมันออกไป
แต่ตอนนี้กลับบอกว่าฉื่อฮว๋ายตกอยู่ในอันตรายทำให้เขายากจะยอมรับ
ตามการคาดการณ์ของเย่เฉินคนที่สามารถคุกคามฉื่อฮว๋ายได้มีเพียงไม่กี่คน เช่น เทียนซี หลัวเจวี๋ย...
คนเหล่านี้ย่อมได้รับข่าวลักษณะเดียวกันและเข้าใจบททดสอบของวิหควิญญาณเก้าสี
บางทีตอนนี้พวกเขาอาจเดินนำหน้าเย่เฉินไปแล้ว
และคนที่สามารถคุกคามฉื่อฮว๋ายได้เขาก็นึกออกเพียงสองคนนี้เท่านั้น
ด้วยความร้อนใจเย่เฉินจึงย้อนกลับออกจากทะเลสายฟ้าสวรรค์ไปสอบถามผู้คนที่กำลังค้นหาสมบัติ
ไม่นานชื่อที่ไม่คุ้นหูก็ตกเข้ามาในหูของเขา
มู่เฟิง!
“มู่เฟิงไม่เคยได้ยินมาก่อน...” เย่เฉินขมวดคิ้วรู้สึกสงสัยชื่อนี้ต้องเป็นคนสำคัญแน่
“สหายเต๋าไม่รู้จริงหรือ?”
คนที่ถูกถามมองเย่เฉินด้วยสีหน้าประหลาดราว
เมื่อเย่เฉินอธิบายว่าตนปิดด่านมานานข่าวสารจึงล้าหลัง อีกฝ่ายจึงเข้าใจและเริ่มเล่าเรื่องของมู่เฟิง
“มู่เฟิงผู้นั้นเป็นคนของหุบเขาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นกึ่งสัตว์เทพสมบูรณ์ตัวหนึ่ง” เขากล่าวเสียงเบา
“กึ่งสัตว์เทพสมบูรณ์!”
เย่เฉินตกใจสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีแม้จะเป็นเพียงกึ่งสัตว์เทพแต่เมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์เทพก็ไม่อาจดูเบาได้
และเมื่ออีกฝ่ายเป็นกึ่งสัตว์เทพสมบูรณ์การตามหาฉื่อฮว๋ายและมีวิธีจัดการก็ถือว่าเข้าใจได้
“ดูจากสีหน้าเร่งรีบของสหายเต๋าเจ้าเองก็ชอบคุณหนูไป๋หลินจากหอกระบี่เหมือนกันหรือ?”
อีกฝ่ายยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งสายตาที่บุรุษเข้าใจกันดี
คำพูดนี้ทำให้เย่เฉินงุนงงไปเล็กน้อยเรื่องนี้ไปเกี่ยวกับไป๋หลินได้อย่างไรไม่ใช่ว่าฉื่อฮว๋ายตกอยู่ในอันตรายหรือ หรือว่าไป๋หลินก็เกี่ยวข้องด้วย?
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่รู้จริงๆอีกฝ่ายจึงเล่าต่อ
“คุณหนูไป๋หลินจากหอกระบี่กำลังบ่มเพาะอยู่ในหุบเขาวิญญาณสวรรค์แต่เพราะร่องรอยถูกเปิดเผยจึงถูกไล่ล่า!”
พูดถึงตรงนี้เขายังถอนหายใจ “น่าเสียดายสตรีเช่นไป๋หลินกลับต้องจบชีวิตลง”
“แล้วสหายเต๋ารู้หรือไม่ในเรื่องนี้มีจิ้งจอกสีแดงตัวหนึ่งเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?”
เย่เฉินถามเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาคนที่เกี่ยวข้องอาจไม่ใช่แค่ไป๋หลินอาจรวมถึงเทียนซีด้วย
“อืม...เจ้าพูดแบบนี้ข้าคล้ายจะเคยเห็น!”
อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะยืนยันว่าครั้งหนึ่งตอนที่ไป๋หลินหนีนางเคยอุ้มจิ้งจอกสีแดงตัวหนึ่งไว้ในอ้อมแขน
“ไป๋หลินกับฉื่อฮว๋ายอยู่ด้วยกัน!”
ความคิดของเย่เฉินชัดเจนขึ้นทันทีฉื่อฮว๋ายน่าจะไปพบไป๋หลินตอนหาสมุนไพร
เขารู้สึกขอบคุณที่ไป๋หลินช่วยดูแลฉื่อฮว๋ายแต่ตอนนี้พวกนางกำลังตกอยู่ในอันตรายเขาจำเป็นต้องไปช่วย
จากข้อมูลที่ได้เทียนซีก็ประสบปัญหาเช่นกัน
หลัวเจวี๋ยมาหาเทียนซีด้วยตนเองเพื่อท้าประลองเป้าหมายคือถ่วงเวลาให้มู่เฟิงลงมือกับไป๋หลินเพื่อลดกำลังฝ่ายเทียนซี
“ไป๋หลิน ฉื่อฮว๋าย อดทนไว้!”
ร่างของเย่เฉินพุ่งผ่านเทือกเขาอย่างรวดเร็วใจร้อนดั่งไฟ ลมพัดใต้เท้ามุ่งตรงสู่หุบเขาวิญญาณสวรรค์อย่างเต็มกำลัง