- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 373 ฉันชอบคนหน้าตาดี (15)
บทที่ 373 ฉันชอบคนหน้าตาดี (15)
บทที่ 373 ฉันชอบคนหน้าตาดี (15)
สวี่เผิงจวี่ตื่นตระหนกตกใจอย่างยิ่ง “ใครกันที่ลอบทำร้ายครอบครัวเรา?”
สวี่ซินเซิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เผยแววตาโกรธขึ้งไม่แพ้กัน
แม้ทั้งสองคนจะไม่รู้ว่าออร่าอัปมงคลคือสิ่งใด แต่ก็ตระหนักได้ดีว่าย่อมไม่ใช่ของดีแน่
“พี่สวี่ออกไปตรวจดูพร้อมกับข้าเถิดเจ้าค่ะ ไม่แน่อาจจะมีใครมาวางค่ายกบไว้รอบบ้านเรา” อันหนิงเสนอ
สวี่เผิงจวี่เองก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ เขาขอติดตามอันหนิงและสวี่ซินเซิงออกไปพร้อมกัน
ทั้งสามคนเดินลัดเลาะไปรอบคฤหาสน์สวี่หนึ่งรอบ ก่อนที่อันหนิงจะขุดพบสิ่งของสี่อย่างจากทิศทั้งสี่
ประกอบด้วยซากแมวดำที่ถูกทารุณจนตาย, อาวุธที่แผ่กลิ่นอายสังหาร, ตะปูเหล็กสองตัวที่พันด้วยแผ่นยันต์ และสุดท้ายคือค่ายกลที่แผ่รังสีแห่งความอาฆาตพยาบาทออกมา
เมื่ออันหนิงขุดสิ่งของทั้งสี่ขึ้นมาได้ รอยยิ้มของเธอก็ดูเย็นเยียบขึ้นหลายส่วน “ช่างกล้าดีแท้ ถึงขั้นใช้ของอัปมงคลเช่นนี้มาหมายเอาชีวิตผู้อื่น”
“ละ... แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?” สวี่เผิงจวี่ไม่เคยพบเจอเรื่องลี้ลับเช่นนี้มาก่อนจึงขวัญเสียไปไม่น้อย
แม้แต่สวี่ซินเซิงยังต้องจ้องมองอันหนิงด้วยความตื่นตะลึง
“วิชาเด็กเล่น” อันหนิงแค่นหัวเราะอย่างหยามหยัน เธอคว้าเอาอาวุธนั่นมาขยำจนบิดเบี้ยวแล้วโยนลงพื้นพลางใช้เท้ากระทืบซ้ำอย่างแรง ส่วนตะปูเหล็กสองตัวนั้นเธอก็บไว้และฉีกยันต์ทิ้งเสีย จากนั้นเธอก็ยื่นมือออกไปลูบผ่านค่ายกลคราหนึ่ง ไอสีดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่ก็มลายหายไปสิ้น
ส่วนซากแมวดำนั้น อันหนิงสั่งให้สวี่ซินเซิงพามันไปฝังในที่ที่เหมาะสม โดยก่อนฝังเธอยังได้ทำพิธีสวดส่งดวงวิญญาณให้มันอีกรอบหนึ่ง
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็ใกล้จะสว่างแล้ว
ทั้งสามคนกลับเข้ามาในห้องหนังสือของสวี่เผิงจวี่อีกครั้ง
อันหนิงเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านลุง ช่วงนี้ท่านได้ไปล่วงเกินผู้ใดไว้หรือไม่เจ้าคะ? หรือลองตรองดูอย่างละเอียดเถิดว่า มีใครที่เคียดแค้นชิงชังท่านถึงเพียงนี้บ้าง”
สวี่เผิงจวี่ครุ่นคิดอยู่นานก็ยังนึกไม่ออกว่าใครจะผูกพยาบาทถึงขั้นอยากล้างบางคนทั้งครอบครัวของเขา
เมื่อเห็นว่าเขานึกไม่ออก อันหนิงจึงไม่เร่งรัด “เอาเถิดเจ้าค่ะ เรื่องนี้เอาไว้ค่อยสืบหาความจริงกันภายหลัง ช่วงนี้ท่านลุงต้องระวังตัวให้มาก หากไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งออกไปข้างนอกจะดีที่สุดเจ้าค่ะ”
สวี่เผิงจวี่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว สีหน้ายามนี้จึงยังดูซีดเซียวไม่สู้ดีนัก “ข้าเข้าใจแล้ว”
ครั้นอันหนิงกลับถึงห้องพัก เธอก็หงายมือขึ้นเผยให้เห็นค่ายกลที่เก็บมา
เธอกัดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนค่ายกลหนึ่งหยด จากนั้นจึงวาดอักขระยันต์แปะทับลงไป
ห่างออกไปจากบ้านตระกูลสวี่ราวสองลี้ มีกระท่อมเก่าโกโรโกโสหลังหนึ่ง ภายในนั้นมีชายวัยกลางคนนั่งขัดสมาธิ
ปากของเขากำลังพร่ำบ่นร่ายมนตร์คาถาไม่หยุด
ด้านข้างชายผู้นั้นมีคุณชายในเครื่องแต่งกายหรูหรายืนอยู่คนหนึ่ง
หากเซียวหยวนมาเห็นเข้า ย่อมจดจำได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือใคร
เขาก็คือคุณชายหลี่ที่เพิ่งจะผิดใจกับเซียวหยวนจนถูกอัดเสียอ่วมไปเมื่อวันก่อนนั่นเอง
เขามองไปที่ชายวัยกลางคนพลางเอ่ยถามเสียงเบา “สำเร็จหรือไม่?”
ชายผู้นั้นเดิมทีมีรอยยิ้มประดับที่มุมปาก ทว่าจู่ๆเขากลับแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กระอักเลือดคำโตออกมาทันที “ท่าไม่ดีแล้ว! อีกฝ่ายมีผู้เข้มแข็งคอยหนุนหลัง!”
คุณชายหลี่ตกใจจนขวัญกระเจิง เขารีบก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
ยามนี้ชายวัยกลางคนถูกวิชาย้อนเข้าตัวเข้าอย่างจัง เขาเจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้นลงไปนอนดิ้นพราดอยู่บนพื้น
“รีบ... รีบหนีไป!” เขาชี้นิ้วออกไปทางประตูพลางบอกคุณชายหลี่
คุณชายหลี่ไม่รอช้าใส่ตีนหมาโกยอ้าวหนีไปทันที
เพิ่งจะวิ่งพ้นออกมา เขาก็เห็นขื่อคานของกระท่อมหลังนั้นพังครืนลงมาจนบ้านทั้งหลังถล่มลงต่อหน้าต่อตา จากนั้นเปลวไฟจากเทียนภายในห้องก็ลุกลามไหม้ไม้เครื่องเรือน เพียงชั่วอึดใจกระท่อมทั้งหลังก็ถูกกองเพลิงมอดไหม้ไปสิ้น ส่วนชายวัยกลางคนผู้นั้นไม่ได้หนีออกมา คาดว่าคงจะจบสิ้นชีวิตอยู่ในกองเพลิงนั้นเอง
คุณชายหลี่หน้าซีดเผือดด้วยความสยดสยอง
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าการทำคุณไสยหวังทำร้ายผู้อื่นไม่สำเร็จ จะย้อนกลับมาทำลายตนเองเช่นนี้ ยามนี้ขาสองข้างของเขาสั่นเทิ้มจนคุมไม่อยู่ กระทั่งกลิ่นปัสสาวะฉุนกึกยังแผ่ซ่านออกมาจากร่ายกายของเขา
อันหนิงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าคุณชายหลี่เป็นผู้จ้างวานคนมาทำร้ายเธอ
เธอเพียงแต่ใช้ค่ายกลอันเดิม ส่งผลให้ผู้ร่ายมนตร์ดำต้องรับผลกรรมจากการย้อนกลับของวิชาเท่านั้น
เธอรู้แก่ใจดีว่าผู้ร่ายมนตร์ทำพิธีผู้นั้นคงจะสิ้นใจไปแล้ว
จากนั้นเธอจึงกลับมาดูกู่ลูกอีกครั้ง และพบว่าเจ้าหนอนตัวนี้ยังมีชีวิตอยู่สุขสบายดี จึงได้รู้ว่ากู่แม่ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้ร่ายมนตร์ผู้นั้น
นั่นหมายความว่า นอกจากคนทำพิธีแล้ว ยังมีคนอีกคนหนึ่งที่ต้องการจะทำร้ายเธอ
อันหนิงหัวเราะเบาๆ เก็บกู่ลูกเข้าที่ทางให้เรียบร้อยแล้วจึงเอนกายลงนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด มุ่งตรงไปยังคลังสินค้าของตระกูลสวี่เพื่อค้นหาสมุนไพรบางอย่าง
เมื่อเห็นว่าสมุนไพรมีไม่เพียงพอ อันหนิงจึงออกไปหาซื้อยาเพิ่มอีกรอบ
ครั้นเตรียมสมุนไพรจนครบถ้วนแล้ว เธอก็เริ่มนำพวกมันมานึ่ง ต้ม และตากแห้ง ก่อนจะใช้วิธีพิเศษปรุงยาแล้วบดจนเป็นผงละเอียด
อันหนิงง่วนอยู่กับเรื่องนี้ตลอดทั้งวัน จนกระทั่งยามโพล้เพล้ ผงยาก็ถูกผสมจนเสร็จสิ้นในที่สุด
เธอนำกะละมังมาใบหนึ่ง เติมน้ำจนเต็มพลางยิ้มโปรยผงยาลงไปในน้ำ แล้วจึงโยนกู่ลูกตัวนั้นตามลงไป
กู่ลูกในกะละมังเริ่มดูดซับผงยาจนตัวโตขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งร่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวโปร่งแสง
อันหนิงฉวยจังหวะนั้นวาดอักขระยันต์กลางอากาศ แล้วใช้นิ้วขวาชักนำยันต์นั้นให้พุ่งเข้าสู่ร่างของกู่ลูก
ชั่วครู่ต่อมา ทั่วร่างของกู่ลูกก็กลายเป็นสีขาวราวหิมะเจือประกายสีทองจางๆ อันหนิงยิ้มบางๆพลางรำพึงว่า “สลับแม่ลูกสำเร็จแล้ว”
เธอรออยู่อีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งหลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จจึงมาดูอีกครั้ง พบว่ากู่ลูกตัวนี้เริ่มแผ่ซ่านจิตวิญญาณออกมาแล้ว
ผงยานี้เป็นสิ่งที่อันหนิงใช้เวลาถึงหนึ่งชาติภพในการคิดค้นขึ้นเพื่อใช้สำหรับเลี้ยงกู่โดยเฉพาะ
หนอนกู่ที่เลี้ยงด้วยผงยานี้จะแข็งแกร่งอย่างยิ่ง สามารถเลื่อนระดับได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้กู่ลูกข้ามขั้นไปเหนือกว่ากู่แม่ และทำให้กู่ตัวอ่อนเก่งกาจยิ่งกว่ากู่ที่เติบโตเต็มที่เสียอีก
และในยามนี้ กู่ลูกของอันหนิงก็เหนือชั้นกว่ากู่แม่ไปเสียแล้ว
นั่นย่อมหมายความว่า กู่ลูกตัวนี้ได้กลายเป็นฝ่ายกุมอำนาจของกู่แม่ และสามารถควบคุมกู่แม่ได้ตามใจนึก
อันหนิงรอจนกู่ลูกเลื่อนระดับเสร็จสิ้นจึงนำมันเก็บลงกล่อง จากนั้นก็นั่งเท้าคางครุ่นคิดว่าจะจัดการกับผู้ที่ถือครองกู่แม่คนนั้นอย่างไรดี
เวลานี้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว อันหนิงไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอก คิดไปคิดมายังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี จึงตัดสินใจวางเรื่องนี้ไว้ก่อน
คืนนั้นอันหนิงหลับได้อย่างเต็มอิ่ม
ทว่าในยามที่หลับสนิทนั้น เธอกลับฝันเห็นเรื่องราวแปลกประหลาด
เธอฝันเห็นคนผู้หนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามสุนัขตัวหนึ่งพลางร้องเรียกมันว่า ‘ยอดรัก’ ส่วนเจ้าสุนัขตัวนั้นก็ตกใจกลัวจนวิ่งหนีเตลิดไปทั่ว
จากนั้น เธอยังฝันเห็นเด็กหญิงตัวน้อยกำลังประคองกบตัวหนึ่งขึ้นมาจุมพิต
ทั้งยังฝันเห็นคนผู้หนึ่งหลงรักเสือโคร่งอย่างสุดหัวใจ ยึดมั่นในรักแท้มิเสื่อมคลาย ทว่าสุดท้ายกลับถูกเสือตัวนั้นกัดจนตาย
กว่าจะตื่นจากความฝัน ท้องฟ้าก็สว่างโร่เสียแล้ว
อันหนิงนั่งอยู่บนเตียงพลางหวนนึกถึงความฝันเหล่านั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
นี่คงจะเป็นอาการ ‘กลางวันครุ่นคิด กลางคืนฝันหา’ สินะ
ความคิดของเธอคงจะไม่ค่อยบริสุทธิ์นัก ถึงได้ฝันเป็นตุเป็นตะเช่นนั้น
แต่จะว่าไป ฝันเช่นนี้ก็นับว่าดีไม่น้อย เธออาจจะลองดูสักตั้งก็ได้
อันหนิงจึงนำหนอนกู่นั้นติดตัวออกจากบ้านไปเดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ
เธอพบแมวดำตัวหนึ่งก่อน เมื่อมองดูแมวดำขนเป็นมันขลับตัวนั้น อันหนิงก็ส่ายหน้า
ต่อมา นางพบไก่ตัวผู้ท่าทางผยองพองขนตัวหนึ่ง ก็นึกส่ายหน้าอีกเช่นกัน
สุดท้าย อันหนิงเดินมาเจอสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่ถูกคนวิ่งไล่ทุบตีจนบาดเจ็บอยู่ริมถนน
เจ้าหมาเหลืองตัวนี้น่าจะเป็นสุนัขจรจัดที่ไร้เจ้าของ
มันทั้งสกปรกมอมแมม คาดว่าคงไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว จึงดูผอมโซน่าเวทนายิ่งนัก ซ้ำร้ายขนบนตัวยังถูกคนกลั่นแกล้งตัดจนแหว่งวิ่นเป็นหย่อมๆ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กแผลน้อย ดูแล้วช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
อันหนิงซื้อซาลาเปาให้มันกินลูกหนึ่ง พลางลูบขนของมันเบาๆแล้วกระซิบกระซาบว่า “ก็น่าสงสารอยู่หรอก เอาเถอะ เป็นเจ้านี่แหละ ข้าจะหาที่อยู่ดีๆให้เจ้าเอง ให้เจ้าได้มีวันคืนที่สุขสบายกับเขาบ้าง”
พูดจบ อันหนิงก็หยิบหนอนกู่ตัวนั้นออกมา แล้วฝังมันลงในตัวของสุนัขสีเหลืองตัวนั้นทันที