- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 369 ฉันชอบคนหน้าตาดี (11)
บทที่ 369 ฉันชอบคนหน้าตาดี (11)
บทที่ 369 ฉันชอบคนหน้าตาดี (11)
เยว่จงสะดุ้งตกใจในใจ ก่อนจะแสร้งปั้นหน้าเศร้าสลดทันที
“หรือว่าข้าทำสิ่งใดผิดไปหรือขอรับ?”
สวี่เผิงจวี่แสดงท่าทีระทมทุกข์ยิ่งกว่าเดิม เขาตบไหล่เยว่จงพลางร้องไห้ออกมา “หลานชายเอ๋ย ลุงเองก็จนปัญญาแล้วจริงๆ ต้องขอโทษเจ้าด้วย ลุงกลัวเหลือเกินว่าภายหน้าจะไม่มีหน้าไปพบพ่อของเจ้าได้อีก แต่ว่า... ลุงมีเป่าเอ๋อร์เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว หากนางเป็นอะไรไป ลุงเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน”
เมื่อเห็นสวี่เผิงจวี่ร้องไห้อย่างโศกเศร้าปานจะขาดใจ ความโกรธแค้นในใจเยว่จงก็มลายหายไปจนสิ้นไม่อาจระบายออกมาได้ “ท่านลุงโปรดอย่าได้โศกเศร้าไปเลย สรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ?”
สวี่เผิงจวี่พลางปาดน้ำตาพลางเอ่ยว่า “เป่าเอ๋อร์พลัดตกสระน้ำเมื่อช่วงก่อน หลังจากช่วยขึ้นมาได้ร่างกายก็ไม่แข็งแรงมาตลอด แม้คนจะฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าวันนี้ไม่เป็นไข้หวัด วันพรุ่งก็ปวดแขนขา คนดีๆตอนนี้ถึงขั้นลุกจากเตียงไม่ได้ ซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ลุงตามหาหมอไปทั่วทั้งเมืองแต่ก็ไม่มีใครรักษาได้เลย”
สวี่เผิงจวี่เจือเสียงสะอึกสะอื้นขณะเล่าต่อ “ท่านป้าของเจ้าก็ร้องไห้ไม่เว้นแต่ละวัน สุดท้ายจนปัญญาจริงๆจึงไปเชิญนักพรตมาทำพิธีปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ท่านนักพรตผู้นั้นจึงได้เสนอวิธีหนึ่งให้แก่เรา นั่นคือการจัดงานมงคลเพื่อแก้เคล็ดให้เป่าเอ๋อร์ ไม่แน่ว่าร่างกายนางอาจจะกลับมาแข็งแรงขึ้นได้”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เยว่จงก็รีบโพล่งออกมาทันที “เรื่องนี้ไม่มีปัญหาขอรับ จะให้แต่งงานตอนนี้เลยก็ได้ ขอเพียงน้องหญิงสวี่หายดี ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ยอมทั้งสิ้น”
ตอนนี้ในหัวของเยว่จงคิดเพียงแต่จะรีบแต่งงานให้เร็วที่สุด แม้จะไม่ได้แต่งกับอันหนิง แต่ได้แต่งกับสวี่เป่าเอ๋อร์ก็ยังดี
อย่างไรเสียสวี่เป่าเอ๋อร์ก็เป็นบุตรสาวคนเดียว หากแต่งกับนาง ทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลสวี่ย่อมตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ภายหน้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป
มิหนำซ้ำยังมีสวี่เผิงจวี่ที่มีฐานะเป็นถึงจวี่เหรินคอยเกื้อหนุน เส้นทางชีวิตของเขาจะดำเนินไปอย่างราบรื่นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าสวี่เผิงจวี่ไม่มีวันปล่อยให้เยว่จงสมปรารถนา
เขาถอนหายใจยาวเหยียด “หากเป็นเช่นนั้นได้ก็คงดี แต่นักพรตท่านนั้นกล่าวว่าเป่าเอ๋อร์ต้องรับเขยเข้าบ้านเท่านั้น จะแต่งออกไปไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นนางจะมีอายุสั้น...”
เยว่จงตกใจจนใจหายวาบ เขาหรี่ตามองสวี่เผิงจวี่อย่างพิจารณา
แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของสวี่เผิงจวี่ดูไม่เหมือนคนเสแสร้ง เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มใจมากขึ้น “ท่านลุง เรื่องนี้... ข้ากับน้องหญิงสวี่หมั้นหมายกันมานานแล้ว ท่านพ่อผู้ล่วงลับก็เคยตกลงกันไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร หากข้ายอมถอนหมั้น ข้าไม่กลายเป็นคนอกตัญญูอย่างยิ่งหรอกหรือขอรับ”
“เรื่องนี้ต้องโทษลุง ทั้งหมดเป็นความผิดของลุงเอง”
สวี่เผิงจวี่เอามือกุมหน้า “หลานชายเอ๋ย นี่เป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ เจ้า... เห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูลที่มีมานานหลายปี ยอมถอนหมั้นเถิดนะ เมื่อถอนหมั้นแล้ว ลุงจะได้รีบหาเขยแต่งเข้าบ้านให้เป่าเอ๋อร์ ไม่เช่นนั้นเป่าเอ๋อร์คงยื้อไว้ได้ไม่นาน ถือว่าลุงขอร้องเจ้าเถิด”
สวี่เผิงจวี่กล่าวพลางหยิบของหมั้นหมายในคราวนั้นออกมาวางบนโต๊ะ “หลานเอ๋ย ตอนนั้นลุงมอบหยกหรูอี้เป็นของหมั้น เจ้าก็นำมันมาคืนให้ลุงเถอะ เรื่องนี้ครอบครัวเราเป็นฝ่ายผิด หากใครจะนินทาว่าร้าย เจ้าก็โยนความผิดทั้งหมดมาที่หัวของลุงได้เลย ลุงจะรับไว้เอง ภายหน้าหากลุงลงไปสู่ปรโลกได้พบหน้าพ่อของเจ้า ลุงก็จะไปขอขมาเขาด้วยตนเอง”
ในเมื่อพูดจามาถึงขั้นนี้แล้ว เยว่จงจะทำอย่างไรได้?
เขาทั้งโกรธแค้น เสียใจ และอัดอั้นตันใจ ทว่าสุดท้ายก็ยังคงต้องส่งมอบหยกหรูอี้คืนให้สวี่เผิงจวี่แต่โดยดี
สวี่เผิงจวี่นำหนังสือสัญญาการหมั้นหมายของทั้งสองตระกูลออกมาเผาทิ้ง “แม้จะถอนหมั้นกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของสองบ้านเรายังไม่ขาดสะบั้น ภายหน้าหากเจ้ามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอันใด ก็มาหาลุงได้เสมอ”
ก่อนจากไป สวี่เผิงจวี่ยังทิ้งตั๋วเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้เยว่จง “ปีหน้าเจ้าต้องไปเข้าสอบเซียงซื่อแล้ว การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้จ่ายไม่น้อย รับเงินเหล่านี้ไว้เถิด หากไม่พอใช้ก็บอกลุงได้ทันที”
เขาจัดการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและใจกว้างยิ่งนัก จนเยว่จงไม่อาจขุ่นเคืองใจได้เลย
เพราะอย่างไรเสียตระกูลสวี่ก็ไม่ได้ถอนหมั้นเพราะเขาบ้านจน แต่เป็นเพราะสุขภาพของสวี่เป่าเอ๋อร์ย่ำแย่จนยากจะเยียวยาจริงๆ
ต่อให้ไม่ถอนหมั้น หากสวี่เป่าเอ๋อร์เป็นอะไรไป นางก็แต่งให้เขาไม่ได้อยู่ดี ไม่หนำซ้ำยังจะทำให้เขาต้องแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นคนดวงพิฆาตภรรยา สู้ถอนหมั้นเสียตอนนี้ยังจะดีกว่า
ตอนที่เยว่จงเดินออกมาส่งสวี่เผิงจวี่ สีหน้าของเขาก็ดูอ่อนลงมาก
ทว่าทันทีที่สวี่เผิงจวี่ลับตาไป เยว่จงก็ขังตัวเองไว้ในห้องหนังสือแล้วระเบิดอารมณ์โกรธออกมาอย่างรุนแรง
เขาอุตส่าห์ใช้ยันต์ไปแผ่นหนึ่ง เฝ้าพยายามวางแผนมาเนิ่นนาน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นการถอนหมั้น เรื่องนี้ทำให้เยว่จงยากจะยอมรับได้จริงๆ
เมื่อนึกถึงอันหนิง เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจราวกับถูกควักหัวใจและตับออกมาเสียอย่างนั้น
นอกจากนี้ เยว่จงยังรู้สึกเหมือนตนเองได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญมากบางอย่างไป ทำให้ในใจของเขาเบาโหวงอย่างหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้
เมื่อสวี่เผิงจวี่ถอนหมั้นกับตระกูลเยว่สำเร็จ เขาก็เริ่มออกเสาะหาชายหนุ่มที่เหมาะสมทันที
ส่วนอันหนิงในช่วงสองสามวันมานี้ยังคงอยู่เป็นเพื่อนสวี่เป่าเอ๋อร์ตลอดเวลา
นางวาดเขียนยันต์ออกมามากมาย ทั้งยังเจียระไนหยกพกชิ้นใหม่ให้สวี่เผิงจวี่และสวี่ฮูหยินคนละชิ้น มิหนำซ้ำยังทำยันต์เสริมความงามให้สวี่เป่าเอ๋อร์อีกแผ่นด้วย
หลังจากสวี่เป่าเอ๋อร์ใช้ยันต์แผ่นนั้น รูปลักษณ์ของนางก็ดูงดงามขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว
เดิมทีนางก็มีหน้าตาที่แฉล้มแช่มช้อยชวนมองอยู่แล้ว ครั้นได้ใช้ยันต์เสริมความงามเข้าไป ก็ยิ่งดูนวลเนียนหยาดเยิ้มขึ้นไปอีกหลายส่วน
อันหนิงเห็นว่าสวี่เป่าเอ๋อร์พักฟื้นจนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ทั้งยังดูสวยวันสวยคืน เมื่อคำนวณดูแล้วว่าเวลาประจวบเหมาะ นางจึงได้แจ้งแก่สวี่เผิงจวี่เพื่อพาสวี่เป่าเอ๋อร์เดินทางไปยังวัดโยวฉานเพื่อแก้บน
ก่อนเดินทางนางได้ส่งข่าวบอกเซียวหยวนไว้ล่วงหน้า เมื่อไปถึงวัดโยวฉาน เซียวหยวนก็มารอนางอยู่ที่ลานหลังวัดเรียบร้อยแล้ว
วัดโยวฉานตั้งอยู่ตรงเชิงเขา เบื้องหลังคือขุนเขาใหญ่ ลานด้านหลังจึงตั้งอยู่เกือบจะกึ่งกลางลาดเขา
หลังจากอันหนิงและสวี่เป่าเอ๋อร์จุดธูปไหว้พระเสร็จสิ้น นางก็บอกกล่าวกับสวี่เป่าเอ๋อร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะรุดหน้าไปยังลานหลังวัดเพื่อพบเซียวหยวน
ส่วนสวี่เป่าเอ๋อร์ก็พาสาวใช้เดินเที่ยวชมรอบๆอาราม
อันหนิงกับเซียวหยวนปลีกตัวมาสนทนากันในมุมที่เงียบสงบ นางส่งมอบยันต์คุ้มครองภัยที่เจียระไนเสร็จแล้วให้แก่เขา พร้อมกับกำชับด้วยความใส่ใจอีกหลายประโยค
“ข้าเห็นว่าเพื่อนฝูงเหล่านั้นของท่านหาใช่คนดีไม่ ดูอย่างซูจิ่วเป็นตัวอย่างเถิด ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็เกือบจะทำให้ท่านต้องเดือดร้อน ต่อไปอย่าไปเที่ยวเล่นกับคนพวกนั้นอีกเลย ภายหน้าท่านควรจะตั้งใจอ่านตำรา หรือไม่ก็ช่วยท่านลุงเซียวดูแลกิจการของครอบครัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเป็นราวที่ควรกระทำมากกว่า”
เซียวหยวนสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แฝงอยู่ในคำพูดของอันหนิง เขาไม่อยากทำให้นางต้องลำบากใจ แม้ในใจจะยังอยากเที่ยวเล่นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ยปากรับคำกับนางแต่โดยดี “ข้าฟังเจ้า ต่อไปจะไม่ไปเที่ยวเล่นกับคนพวกนั้นอีกแล้ว ข้าจะอยู่บ้านอ่านตำราดีหรือไม่ ภายหน้าข้าจะสอบเป็นจิ้นซื่อเพื่อคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมาให้เจ้าให้ได้”
อันหนิงหัวเราะสดใส “จะเป็นจิ้นซื่อหรือไม่นั้นข้าไม่เกี่ยง ข้าเพียงแต่อยากให้ท่านใช้ชีวิตอย่างมั่นคงปลอดภัย ข้าดูท่าทางของท่านลุงสวี่แล้ว คาดว่าก่อนสิ้นปีท่านคงจะให้เราแต่งงานกัน หากเราแต่งงานกันแล้ว ท่านยังจะทำตัวไม่เอาไหนแบบนี้อยู่อีกหรือ”
พอเซียวหยวนได้ยินว่าใกล้จะได้แต่งงานกันแล้ว เขาก็ลิงโลดใจจนทำตัวไม่ถูก “จริงหรือ? เช่นนั้นข้าต้องกลับไปบอกท่านแม่ให้รีบเตรียมงานให้เพียบพร้อมเสียแล้ว อ้อ... เรือนหอของเราเจ้าอยากให้จัดออกมาเป็นแบบไหนรึ? จะใช้เรือนที่ข้าอยู่ยามนี้ หรือจะเลือกที่ทางแห่งใหม่ดี แล้วในลานบ้านควรจะปลูกดอกไม้ชนิดใดบ้าง?”
เขาถามพลางลูบหัวลูบหูอย่างขัดเขิน “ข้าจะได้รีบไปจัดเตรียมลานเรือนไว้แต่เนิ่นๆ ประเดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะทำออกมาได้ไม่ถูกใจเจ้า”
อันหนิงขยับเข้าไปใกล้พลางปลอบเสียงเบา “ท่านอย่าได้ใจร้อนไปเลย ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้เจ้าค่ะ”
ในขณะที่สนทนา มือของอันหนิงแสร้งดึงแขนเสื้อของเซียวหยวนเบาๆ และในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสตัวเขานั้น นางก็กระดิกนิ้วมือขวาเบาๆ สลายอาคมต้องห้ามที่สะกดกั้นออร่าแห่งผลบุญของเซียวหยวนออกไปอย่างแนบเนียน
ทันทีที่อาคมถูกทำลาย อันหนิงก็เห็นรัศมีแห่งวาสนาของเซียวหยวนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ออร่าอัปมงคลสีดำที่เคยติดมาจากจี้หยกก่อนหน้านี้ถูกชำระล้างจนสลายสิ้นไปในพริบตา
อันหนิงลอบยิ้มบางๆ
ด้วยรัศมีผลบุญสีทองอร่ามท่วมท้นกาย ขอเพียงไม่ถูกสะกดไว้ ภายหน้าย่อมไม่มีสิ่งใดขัดขวางเขาได้ แม้แต่ทวยเทพหรือภูตผีก็ยังต้องหลีกทาง หากใครบังอาจคิดร้ายต่อเขาอีก ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายด้วยตนเอง
เซียวหยวนรู้สึกถึงความใกล้ชิดที่อันหนิงมอบให้ หัวใจของเขาก็พลันสั่นไหวด้วยความเสน่หา อยากจะเกี่ยวกุมมือนางไว้สักครา แต่พอเอื้อมมือออกไปแล้วกลับเกิดความประหม่า สุดท้ายจึงต้องชักมือกลับมาอย่างเก้อเขิน
“คือว่า...”
เขาหน้าแดงระเรื่อ “ข้าพกขนมมาด้วย เจ้าอยากลองทานดูสักหน่อยไหม?”
อีกด้านหนึ่ง สวี่เป่าเอ๋อร์พาสาวใช้สองคนเดินเล่นชมทัศนียภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินลึกเข้าไปในป่าหลังเขาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเดินมาได้สักพัก สวี่เป่าเอ๋อร์ก็เริ่มรู้สึกว่ารอบข้างเงียบสงัดจนผิดปกติ นางเริ่มรู้สึกหวาดกลัวและตั้งท่าจะหันหลังกลับ
ทว่าเพิ่งจะก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ก็พลันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบา คล้ายกับมีคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ
สวี่เป่าเอ๋อร์หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ แต่กระนั้นนางก็ยังตัดสินใจพาสาวใช้เดินตามเสียงนั้นไป
เมื่อเข้าไปใกล้ นางก็พบร่างของคนผู้หนึ่งนอน อยู่ในป่า
บริเวณหน้าอกของคนผู้นั้นถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน เส้นผมยุ่งเหยิงปรกบ่า บางส่วนก็บดบังใบหน้าไว้จนมิด
“คนผู้นี้...”
ตู้เจวียนตกใจจนกำหมัดแน่น “คุณหนูเจ้าคะ เรา รีบไปจากที่นี่กันเถิดเจ้าค่ะ”
แต่สวี่เป่าเอ๋อร์เป็นคนใจอ่อน นางจึงรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปข้างหน้า “เราขอดูสักหน่อยเถิด เขาหมดสติไปเช่นนี้ คงไม่มีกำลังมาทำร้ายพวกเราได้หรอก”
นางพาสาวใช้เข้าไปใกล้ สั่งให้ช่วยพยุงคนผู้นั้นขึ้นมา แล้วลองยื่นมือไปอังที่ปลายจมูกเพื่อตรวจดูลมหายใจ “ยังมีลมหายใจอยู่ เขายังไม่ตาย”