เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 371 ฉันชอบคนหน้าตาดี (13)

บทที่ 371 ฉันชอบคนหน้าตาดี (13)

บทที่ 371 ฉันชอบคนหน้าตาดี (13)


คุณชายหลี่และคุณชายหลิวล้วนเป็นสหายกินเหล้าเที่ยวเล่นของเซียวหยวน ทั้งยังสนิทสนมกันยิ่งกว่าซูจิ่วเสียอีก

แต่เดิมเซียวหยวนก็เข้ากับพวกเขาได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนอันหนิงได้เตือนสติเขาไว้

ยามนี้มาลองตรองดู เขาจึงเพิ่งคิดได้ว่าคนพวกนั้นคงเห็นเขาเป็นไอ้โง่ที่หลอกปั่นหัวเล่นได้

ยิ่งมีเรื่องที่ซูจิ่วจงใจใช้จี้หยกทำร้ายเขาฝังใจอยู่ด้วย เมื่อเห็นทั้งสามคนบุกมาหาถึงที่ เซียวหยวนจึงคิดจะรวบยอดสะสางทั้งแค้นใหม่และแค้นเก่าไปพร้อมกันทีเดียว

เขาออกมาพบคนทั้งสามในเวลาไม่นาน

ทันทีที่เจอหน้า คุณชายหลี่ก็ทำท่าเจ้าสำราญโบกสะบัดพัดจีบไปมาอย่างน่าหมั่นไส้ โดยไม่ดูเลยว่าอากาศยามนี้หนาวเย็นเพียงใด “พี่เซียว เมื่อวานก่อนที่หอเลี่ยงชุนเพิ่งจะมีแม่นางคนใหม่มาถึง หน้าตาสะสวยหยาดเยิ้ม ทั้งยังดีดผีผาได้เก่งกาจนัก พวกเราไปยลโฉมนางกันหน่อยเป็นอย่างไร”

คุณชายหลิวรีบช่วยเสริมทัพทันที “แม่นางผู้นี้เย่อหยิ่งทีเดียวเชียวล่ะ คนทั่วไปนางไม่ยอมให้เข้าพบหรอกนะ แต่หากเป็นพี่เซียวผู้มีรูปโฉมสง่างามเช่นนี้ นางต้องยอมใหเข้าพบแน่ๆ”

เซียวหยวนหัวเราะหึๆ “เรื่องนี้... เกรงว่าจะไม่ได้เสียแล้ว ท่านแม่ข้าบอกว่าข้ากำลังจะแต่งภรรยา ท่านสั่งให้ข้าทำตัวอยู่ในโอวาทเสียหน่อย”

“จะไปกลัวอะไรเล่า”

คุณชายหลี่ขยับพัด “ก็แค่ภรรยาคนนั้นของเจ้า... ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะว่าเจ้าหรอกนะ แต่เป็นเพราะครอบครัวเจ้าน่ะใจบุญสุนทานเกินไป หากเป็นบ้านอื่นเขาคงถอนหมั้นไปนานแล้ว หญิงกำพร้าไร้พ่อขาดแม่ที่มาขออาศัยบ้านคนอื่นอยู่เช่นนั้น จะบีบจะคลึงอย่างไรก็สุดแท้แต่เจ้าไม่ใช่หรือ”

หากคุณชายหลี่พูดเรื่องอื่น เซียวหยวนก็พอจะสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้

ทว่าเจ้าหมอนี่กลับบังอาจมากล่าววาจาร้ายกาจใส่อันหนิง เซียวหยวนย่อมไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป

ในใจของเขานั้น อันหนิงดีงามไปเสียทุกอย่าง ไม่มีที่ใดให้ตำหนิได้เลย

ต่อให้นางไม่มีพ่อแม่ เขาก็มีแต่จะนึกเวทนาสงสาร ไม่เคยเห็นว่าเป็นปมด้อยเลยสักนิด

แต่คุณชายหลี่กลับมาด่าทอด้อยค่าอันหนิงต่อหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ เซียวหยวนโมโหจนนัยน์ตาเริ่มแดงก่ำ

เขากระชากพัดจีบที่อีกฝ่ายใช้ทำเท่มาฉีกทิ้งกระจุยกระจาย แต่เท่านั้นยังไม่หายแค้น เขาโผเข้าไปคว้าคอเสื้อคุณชายหลี่แล้วซัดหมัดใส่หน้าเต็มแรง “เจ้าบอกว่าให้ใครถอนหมั้นนะ? บังอาจมาเสี้ยมให้ข้ากับภรรยาต้องแตกคอกัน วันนี้ถ้าข้าไม่กระทืบเจ้าให้ตายก็อย่าเรียกข้าว่าเซียวหยวนเลย!”

คุณชายหลิวกับซูจิ่วรีบเข้าไปห้ามทัพพัลวัน

คนทั้งสี่ตะลุมบอนนัวเนียกันจนวุ่นวายไปหมด

สุดท้ายคุณชายหลี่ก็ถูกต่อยจนตาเขียวปั้ด

เขาก็โมโหจนควันออกหูเช่นกัน รีบกุมตาที่บวมเป่งพลางสบถด่า “ไอ้ระยำ! ข้าก็แค่พูดความจริงไม่กี่คำ เจ้าถึงกับต้องลงไม้ลงมือเลยรึ? ข้าก็อยากจะรู้นักว่าแต่งกับหญิงกำพร้าแล้วมันจะไปดีสักแค่ไหน! พ่อตาก็ไม่มี ต่อไปใครหน้าไหนมันจะมาคอยส่งเสริมอุ้มชูแก!”

“แม่มันเถอะ!”

เซียวหยวนโกรธจนอยากจะเข้าไปซัดหน้าคุณชายหลี่อีกรอบ “ข้าต่อยเจ้าเบาไปจริงๆ ถ้าเจ้ากล้าปากเสียว่าร้ายภรรยาข้าอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะตัดขาดความเป็นเพื่อนกับเจ้า ไม่ขอเผาผีกันอีกต่อไป!”

“ถุย!”

คุณชายหลี่ถ่มน้ำลายลงพื้น “ตัดขาดก็ตัดขาดสิวะ ไอ้โง่เอ๊ย! ใครเขาอยากจะคบค้าสมาคมกับเจ้านักหนา ที่ผ่านมาพวกข้าก็แค่หลอกประจบให้เจ้ายอมจ่ายเงินเลี้ยงพวกข้าเท่านั้นแหละ โตจนป่านนี้แล้ว งานการก็ทำไม่เป็น ตำราก็อ่านไม่แตก ต่อไปแต่งกับหญิงกำพร้าอีก ข้าว่าตระกูลเซียวของเจ้าคงใกล้ถึงกาลวิบัติแล้วล่ะ!”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ พวกเราล้วนเป็นสหายรักกันนะ...”

ซูจิ่วแสร้งเข้าไปห้ามคุณชายหลี่ “ข้ารู้ว่าเจ้าโมโห แต่ก็ไม่ควรพูดจาแรงๆแบบนี้”

คุณชายหลิวก็รีบหันมาปลอบเซียวหยวน “พวกเราคบกันมาตั้งกี่ปีแล้ว อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ ไม่คุ้มหรอก”

เซียวหยวนถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง “มันด่าภรรยาข้ายังไงก็ยอมไม่ได้! แล้วที่ว่าข้างานการไม่เป็น ตำราไม่แตก ข้ามันทำไม...”

“แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้างล่ะ?”

คุณชายหลี่มองเซียวหยวนด้วยสายตาเหยียดหยาม “ค้าขายก็ล้มเหลว บัญชีก็ดูไม่เป็น ตำราก็อ่านไม่รุ่ง ตัวหนังสือยังรู้จักไม่กี่ตัวเลยมั้ง ส่วนเรื่องวรยุทธ์... โธ่เอ๊ย อย่าพูดให้พวกข้าขำตายเลย”

คุณชายหลี่ยิ่งด่ายิ่งมันปาก “เจ้ามันก็เหมาะกับหญิงกำพร้าไร้ที่พึ่งนั่นแหละ นอกจากเมียที่ไม่มีญาติพี่น้องหนุนหลังแล้ว ใครเขาจะอยากแต่งกับไอ้ขยะอย่างเจ้ากัน บนไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ ล่างไม่สามารถนำเกียรติยศมาให้ลูกเมียได้ เจ้ามันก็แค่ไอ้สวะ!”

“ไอ้แซ่หลี่ วันนี้ปู่ของเจ้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลย!”

เซียวหยวนโกรธจนหน้ามืดตามัว เขาชี้หน้าคุณชายหลี่พลางประกาศกร้าวอย่างดุดัน

“คอยดูเถิดว่าข้าจะสอบให้ได้ตำแหน่งจอหงวน ข้าจะสอบติดจิ้นซื่อและคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งมาให้ภรรยาข้าให้ได้! วันที่ข้าสอบติดจิ้นซื่อมาถึงเมื่อไหร่ เจ้าต้องคุกเข่าโขกศีรษะเรียกข้าว่าปู่!”

“เหอะ!”

คุณชายหลี่ขำพรืดออกมาด้วยความขบขัน “อย่างเจ้าน่ะรึ? รอชาติหน้าเถอะ ไม่สิ ต่อให้ชาติหน้าก็อย่าหวังเลย หากเจ้าสอบติดจิ้นซื่อได้จริง ข้าก็กล้าคุกเข่าเรียกแกวาปู่จริงๆนั่นแหละ! แต่ถ้าเจ้าสอบไม่ติด เจ้าต้องคุกเข่าเรียกข้าว่าปู่แทนนะ!”

“เจ้าก็รอเป็นหลานปู่เถอะ!”

เซียวหยวนสะบัดหน้าเดินหนีไปด้วยความโมโห

“พี่เซียว พี่เซียว!”

คุณชายหลิวรีบวิ่งตามไปติดๆ “พวกเราออกไปเที่ยวเล่นกันเถอะ ไปหาที่คลายอารมณ์โกรธเสียหน่อย”

เซียวหยวนสะบัดมือผลักเขาออกไป “เที่ยวเล่นอะไรกัน! ข้าจะกลับไปอ่านตำรา ข้าคือคนที่จะสอบเอาตำแหน่งจอหงวนเชียวนะ!”

ซูจิ่วก็รีบเข้ามาปลอบเซียวหยวนเช่นกัน “อย่าไปถือสาหาความกับคนพรรค์นั้นเลย หมอนั่นมันดื่มเหล้าเข้าไปสองชามจนจำไม่ได้แล้วว่าตนเองแซ่อะไรชื่ออะไร”

ซูจิ่วลอบสังเกตเซียวหยวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “พี่เซียว แล้วจี้หยกที่ข้ามอบให้ท่านเล่า?”

เซียวหยวนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “วันก่อนไปไหว้พระที่วัดแล้วไม่ได้พกเงินไป เลยเอาจี้หยกนั่นค้ำประกันไว้แทน ถ้าเจ้าอยากได้คืนก็นำเงินไปไถ่ที่วัดเอาเองแล้วกัน”

สีหน้าของซูจิ่วพลันมืดมนลงทันที “ช่างเถอะ ค้ำประกันไปแล้วก็แล้วไป ไม่ใช่ของสลักสำคัญอะไรนักหนา”

เซียวหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย ยิ่งเห็นท่าทีเช่นนี้เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าจี้หยกนั่นต้องมีปัญหาแน่ และซูจิ่วก็รู้แก่ใจดีอยู่แล้ว

เจ้าหมอนั่นตั้งใจใช้จี้หยกนั่นมาทำร้ายเขาจริงๆ!

เซียวหยวนแค่นหัวเราะเย็นชาในใจ ก่อนจะประสานมือคารวะซูจิ่วและคุณชายหลิว “ทั้งสองท่าน ข้าต้องขออภัยด้วย ต่อไปพวกท่านก็ไม่ต้องมาหาหรือชวนข้าเที่ยวเล่นอีก ข้าจะปิดประตูขังตัวเองเพื่ออ่านตำรา ข้าต้องคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมาให้ภรรยาข้าให้ได้ ข้าจะยอมให้ใครมาดูถูกนางไม่ได้เด็ดขาด!”

ทางด้านตระกูลสวี่

สวี่ฮูหยินครุ่นคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกเล่าความคิดนั้นแก่สวี่เผิงจวี่

สวี่เผิงจวี่นิ่งฟังจนจบก่อนจะจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง “อย่าพูดจาเหลวไหล และอย่าเพิ่งคิดไปไกล ชายผู้นั้นจำไม่ได้แม้แต่ชื่อแซ่ของตนเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหัวนอนปลายเท้ามาจากที่ใด อีกอย่าง เราก็ไม่รู้ว่าเขาแต่งงานมีลูกมีเมียแล้วหรือไม่ หากไปรับเขามาเป็นเขยแต่งเข้าบ้านส่งเดช มิเท่ากับเป็นการทำร้ายเป่าเอ๋อร์หรอกหรือ”

คำพูดนี้ช่วยเตือนสติสวี่ฮูหยินได้เป็นอย่างดี

นางมาลองตรองดูก็เห็นจริงตามนั้น ชายผู้นั้นจำอะไรไม่ได้เลย ไม่แน่ว่าที่บ้านอาจจะมีลูกมีเมียรออยู่แล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่มีทางสำเร็จได้เด็ดขาด

ในขณะที่นางล้มเลิกความตั้งใจนั้นไป สวี่เผิงจวี่กลับเรียกอันหนิงมาพบเป็นการส่วนตัว

เมื่ออันหนิงมาถึง สวี่เผิงจวี่ก็เข้าประเด็นทันที “เรื่องที่ว่าสมบูรณ์พูนสุขทุกประการนั่น เจ้าเป็นคนพูดกับท่านป้าของเจ้ารึ?”

อันหนิงยิ้มบางๆ “เจ้าค่ะ เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นที่ข้าเย้าเป่าเอ๋อร์เล่นเท่านั้น”

“ต่อไปห้ามพูดจาส่งเดชเช่นนี้อีก”

สวี่เผิงจวี่ทำหน้าขรึมพลางตำหนิอันหนิงไปสองสามประโยค “ชายผู้นั้นไม่รู้ที่มาที่ไป หัวนอนปลายเท้าเป็นอย่างไรก็สุดรู้ หากเป่าเอ๋อร์เกิดมีใจให้ขึ้นมาจริงๆ มิเท่ากับเป็นการทำร้ายนางหรอกหรือ”

อันหนิงย่อกายคารวะอย่างนบนอบ “ท่านลุงสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เป็นข้าที่วู่วามเกินไป ข้าทราบดีว่าท่านลุงกังวลเรื่องใด ท่านคงเกรงว่าชายผู้นั้นจะมีพันธะลูกเมีย และกลัวว่าหากวันใดเขานึกออกจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นตามมา ทว่าเท่าที่ข้าพิจารณาโหงวเฮ้งของชายผู้นั้นแล้ว เขายังไม่มีภรรยาคู่ครอง แม้แต่สัญญาหมั้นหมายก็ยังไม่เคยมี”

หืม?

เรื่องนี้จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของสวี่เผิงจวี่ขึ้นมาทันที “เจ้าดูออกถึงเพียงนั้นเชียวรึ แล้วเจ้าเห็นสิ่งใดอีก?”

อันหนิงยิ้มละไม “เขาเป็นขุนนางบู๊เจ้าค่ะ เคยผ่านสมรภูมิรบพุ่งฆ่าศัตรูมาแล้ว กลิ่นอายสังหารท่วมท้นกาย อีกทั้งเขายังเป็นคนเที่ยงธรรม นิสัยดื้อรั้นและหัวแข็งไปบ้าง ทว่ารักแรงแค้นแรง หากเขามอบใจให้ใครแล้ว ย่อมจะปกป้องคนผู้นั้นไปชั่วชีวิต... ที่สำคัญ เขาเป็นผู้ที่มีวาสนาในภายหลังเจ้าค่ะ”

สวี่เผิงจวี่จ้องมองอันหนิงอยู่นานครู่ใหญ่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง รอก่อนเถอะ ให้ข้าขอนำกลับไปตรองดูอีกสักนิด”

อันหนิงเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้วจึงรีบถอนตัว นางยิ้มพลางลุกขึ้นขอตัวลากลับไปพักผ่อน

จบบทที่ บทที่ 371 ฉันชอบคนหน้าตาดี (13)

คัดลอกลิงก์แล้ว