- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 389 ฉันชอบคนหน้าตาดี (31)
บทที่ 389 ฉันชอบคนหน้าตาดี (31)
บทที่ 389 ฉันชอบคนหน้าตาดี (31)
โดยปกติแล้ว ยามที่ผู้อื่นเกิดปัญหาขัดแย้งภายในครอบครัว คนส่วนใหญ่มักจะกล่าววาจาประนีประนอม ช่วยพูดจาไกล่เกลี่ยด้วยหวังให้ครอบครัวเขากลับมาปรองดอง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้บ้านหลังนั้นสงบสุขสันติ
ทว่าอันหนิงหาใช่คนทั่วไปไม่
เธอไม่เพียงไม่ขัดขวางหวังชุนฮวา ซ้ำยังช่วยสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ยุยงส่งเสริมความโกรธเกรี้ยวให้นางอย่างเต็มกำลัง
“เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว มีเหตุผลอันใดที่ต้องยอมถอยให้? ยอมเพราะนางไร้เหตุผลหรือ? หรือยอมเพราะนางแก่ชรากว่า? กฎหมายบ้านเมืองก็มิได้ระบุไว้เสียหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้แก่ทำผิดแล้วจักได้รับการละเว้น”
หวังชุนฮวาพยักหน้าเห็นพ้องไม่หยุดหย่อน “ใช่เลย ใช่ที่สุด! เจ้าเป็นคนรู้ความคุยด้วยแล้วข้าช่างปลอดโปร่งโล่งใจเหลือเกิน”
อันหนิงยังคงยุยงต่อ “คนสกุลเยว่บอกให้เจ้ากตัญญูต่อมารดาเขา แล้วเหตุใดเขาจึงไม่รู้จักกตัญญูต่อมารดาเจ้าบ้างเล่า? มารดาเขาเป็นแม่ แล้วมารดาเจ้ามิใช่แม่คนหรือ? มารดาเขาเลี้ยงดูเขาจนเติบโต แล้วมารดาเจ้ามิได้อุ้มท้องเลี้ยงดูเจ้ามาหรืออย่างไร? อีกประการหนึ่ง เจ้าก็มิเคยแตะต้องข้าวปลาอาหารบ้านเขาแม้แต่เมล็ดเดียว มิเคยสวมใส่ผ้าผ่อนบ้านเขาแม้แต่ผืนเดียว มีเหตุอันใดต้องยอมทนลำบากใจในบ้านหลังนั้น สินเดิมของเจ้ามีออกมากมาย ลำพังเพียงสินเดิมเหล่านั้นก็เลี้ยงดูตนเองได้สุขสบายแล้ว ยามนี้ไม่ใช่คนสกุลเยว่เลี้ยงดูเจ้า แต่เป็นเจ้าต่างหากที่เลี้ยงดูคนสกุลเยว่ พวกเขาได้กินได้ใช้ของของเจ้าแต่กลับทำให้เจ้าต้องทุกข์ใจ เรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
หวังชุนฮวาฟังแล้วถึงกับหัวเราะร่า “เจ้าดูสิ คุยกับคนรู้ความมันดีเช่นนี้นี่เอง หากข้าไปคุยกับพวกคนเขลา พวกนั้นคงต้องเกลี้ยกล่อมให้ข้าอดทนอดกลั้นบ้างล่ะ บอกว่าต้องเคารพแม่สามีบ้างล่ะ เหอะ! ความเคารพนับถือมันต้องมีให้แก่กันทั้งสองฝ่ายสิ พวกเขาเห็นข้าเป็นหมูอ้วนให้รุมทึ้ง ไร้ซึ่งความนับถือต่อข้าแม้เพียงนิด แล้วเหตุใดข้าต้องไปนับถือพวกเขาด้วยเล่า”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หวังชุนฮวาก็ฉุดดึงอันหนิงให้ลุกขึ้น “อากาศเริ่มอุ่นขึ้นทุกวันแล้ว พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถิด ข้าจะบอกให้นะ ที่ชนบทข้ามีไร่อยู่แห่งหนึ่ง ในไร่นั้นปลูกต้นท้อไว้มากมาย ยามนี้ดอกท้อกำลังบานสะพรั่งงดงามยิ่งนัก พวกเราไปชมบุปผากันเถิด”
“ดียิ่งนักเจ้าค่ะ” อันหนิงเองก็อุดอู้อยู่แต่ในเรือนจนอึดอัดใจ จึงอยากออกไปเปิดหูเปิดตาเช่นกัน
นางพาหวังชุนฮวาไปหาฮูหยินเซียว “ข้าขอไปแจ้งต่อท่านแม่สามีสักคำก่อนนะเจ้าคะ”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปพบฮูหยินเซียว หวังชุนฮวาช่างเจรจาพาทีอยู่นานจนทำให้ฮูหยินเซียวเบิกบานใจยิ่งนัก อันหนิงจึงสบโอกาสเอ่ยเรื่องที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก
ฮูหยินเซียวรีบกล่าวทันที “ไปเถิดลูก ช่วงที่ผ่านมาเจ้าต้องคอยเฝ้าอาหยวนอ่านตำราทุกวัน ลำบากเจ้าแย่แล้ว ถือโอกาสช่วงที่วสันตฤดูงดงามเช่นนี้ออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อยเถอะ”
อันหนิงคิดว่าหากไปกันหลายคนย่อมครึกครื้นกว่า จึงเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งให้เดินทางไปที่บ้านสกุลสวี่ เพื่อแจ้งข่าวแก่สวี่เป่าเอ๋อร์และชวนนางมาร่วมวงด้วยกัน
หวังชุนฮวาเป็นคนรักความสนุกอยู่แล้ว ย่อมยินดีที่จะมีสหายเพิ่มมาอีกคน
เมื่อจัดเตรียมข้าวของเสร็จสรรพ ทั้งคู่ก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังบ้านสกุลสวี่ ยามที่ไปถึง สวี่เป่าเอ๋อร์ก็ตระเตรียมตัวเสร็จพอดี ทั้งสามนางจึงนั่งรถม้าคันเดียวกันมุ่งหน้าไปยังไร่ของตระกูลหวัง
สวี่เป่าเอ๋อร์เองก็อุดอู้อยู่แต่ในเรือนจนลำบากใจเช่นกัน เมื่อมีโอกาสได้ออกมาเดินเล่นจึงดูร่าเริงแจ่มใสเป็นพิเศษ จะมีก็เพียงยามที่นางสบตาหวังชุนฮวาที่ยังรู้สึกขัดเขินอยู่ชั่วครู่
กลับเป็นหวังชุนฮวาที่ทักทายสวี่เป่าเอ๋อร์อย่างเปิดเผยใจกว้าง “เจ้าไม่ต้องเก้อเขินไปหรอก ข้ารู้ว่าเจ้ากับคนสกุลเยว่เคยมีพันธสัญญาหมั้นหมายกันมาก่อน แต่นั่นมิใช่เรื่องใหญ่อันใด เรื่องวิวาห์ของพวกเราลูกผู้หญิงแต่ไหนแต่ไรมาก็มิอาจตัดสินใจเองได้อยู่แล้ว อีกอย่าง ยามนี้เจ้าก็ออกเรือนไปแล้ว เรื่องในอดีตก็ปล่อยให้มันผ่านพ้นไปเถอะ”
สวี่เป่าเอ๋อร์เม้มปากยิ้ม “ขอบใจที่เจ้าเข้าใจนะ เจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ”
โดยรวมแล้ว สวี่เป่าเอ๋อร์เป็นสตรีที่เรียบร้อยและมีน้ำใจงามยิ่ง ส่วนหวังชุนฮวาก็เป็นคนร่าเริงเปิดเผย ทั้งคู่จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี
ทั้งสามนางพูดคุยหยอกเย้ากันไปตลอดทาง ไม่นานนักก็มาถึงไร่เล็กๆที่หวังชุนฮวากล่าวถึง พอถึงสถานที่นั้น อันหนิงก็อดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา ช่างเป็นเรื่องประจวบเหมาะเสียจริง
หวังชุนฮวาเห็นอันหนิงยิ้มอย่างมีเลศนัยก็รู้สึกแปลกใจ จึงฉุดมือนางถาม “เจ้ายิ้มอันใดหรือ?”
สวี่เป่าเอ๋อร์เองก็หันมามองอันหนิงด้วยความสงสัย
อันหนิงจึงอธิบายให้ทั้งสองฟัง “พวกเจ้าพอจะทราบเรื่องของสกุลเจิ้งบ้างหรือไม่?”
ทั้งสองนางพยักหน้าพร้อมกัน
ยามนี้คุณชายเจิ้งคือบุคคลอันดับหนึ่งใน ‘ทำเนียบข่าวร้อน’ แห่งอำเภอชิงหยวน เรื่องราวที่เขาเพิ่งก่อไปเมื่อวานโด่งดังไปทั่ว ตั้งแต่ท่านนายอำเภอไปจนถึงคนหาบปฏิกูลล้วนเคยได้ยินกันทั้งสิ้น หลังมื้ออาหารผู้คนต่างพากันซุบซิบเรื่องคุณชายเจิ้ง ใครมิได้กล่าวถึงสักประโยคสองประโยคถือว่าตกยุคไปเสียแล้ว เรียกได้ว่ายามนี้คุณชายเจิ้งโด่งดังจนฉุดมิอยู่จริงๆ
อันหนิงก้าวลงจากรถม้า พลางยื่นมือไปประคองหวังชุนฮวาและสวี่เป่าเอ๋อร์ลงมา “คุณชายเจิ้งผู้นั้น ก่อนหน้านี้เคยถูกหมั้นหมายไว้กับหญิงสาวนางหนึ่งมิใช่หรือเจ้าคะ เมื่อวานยามที่เขาอาละวาดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน พ่อตาในอนาคตของเขาบังเอิญเดินทางผ่านมาพอดี จึงได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าเต็มตา ทำเอาท่านผู้นั้นโกรธเกรี้ยวจนแทบกระอักเลือดเลยทีเดียว”
สวี่เป่าเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ “ก็ทางบ้านฝ่ายหญิงขายนางไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดเขาต้องโกรธถึงเพียงนั้นด้วยเล่า?”
อันหนิงอธิบาย “ท่านพ่อของแม่นางคนนั้นมิได้ล่วงรู้เรื่องเลยน่ะสิเจ้าคะ เขาทำงานอยู่ต่างเมือง ไม่รู้ว่าคนชั่วช้าที่ไหนแอบขายนางออกไป พอคนเป็นพ่อกลับมาพบสภาพนี้เข้า เกรงว่าคงมีใจอยากสังหารคนเลยทีเดียว”
หวังชุนฮวาฟังแล้วเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ แล้วเหตุใดเจ้าจึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ล่ะ?”
อันหนิงจึงชี้ไปทางแนวเขตไร่ของตระกูลหวัง “ก็ไร่ของเจ้าแห่งนี้ อยู่ติดกับบ้านของแม่นางคนนั้นพอดีเลยน่ะสิ”
หือ?
ช่างประจวบเหมาะเกินไปแล้วจริง ๆ
หวังชุนฮวาไม่สนใจจะชมดอกท้ออีกต่อไป นางฉุดแขนอันหนิงพลางเอ่ยว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าบ้านนั้นชื่อกระไร พวกเราไปดูเรื่องสนุกกันเถิด?”
สวี่เป่าเอ๋อร์เองก็รู้สึกสงสารแม่นางผู้นั้นไม่น้อย “พวกเราลองไปดูหน่อยดีไหม เผื่อว่าคำพูดไม่กี่คำของพวกเราจะช่วยรักษาชีวิตนางไว้ได้ สกุลเจิ้งนั่นช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน”
ในเมื่อทั้งสองนางกล่าวเช่นนั้น อันหนิงย่อมเห็นพ้องด้วย จากนั้นนางก็ขยับนิ้วคำนวณครู่หนึ่ง “เอาละ พวกเราไปที่หมู่บ้านจิ่งไถยามนี้เลย ไม่แน่อาจจะได้พบคนพอดี”
ทั้งสามนางไม่ได้เข้าไปในไร่ แต่รีบนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านจิ่งไถทันที
และก็ช่างบังเอิญนัก เพียงแค่ถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกนางก็ได้พบกับอู๋ผิงเข้าจริงๆ
อู๋ผิงเพิ่งกลับมาจากบ้านสกุลชุ่ย เขาไปอาละวาดที่นั่นมาเสียยกใหญ่ ทั้งด่าทอคนสกุลชุ่ยตั้งแต่บนยันล่าง ทั้งยังลั่นวาจาอาฆาต สั่งให้ชุ่ยจือเหรินรีบไปถอนหมั้นเสีย มิเช่นนั้นจะหักขามันให้สิ้น ซ้ำยังประณามว่าชุ่ยจือเหรินไร้ซึ่งมารยาท ในเมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงยังมีชีวิตอยู่ครบถ้วน มีเหตุผลอันใดที่ต้องให้คนเป็นน้ามาจัดการเรื่องหมั้นหมายให้
การอาละวาดครั้งนี้ทำเอาคนสกุลชุ่ยขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆกัน นอกจากนี้อู๋ผิงยังสำทับอีกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคนสกุลชุ่ยติดค้างเงินเขาไปไม่น้อย ให้รีบนำมาคืนเสีย มิฉะนั้นเขาจะหย่านางชุ่ยทิ้ง
แต่มีหรือที่คนสกุลชุ่ยจะยินยอม อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่คืนเงิน ส่วนชีวิตนางชุ่ยจะเป็หรือตายพวกเขาก็หาได้ใส่ใจไม่
อู๋ผิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าคนบ้านนี้ช่างทำเกินไปนัก หากยังขืนเกี่ยวดองเป็นญาติกับสกุลชุ่ยต่อไป สักวันเขาคงต้องถูกลากไปพัวพันจนเดือดร้อนเป็นแน่ ด้วยนิสัยอกตัญญูไร้คุณธรรมของชุ่ยจือเหริน ต่อให้ภายหน้ามันเรียนเก่งจนได้เป็นขุนนาง ก็คงหนีไม่พ้นเป็นขุนนางกังฉิน หากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมา เกรงว่าจะต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรเสียด้วยซ้ำ
เมื่ออู๋ผิงคิดได้อย่างกระจ่างแจ้ง ความตั้งใจที่จะหย่านางชุ่ยก็ยิ่งแรงกล้า เขาเร่งเดินทางกลับบ้าน หวังจะรีบหย่านางเสียให้เร็วที่สุดเพื่อความสงบสุข ทว่าพอกลับมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เขากลับได้พบกับอันหนิงเข้าพอดี
อันหนิงเห็นอู๋ผิงก็ประสานมือทักทาย “ท่านอู๋”
อู๋ผิงยิ้มตอบ “ฮูหยิน สบายดีนะขอรับ ท่านมาทำสิ่งใดที่นี่หรือ...”
อันหนิงชี้ไปยังสวี่เป่าเอ๋อร์และหวังชุนฮวา “พวกเราออกมาเที่ยวชมบรรยากาศน่ะเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าที่นี่ทัศนียภาพงดงามยิ่งนัก จึงอยากมาลองชมดูเสียหน่อย เพียงแต่ไม่ทราบว่าที่ใดงดงามที่สุด”
เรื่องนี้อู๋ผิงย่อมทราบดี หมู่บ้านจิ่งไถของเขาแม้มิมีสิ่งใดเลิศเลอ แต่เรื่องความงามของทัศนียภาพนั้นเรียกได้ว่าติดอันดับต้นๆของอำเภอชิงหยวนเลยทีเดียว
“ทัศนียภาพแถวเชิงเขาหลังหมู่บ้านนั้นงดงามที่สุดขอรับ ที่นั่นมีต้นท้อ มีป่าต้นซิ่งเรียงรายเป็นทิวแถว ทั้งยังมีทุ่งดอกอิ๋วไช่กว้างสุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ยังมีลำธารสายเล็กๆ พวกท่านสามารถไปตกปลาหรือทำอาหารกินกันริมน้ำได้ด้วย”
“เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ” หวังชุนฮวาฟังแล้วก็เริ่มมีใจ “เพียงแต่พวกเรานำข้าวของมาไม่มากนัก ไม่ทราบว่าจะรบกวนท่านช่วยจัดการซื้อหาให้เสียหน่อย หรือจะขอยืมจากที่บ้านท่านก็ย่อมได้เจ้าค่ะ”
ประจวบเหมาะกับที่บ้านของอู๋ผิงอยู่ไม่ไกลจากปากทางหมู่บ้านนัก เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “อย่าเสียเงินเหล่านั้นโดยใช่เหตุเลยขอรับ ไปเอาที่บ้านข้าก่อนเถิด พวกท่านใช้เสร็จแล้วค่อยนำมาคืนก็ได้”
สาเหตุที่อู๋ผิงสามารถหาเงินทองได้มากมายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ส่วนหนึ่งมาจากนิสัยใจคอของเขา เขาเป็นคนใจกว้าง เห็นแก่พรรคพวกเพื่อนฝูง จึงมีสหายมากมาย แม้แต่เจ้าของหอการค้าที่เขาสังกัดอยู่ก็ชื่นชอบนิสัยเช่นนี้และคอยสนับสนุนเขา อีกทั้งเขายังนึกถึงบุญคุณที่อันหนิงช่วยเตือนเขาเมื่อวาน จึงตั้งใจว่าจะช่วยสิ่งใดได้ก็ช่วย
เขาพาพวกอันหนิงมุ่งหน้าไปยังบ้านของตน ทันทีที่ก้าวเข้าประตู อู๋ผิงไม่ได้เรียกนางชุ่ย แต่กลับเรียกบุตรสาวของตนแทน “นีนี รีบออกมาช่วยพ่อต้อนรับแขกเร็วเข้า”
เขาเป็นบุรุษตัวโต ส่วนอันหนิงและพวกเป็นสตรี หากเขาเป็นผู้ต้อนรับเองย่อมมิเหมาะสม ให้บุตรสาวมาดูแลย่อมดีกว่า
อู๋นีเอ๋อร์ได้ยินเสียงก็รีบออกมา ทันทีที่ก้าวออกมานางก็ได้พบกับอันหนิงและสวี่เป่าเอ๋อร์ ตามด้วยหวังชุนฮวา เมื่อนางเห็นเครื่องแต่งกายของทั้งสามคนก็ทราบทันทีว่ามาจากตระกูลที่มั่งคั่ง จึงรีบยิ้มแย้มพลางก้าวเข้ามาต้อนรับ “ฮูหยินทั้งสามเชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ ข้าจะไปชงชามาให้ประเดี๋ยวนี้ ประจวบเหมาะกับเมื่อวานข้าเก็บดอกท้อมาได้ไม่น้อย ประเดี๋ยวข้าจะทำขนมเปี๊ยะดอกท้อให้ทุกท่านได้ลองชิมนะเจ้าคะ”
อันหนิงหันมองหวังชุนฮวา หวังชุนฮวาหันมองสวี่เป่าเอ๋อร์ จากนั้นทั้งสามนางก็พยักหน้าพร้อมกัน