- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 122 : ทุกฝ่ายสั่นคลอน ! เตรียมการพร้อมสรรพ ! มุ่งหน้าตรงสู่งานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ !
บทที่ 122 : ทุกฝ่ายสั่นคลอน ! เตรียมการพร้อมสรรพ ! มุ่งหน้าตรงสู่งานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ !
บทที่ 122 : ทุกฝ่ายสั่นคลอน ! เตรียมการพร้อมสรรพ ! มุ่งหน้าตรงสู่งานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ !
“นักศึกษาทั้งห้องลงทะเบียนกันหมดแล้ว แถมยังไม่ใช้โควตาของมหาลัยอีกเนี่ยนะ ? ? ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินหลานก็เก็บทรงไม่อยู่อีกต่อไป
สีหน้าของฉินหยู่แข็งกร้าวขึ้นอย่างมากจนดูน่ากลัว
เพราะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหลี่หมิงซิน
ก็คืออีกฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว และต้องเป็นเฉินมู่แน่ ๆ ที่เป็นคนบอก
และยังบอกเป็นนัย ๆ อีกว่าเฉินมู่ไม่ใช่คนธรรมดา
เพราะนักศึกษาไม่มีโอกาสจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้เรื่องนี้ และยิ่งไม่มีทางเลยที่จะลงทะเบียนด้วยตัวเองได้
กลับมีเพียงเฉินมู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสทำได้
นอกจากนี้เฉินมู่ยังข้ามขั้นตอนการผ่านมหาวิทยาลันและหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปลงทะเบียนล่วงหน้าด้วยตัวเอง ไม่พอยังลงทะเบียนให้นักศึกษาทั้งห้องอีกต่างหาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามีเส้นสายที่เรียกได้ว่า ‘ทะลุฟ้า’ ถึงขนาดสามารถรับข่าวสารและจัดการเรื่องต่าง ๆ นี้ได้ทันทีหลังจากยืนยันข่าว
สรุปคือเขาไม่เพียงแต่แซงหน้าคนอื่นเท่านั้น แต่ยังสามารถลงทะเบียนให้นักศึกษาของตัวเองตั้งหลายสิบคนโดยไม่ไปเบียดเบียนโควตาของมหาวิทยาลัยเลยสักที่เดียว นั่นแสดงให้เห็นว่า ‘อิทธิพล’ ของเขานั้นไม่อาจใช้คำพูดโง่ ๆ มาบรรยายได้
ขนายตัวฉินหยู่ที่เป็นคนสนิทของนายพลก็ยังพึ่งจะรู้เรื่องเมื่อไม่นานมานี้เอง
ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันจึงชี้ให้เห็นถึงพลังอำนาจอันมหาศาลของเฉินมู่
ในขณะเดียวกัน ความหมายของหลี่หมิงซินก็ชัดเจนมากเช่นกัน
นั่นก็คือ ‘เตือน’ ไม่ให้คิดอะไรที่ไม่ควรคิดกับเฉินมู่...
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าตัวจะมีสีหน้าแบบนั้น และไม่รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิดเมื่อตนพูดถึงงานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ให้ฟัง
แปลว่าเจ้าตัวหลี่หมิงซินนั้นรู้อยู่แล้วว่ามันเรื่องอะไร เพียงแต่กำลังทำเหมือนมองตัวฉินหยู่กระโดดโลดเต้นเป็นตัวตลก
แต่แล้วมันยังไง
ฉินหยู่เองก็ไม่ใช่เด็กอมมือ ไม่ใช่ดอกไม้ที่เติบโตในเรือนกระจก
เคยผ่านสมรภูมิใหญ่ ๆ มามากมาย เห็นโลกมาอย่างโชกโชน และรู้ดีว่าโลกใบนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่ภูมิหลังครอบครัวเท่านั้น
ด้วยปัจจัยทั้งปวงข้างต้นทำให้ฉินหยู่ไม่เชื่อเลยว่าเศษขยะระดับ F อย่างฉินมู่จะไปมีภูมิหลังพิเศษอะไรได้
อย่างเก่งที่สุดก็คงอยู่ระดับเดียวกับแปดตระกูลใหญ่เท่านั้น
แล้วไอ้เด็กที่ขนหมออ้อยยังไม่ทันขึ้นครบที่เก่งแต่ในมหาวิทยาลัยมันกล้าดียังไงถึงมาท้าทาย
คิดได้ดังนั้น...
ฉินหยู่ก็หัวเราะเยาะอย่างเย็นชาพลางพูดว่า
“ไม่เปลืองโควตามหาลัยก็ดีแล้วล่ะครับ แบบนี้โอกาสที่มหาลัยเราจะได้วาสนาดี ๆ มาครองก็ยิ่งมีมากขึ้น”
หลี่หมิงซินถอนหายใจอยู่ในใจแต่ก็แสร้งทำเป็นดีอกดีใจ
“นั่นสิครับ ครั้งนี้โอกาสสูงมากจริง ๆ ถ้าเกิดเราสามารถคว้าอันดับนำเอาเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติได้ล่ะก็ มันจะเป็นเกียรติประวัติสูงสุดถึงขั้นต้องเปิดหน้าใหม่ในพงศาวดารตระกูลกันเลยทีเดียว !”
“อ้อ จริงสิ ฉินหลานเองก็มีศักยภาพระดับเอส เพราะงั้นต้องนับเป็นหนึ่งในนั้นด้วยแน่นอนครับ”
ฉินหยู่ตั้งสติและพยักหน้า
“เรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านรองอธิการช่วยจัดการให้ด้วยครับ ผมเชื่อว่าเจ้าน้องชายมันจะต้องทำผลงานดี ๆ ได้แน่นอน”
หลี่หมิงซินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกันครับ เพราะนี่มันเรื่องใหญ่สุดสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์เรา ฉินหลาน ช่วงนี้เธอต้องตั้งใจฝึกฝนให้มาก ๆ นะ”
“ไว้ใจได้เลยครับท่านรองอธิการ ผมจะพามันออกไปเปิดโลกทัศน์และแสวงหาโอกาสด้วยตัวเองเลย”
“ดีมากครับ”
ฉินหยู่ประสานมือบอกลา
“ในเมื่อธุระเสร็จแล้วพวกเราก็ขอตัวก่อนครับ”
หลี่หมิงซินมองดูทั้งสองเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม แต่พอพ้นสายตาไปแล้วใบหน้าของเขาก็มืดหม่นลงในทันที
“ไอ้พวกโง่นี่แม่งก็หาเรื่องตายกันเก่งเกิ๊น ขนาดอธิบายชัดเจนปานนี้ก็ยังจะทู่ซี้กัดไม่ยอมปล่อยอีก”
แผนการกระจอก ๆ ของฉินหยู่มันจะไปรอดพ้นสายตาของจิ้งจอกเฒ่าไปได้อย่างไร
หลี่หมิงซินแค่ไม่อยากพูดอะไรมากเพราะกลัวตัวเองจะโดนลูกหลงไปด้วย
ติงอิ่งที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยก็ได้แต่มองประตูด้วยสีหน้าสงสัย
“แล้ว... ท่านรองอธิการคะ ต่อไปเราต้องทำอะไรต่อเหรอคะ”
“เตรียมข้อมูลนักศึกษาของทั้งมหาลัย แล้วคัดกรองรายชื่อเบื้องต้นมาก่อน”
“เสร็จก็จัดงานประลองภายในเพื่อคัดเอาร้อยอันดับแรกออกมา”
...............................................................................................
“พี่รอง ไอ้เฉินมู่นั่นแม่งไม่ใช่ธรรมดาแน่ ๆ เลยพี่”
ระหว่างทาง สีหน้าของฉินหลานเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“มันถึงขนาดข้ามขั้นไปลงทะเบียนเองได้ ไม่พอมันยังลงทะเบียนให้นักศึกษาทั้งชั้นโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการระหว่างทาง”
ฉินหยู่แสยะยิ้ม
“แล้วไงวะ แบบนี้ยิ่งช่วยเราประหยัดเวลาแถมยังลดความยุ่งยากได้เยอะเลยไม่ใช่ไง ?”
“ก็จริงนะพี่”
หลังจากได้สติกลับมาแววตาของฉินหลานก็ลุกวาวขึ้นทันที
“ตอนแรกผมยังเสียว ๆ อยู่เลยว่าแผนเราจะสำเร็จมั้ย แต่ใครจะไปนึกล่ะว่ามันจะกล้าไปหาเรื่องซวยให้ตัวเองซะงั้น หึ ๆ”
ฉินหยู่เย้ยหยันเหี้ยมเกรียม
“มันมีอิทธิพลอยู่บ้างแล้วไง”
“คิดจริง ๆ เหรอวะว่าในโลกนี้มันมีแค่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็ก ๆ น้อย ๆ แย่งชิงอำนาจของแปดตระกูลใหญ่น่ะ”
“อย่างมันจะไปรู้อะไร้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน !”
“ถึงตอนนั้นของแค่มันกล้ามาล่ะก็รับรองว่าตาย !”
พอเห็นฉินหลานมันสลับสีหน้ากังวลกับทำอะไรไม่ถูกฉินหยู่ก็ได้แต่ส่ายหน้า...
“โลกนี้น่ะมันไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่แกเห็น ๆ อยู่หรอกไอ้น้อง”
“มันไม่ได้มีแค่ดำกับขาว แต่มันยังมีไอ้เทา ๆ ด้วย”
“ถ้าอยู่ในโลกปุถุชน แปดตระกูลสามารถปิดแผ่นฟ้าได้ด้วยมือเดียวก็ไม่ใช่เรื่องพูดเกินจริง”
“แต่ถ้าคิดจะใช้มุมมองนั้นมองโลกทั้งใบล่ะก็ มันไม่ต่างอะไรจากกบในกะลาเลย เข้าใจมั้ย”
ฉินหลานซึ่งเป็นสมาชิกของหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ย่อมเคยได้ยินได้ฟังข่าวลือแปลก ๆ มาบ้างเป็นธรรมดา
เพียงแต่รายละเอียดแบบเจาะลึกนั้นไม่ค่อยรู้ แต่พอฉินหยู่พูดถึงก็พอจะจับใจความอะไรบางอย่างได้อยู่บ้าง
“พี่รอง ผมน่ะไม่รู้อะไรเลย แต่จากนี้ไปผมจะฟังพี่ทุกอย่าง”
“ได้งั้นก็ดี”
เมื่อเห็นว่าน้องชายหัวไวฉินหยู่ก็อดยิ้มไม่ได้
“ไม่ต้องห่วง แกเป็นน้องชายฉัน ฉันไม่มีทางทำร้ายแกแน่ ตลอดหกเดือนฉันจะคอยชี้แนะให้แกตลอดทางเอง ถึงจะรับประกันตำแหน่งแชมป์ไม่ได้ แต่เอาแค่ท็อปเท็นน่ะไม่ยากหรอก”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นฉินหลานก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“จริงเหรอพี่ พี่ดีกับผมที่สุดเลย ! !”
“ฮ่า ๆ ไอ้บ้าเอ๊ย !”
ฉินหยู่หัวเราะเสียงดังและกอดคอน้องชายอย่างมีความสุข
“ไปกัน ! เด๋วพี่จะพาแกไปถล่มแดนลับ !”
...............................................................................................
จากการที่ฉินหยู่เข้ามาวุ่นวายกับเรื่องนี้
หลี่หมิงซินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ทั้งแปดตระกูลใหญ่และแปดมหาวิทยาลัยใหญ่ทราบล่วงหน้า
ถึงแม้ทุกคนจะประหลาดใจกับกำหนดการที่มาเร็วปานสายฟ้าแลบ ก็เลยแอบเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ วิ่งเต้นเพื่ออนาคตของศิษย์เอกในสังกัดของตน
ใครมีทรัพยากรก็ประเคนมาแบบจุก ๆ ไม่มีเม้ม
ใครมีแดนลับก็ไปฟาร์มแบบถล่มเละไม่ให้เหลือ
ซูซิงหาง หลี่เฉิงคุน และนักศึกษาใหม่ที่มีอนาคตสดใสอีกหลายคนต่างทยอยออกจากมหาวิทยาลัยติดตามครอบครัวไปฝึกฝนตามเส้นทางของตนเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ถูก ‘ตบเกรียน’ อย่างแสนสาหัสในการแข่งขันวิทยายุทธ์ครั้งก่อน ทุกคนก็ยิ่งตระหนักถึงข้อบกพร่องของตนเองมากขึ้น
การออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ครั้งนี้จึงดุดันและเอาเป็นเอาตายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ส่วนนักศึกษาปีสูงนั้น แม้ก่อนหน้านี้จะมีพวกหัวกะทิบางส่วนโดนเฉินมู่ ‘คัดออก’ ไปแล้ว แต่ที่เหลืออยู่นั้นก็ยังมีคนที่เหมาะสมให้เฟ้นหา
ประกอบกับครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคว้าเกียรติยศให้แก่ประเทศชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องการคว้ารางวัลที่เหมาะสมกับอันดับที่คว้าได้อีกด้วย
พวกนักศึกษาปีสูงที่ติดคอขวดทั้งเรื่องระดับพลังและทรัพยากรต่างก็กระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม
เรียกได้ว่างานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก
ในโลกปุถุชนของเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นมีการเฝ้าระวังภัยขั้นสูงสุด ทุกฝ่ายต่างเตรียมการกันอย่างเคร่งครัดและรีบร้อน
เช็นเดียวกันกับนักศึกษาห้อง 1 ก็ไม่ได้น้อยหน้า
ทุกวันยังคงเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเหมือนตกนรกทั้งเป็น
เมื่อพูดถึงเรื่องการทรมานคนแล้วเฉินมู่เก่งกาจเหนือใครอย่างแท้จริง
ไม่ต้องพูดถึงพวกลั่วซือหานหรอก แม้แต่หลี่ซินหว่านเองก็ยังต้องเงิบแบบพูดอะไรไม่ออกอยู่บ่อยครั้ง
ทว่า... ทุกความพยายามล้วนได้รับผลตอบแทนอย่างไม่ทรยศแน่นอน
ด้วยการเคี่ยวเข็ญจากเฉินมู่ บวกกับพลังจากลานฝึกลับทั้งสองแห่งทำให้ระดับพลังของพวกลั่วซือหานพัฒนาขึ้นชนิดที่ว่าพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด
ส่วนพวกกู้ว่างเยียนนั้นหลังจากที่ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับ ‘วิถี’ ของห้อง 1 แล้วก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง
แล้วท่ามกลางการฝึกฝนอย่างหนักแบบแทบล้มประดาตาย วันเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนตัดภาพ
เพียงพริบตาเดียว...
เวลาก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว