เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 - เผชิญยอดฝีมือ

บทที่ 70 - เผชิญยอดฝีมือ

บทที่ 70 - เผชิญยอดฝีมือ


บทที่ 70 - เผชิญยอดฝีมือ

ฟ้ายังไม่ทันสาง หยางอี้เฉินก็รู้สึกตัวตื่น

เขาลืมตาขึ้น มองเห็นซูเหยายังคงหลับสนิท นางเอนหลังพิงต้นไม้ ร่างกายขดตัวงอ ชุดคลุมเต๋าเปรอะเปื้อนดินโคลนและหยาดน้ำค้าง คิ้วของนางคลายออก มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังฝันดี

เขาไม่ได้ปลุกนาง ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ เดินไปหยุดอยู่ริมป่าและใช้สัมผัสเทวะกวาดสำรวจรอบบริเวณ ในรัศมีสองร้อยจั้งมีสัตว์อสูรตัวเล็กๆ อยู่บ้างทว่าไม่มีสัตว์อสูรตัวใหญ่

เขาหมุนตัวกลับมา ตรวจสอบสิ่งของในถ้ำเอกภพอีกครั้ง

โอสถเผยหยวนเหลืออยู่สิบกว่าเม็ด โอสถสมานแผลเหลือครึ่งขวด โอสถถอนพิษเหลือหลายเม็ด ธงค่ายกลยี่สิบสี่ผืน จานค่ายกลสามอัน

อาวุธลับประกอบด้วยเข็มบินยี่สิบกว่าเล่ม เกาทัณฑ์แขนเสื้อหนึ่งชุด ลูกดอกอาบยาพิษสิบสองดอก ยาพิษคือผงสลายกระดูกเหลืออยู่ค่อนขวด ศิลาวิญญาณยังไม่ได้แตะต้อง

ขณะที่เขากำลังจะเก็บข้าวของ พลันสัมผัสได้ว่าค่ายกลเตือนภัยสว่างวาบขึ้น

ไม่ได้สว่างจ้าทว่าเปล่งแสงเรืองรอง หมายความว่ามีสิ่งมีชีวิตก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขตค่ายกล

เขาย่อตัวลง กลั้นหายใจ ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดู

ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างออกไปราวร้อยห้าสิบจั้ง มีสัตว์อสูรตัวหนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งกว่าหมีหลังเหล็กที่พบเมื่อวานเสียอีก กลิ่นอายของมันแข็งแกร่งมาก อยู่ในขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด ห่างจากขั้นผสานปราณเพียงก้าวเดียว

หยางอี้เฉินใจหล่นวูบ สัตว์อสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด เขาไม่มีทางสู้ได้

ทว่าเขาจะหนีก็ไม่ได้ ซูเหยายังคงหลับสนิท รัศมีค่ายกลเตือนภัยกว้างเพียงห้าสิบจั้ง หากสัตว์อสูรตัวนั้นรุดหน้ามาอีกร้อยจั้งก็จะพบตัวพวกเขา เขาต้องล่อมันไปทางอื่น

เขาลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ข้างกายซูเหยาแล้วออกแรงผลักเบาๆ "ตื่นเถิด"

ซูเหยาลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"

"มีสัตว์อสูร ขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปล่อมันไปทางอื่น"

ใบหน้าของซูเหยาซีดเผือด "เจ้าจะไปคนเดียวหรือ"

"ข้ากางค่ายกลไว้แล้ว เจ้าซ่อนตัวอยู่ในค่ายกลอย่าได้ออกมา ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอันใดก็ห้ามออกมาเด็ดขาด" เสียงของหยางอี้เฉินราบเรียบทว่าหนักแน่น "รอข้ากลับมา"

ซูเหยาจ้องมองเขา ริมฝีปากขยับคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าสุดท้ายนางก็เพียงพยักหน้ารับ "ระวังตัวด้วย"

หยางอี้เฉินหยิบธงค่ายกลสิบสองผืนออกจากถุงเอกภพ วางค่ายกลกักศัตรูและค่ายกลหมอกลวงล้อมรอบตัวซูเหยาไว้ ค่ายกลกักศัตรูอยู่ชั้นในเพื่อปกป้องนาง ค่ายกลหมอกลวงอยู่ชั้นนอกเพื่อบดบังสายตา

เมื่อจัดวางเสร็จสิ้น เขากระตุ้นการทำงานของค่ายกล จากนั้นจึงหมุนตัวมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

เดินไปได้ราวร้อยจั้ง เขาก็พบสัตว์อสูรตัวนั้น

มันคืองูหลามยักษ์ลำตัวสีเขียวมรกต ลำตัวหนาเท่าถังน้ำ ความยาวถึงสามสี่จั้ง นัยน์ตาสีทองขีดเป็นเส้นตรงดิ่ง จ้องเขม็งมาที่หยางอี้เฉินอย่างเย็นชา ลิ้นของมันแลบเข้าออกส่งเสียงขู่ฟ่อๆ คล้ายกำลังเตือนไม่ให้เขาเข้าใกล้

หยางอี้เฉินไม่ได้ล่าถอย เขาหยิบลูกดอกอาบยาพิษสามดอกออกจากแขนเสื้อ เคลือบผงสลายกระดูกแล้วซัดใส่งูหลามยักษ์

งูหลามยักษ์เบี่ยงหัวหลบดอกแรก บิดลำตัวหลบดอกที่สอง สะบัดหางปัดดอกที่สามกระเด็นไป ลูกดอกอาบยาพิษทั้งสามดอกพลาดเป้าอย่างสมบูรณ์

หยางอี้เฉินไม่ตื่นตระหนก เขารู้อยู่แล้วว่าลูกดอกไม่อาจทำอันตรายมันได้ สัตว์อสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด มีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วกว่าเขามากนัก เขาซัดลูกดอกไม่ใช่เพื่อหวังผล ทว่าเพื่อยั่วยุให้มันโกรธแค้น

งูหลามยักษ์บันดาลโทสะ นัยน์ตาสีทองแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ มันอ้าปากกว้าง พุ่งทะยานเข้าขย้ำหยางอี้เฉิน

หยางอี้เฉินหมุนตัวออกวิ่ง เขาไม่ได้วิ่งกลับไปหาซูเหยา ทว่าวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม พุ่งทะยานลึกเข้าไปในป่า

งูหลามยักษ์เลื้อยตามมาติดๆ ความเร็วของมันน่าตระหนกยิ่งนัก ลำตัวของมันเลื้อยปราดไปตามดงไม้ราวกับสายฟ้าสีเขียวมรกต ต้นไม้หักโค่น เถาวัลย์ขาดกระจุย ใบไม้แห้งบนพื้นถูกพัดปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ

หยางอี้เฉินวิ่งเร็วมาก ทว่าเขารู้ดีว่าวิ่งหนีงูหลามยักษ์ไม่พ้น สัตว์อสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด มีความเร็วเหนือกว่าเขาเกินเท่าตัว เขาจำต้องพึ่งพาค่ายกล

เขาวิ่งวนเวียนอยู่ในป่าจนพบพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง พื้นที่แห่งนั้นไม่ใหญ่นัก กว้างเพียงไม่กี่จั้ง ทว่าเพียงพอให้เขาวางค่ายกล

เขาหยิบธงค่ายกลสิบสองผืนออกจากถุงเอกภพ เร่งมือวางค่ายกลกักศัตรูและค่ายกลสังหารอย่างรวดเร็ว

ค่ายกลกักศัตรูอยู่ชั้นนอก ครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่โล่ง ค่ายกลสังหารอยู่ชั้นใน ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางรัศมีสามจั้ง

เมื่อจัดวางเสร็จสิ้น เขาไม่ได้กระตุ้นการทำงาน ทว่ายืนตระหง่านอยู่กลางพื้นที่โล่ง รอคอยการมาเยือนของงูหลามยักษ์

งูหลามยักษ์เลื้อยตามมาทัน มันพุ่งพรวดออกมาจากดงไม้ อ้าปากกว้างหมายขย้ำหยางอี้เฉิน

หยางอี้เฉินไม่หลบเลี่ยง เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองปากกว้างของงูหลามยักษ์ที่รุดใกล้เข้ามาทุกที จวบจนคมเขี้ยวของมันเกือบจะฝังลงบนร่าง เขาจึงกระตุ้นค่ายกลกักศัตรู

กำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นเส้นทางของงูหลามยักษ์ หัวของมันกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น มันมึนงงจนหัวหมุน ลำตัวบิดพล่านไปมาบนพื้นที่โล่ง ทว่าค่ายกลกักศัตรูกักขังมันไว้ได้ไม่นาน พละกำลังของมันมหาศาลนัก ทุกครั้งที่พุ่งชน กำแพงก็สั่นสะเทือน หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งก้านธูปมันย่อมพังทลายค่ายกลกักศัตรูได้แน่

หยางอี้เฉินไม่รอช้า เขากระตุ้นค่ายกลสังหารทันที

อักขระค่ายกลสังหารเปล่งแสงสว่างวาบ ลำแสงห้าสีสาดประกายตัดกันบนพื้นดิน ก่อเกิดเป็นวัฏจักรห้าธาตุอันยิ่งใหญ่

ค่ายกลทองเป็นคมหอก คมกริบไร้เทียมทาน ค่ายกลไม้เป็นปีกพยุง ก่อกำเนิดไม่สิ้นสุด ค่ายกลน้ำพลิกแพลงเกื้อหนุน เปลี่ยนแปลงสุดหยั่งคาด ค่ายกลไฟบุกทะลวง รุนแรงดุดัน ค่ายกลดินตั้งรับดุจปราการ แข็งแกร่งดั่งหินผา

ค่ายกลทั้งห้าสอดประสานกัน พุ่งเข้าบดขยี้งูหลามยักษ์

งูหลามยักษ์สัมผัสได้ถึงอันตราย มันดิ้นรนบิดตัวอย่างบ้าคลั่ง หวังทะลวงฝ่าค่ายกลกักศัตรูออกไป ทว่ากำแพงค่ายกลกักศัตรูยังคงขวางกั้น มันจึงไม่อาจหลุดพ้น

พลังปราณของค่ายกลสังหารฉีกกระชากเกล็ดของมันจนฉีกขาด เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูด มันแผดเสียงร้องโหยหวน สะบัดหางฟาดเข้าใส่อักขระค่ายกลสังหารอย่างแรง

อักขระสั่นสะเทือนทว่าไม่แตกหัก มันสะบัดหางฟาดอีกครั้ง ก็ยังไม่แตกหัก ครั้งที่สาม อักขระบังเกิดรอยร้าว ครั้งที่สี่ อักขระก็แตกกระจาย

หยางอี้เฉินใจหล่นวูบ ค่ายกลสังหารถูกทำลายแล้ว

งูหลามยักษ์พุ่งพรวดออกจากค่ายกลสังหาร ร่างกายอาบโชกไปด้วยเลือด ทว่าความเร็วของมันยังคงไม่ตกลง มันอ้าปากกว้าง พุ่งเข้าขย้ำหยางอี้เฉิน

หยางอี้เฉินไม่ล่าถอย เขาหยิบเข็มบินสามเล่มสุดท้ายออกจากแขนเสื้อ เคลือบผงสลายกระดูกแล้วซัดเข้าใส่ดวงตาของงูหลามยักษ์

งูหลามยักษ์เบี่ยงหัวหลบเข็มบินสองเล่มแรกได้ ทว่าเล่มที่สามปักเข้าที่ตาซ้ายของมันอย่างจัง

ผงสลายกระดูกออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว บริเวณรอบตาซ้ายของมันเริ่มชาด้าน อาการมึนงงเข้าจู่โจม ลำตัวบิดพล่านไปมาบนพื้นที่โล่ง หางสะบัดกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง ฟาดต้นไม้รอบข้างจนหักโค่น

หยางอี้เฉินหลบอยู่หลังกำแพงค่ายกลกักศัตรู จ้องมองการดิ้นรนของงูหลามยักษ์ เขารู้ดีว่ามันคงทนได้อีกไม่นาน ฤทธิ์ยาของผงสลายกระดูกรุนแรงนัก ต่อให้เป็นสัตว์อสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุดก็ต้านทานไม่ไหว

เป็นดั่งคาด หนึ่งก้านธูปให้หลัง การดิ้นรนของงูหลามยักษ์ก็อ่อนแรงลงเรื่อยๆ การบิดตัวลดน้อยลง ลำตัวของมันค่อยๆ อ่อนปวกเปียก และฟุบลงกับพื้นในที่สุด แน่นิ่งไม่ไหวติง มันไม่ได้ตาย ทว่าหมดสติไปแล้ว

หยางอี้เฉินเดินออกจากค่ายกลกักศัตรู ตรงดิ่งไปยังงูหลามยักษ์ นัยน์ตาของมันปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบา ร่างกายยังคงสั่นกระตุกเล็กน้อย

เขาหยิบมีดสั้นออกจากถุงเอกภพ ย่อตัวลง เล็งไปที่จุดเจ็ดฉื่อของมันแล้วแทงทะลุลงไป ร่างของงูหลามยักษ์กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงก่อนจะแน่นิ่งไปตลอดกาล

เขาดึงมีดสั้นออก ควักแก่นอสูรของมันออกมา แก่นอสูรขนาดเท่าไข่ไก่ สีเขียวมรกต เปล่งประกายปราณอันเข้มข้น แก่นอสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด หากนำไปสกัดด้วยหยาดศิลาไขกระดูก ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรบำเพ็ญเพียรชั้นยอด

เขายังเก็บเกี่ยวเกล็ด เขี้ยว และเลือดของมันมาด้วย สิ่งของเหล่านี้ล้วนนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ จากนั้นจึงเก็บซากงูหลามยักษ์เข้าถุงเอกภพแล้วหมุนตัวเดินกลับไป

เดินไปได้ราวหนึ่งก้านธูป เขาก็กลับมาถึงสถานที่หลบซ่อนของซูเหยา ซูเหยายังคงซ่อนตัวอยู่ในค่ายกลกักศัตรู เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านางก็ลอบมองผ่านช่องว่าง เมื่อเห็นว่าเป็นหยางอี้เฉินนางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางปลดค่ายกลแล้วเดินออกมา

"เจ้าบาดเจ็บหรือ" เมื่อเห็นคราบเลือดบนชุดคลุมเต๋าของเขา สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยน

"ไม่ใช่เลือดของข้า" หยางอี้เฉินส่ายหน้า "เลือดของสัตว์อสูร"

ซูเหยาจ้องมองเขา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "เจ้าฆ่ามันแล้วหรือ"

"ฆ่าแล้ว" หยางอี้เฉินหยิบแก่นอสูรของงูหลามยักษ์ออกจากถุงเอกภพแล้วยื่นให้นาง "แก่นอสูรขั้นควบแน่นปราณระดับสูงสุด มอบให้เจ้าใช้หลอมโอสถ"

ซูเหยารับแก่นอสูรไป พิจารณาครู่หนึ่งแล้วเก็บเข้าที่ นางจ้องมองหยางอี้เฉิน แววตาแฝงความซาบซึ้งและเจือความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย "ทุกครั้งที่พบเจออันตราย เจ้ามักให้ข้าหลบซ่อน ส่วนเจ้าก็ออกไปเสี่ยงชีวิต เจ้าไม่กลัวตายหรือ"

"กลัวสิ" เสียงของหยางอี้เฉินราบเรียบ "ทว่าบางเรื่อง สำคัญยิ่งกว่าความตาย"

ซูเหยาก้มหน้านิ่งงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองหยางอี้เฉิน "คราวหน้า ให้ข้าช่วยเจ้าเถิด"

หยางอี้เฉินจ้องมองนาง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "เจ้าช่วยข้าหลอมโอสถก็พอแล้ว เรื่องต่อสู้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า"

ซูเหยาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบ นางหมุนตัวกลับไปเก็บธงค่ายกลใส่ถุงเอกภพ หยางอี้เฉินยืนอยู่เบื้องหลัง ทอดสายตามองแผ่นหลังของนาง

แผ่นหลังของนางบอบบางและหยัดตรง เฉกเช่นวันแรกที่เขาได้พบหน้านางในสำนักลั่วเสีย ยามนั้นนางคืออัจฉริยะนักปรุงยา ส่วนเขาเป็นเพียงไอ้ขยะทำความสะอาดเตาหลอม ทว่าบัดนี้ พวกเขากลายเป็นผู้หลบหนีด้วยกันทั้งคู่

ทว่ามีบางสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นางยังคงช่วยเหลือเขา และเขาก็ยังคงช่วยเหลือนาง เพียงแต่วิธีการเปลี่ยนไปเท่านั้น

"ไปกันเถอะ" หยางอี้เฉินหมุนตัวมุ่งหน้าลงใต้ "ก่อนฟ้ามืดต้องถึงหนานเจียง"

ซูเหยาเดินตามหลังเขา เหยียบย่ำลงบนรอยเท้าของเขา ทำให้ประหยัดแรงไปได้มาก ทั้งสองคนเดินเรียงเดี่ยว บุกป่าฝ่าดงดิบ

ต้นไม้ขึ้นเบียดเสียด เถาวัลย์พันเกี่ยวรุงรัง ใบไม้แห้งทับถมบนพื้นหนาถึงหนึ่งฉื่อ เหยียบลงไปให้ความรู้สึกอ่อนยวบ

หยางอี้เฉินเดินไม่เร็วนักทว่ามั่นคง ทุกย่างก้าวเหยียบย่ำลงอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วงเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ซูเหยาเดินตามหลัง ฝีเท้าของนางมั่นคงกว่าเมื่อวานมาก บาดแผลหายดีไปกว่าครึ่ง พละกำลังก็ฟื้นฟูขึ้นมาก นางเดินตามหลังหยางอี้เฉิน เหยียบย่ำลงบนรอยเท้าของเขา ทำให้ประหยัดแรงไปได้มาก

เดินทางราวสองชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงชายป่าดงดิบ

เมื่อทอดสายตาออกไป จะมองเห็นที่ราบกว้างใหญ่ บนที่ราบมีแม่น้ำสายใหญ่ และฝั่งตรงข้ามแม่น้ำก็คือหนานเจียง

หยางอี้เฉินยืนอยู่ริมป่า ทอดสายตามองแม่น้ำสายนั้น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองซูเหยา

"ถึงแล้ว" เขาเอ่ย

ซูเหยายืนอยู่เคียงข้างเขา จ้องมองแม่น้ำสายนั้น

ดินแดนหนานเจียงฝั่งตรงข้ามทอประกายสีทองอร่ามภายใต้แสงตะวันรอน ดวงตาของนางแดงก่ำ ทว่านางไม่ได้ร้องไห้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก กลืนน้ำตากลับลงไป

"ไปกันเถอะ" นางเอ่ย

หยางอี้เฉินพยักหน้ารับ ก้าวเดินต่อไป ซูเหยาเดินตามหลังเขา เหยียบย่ำลงบนรอยเท้าของเขา ทำให้ประหยัดแรงไปได้มาก

ทั้งสองคนเดินตามกันไปภายใต้แสงตะวันรอน มุ่งหน้าสู่หนานเจียง

เงาของพวกเขายืดยาวออกไป ยาวแสนยาว ราวกับเส้นขนานสองเส้นที่จะไม่มีวันบรรจบ ทว่าก็ไม่มีวันแยกจากกันตลอดกาล

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 70 - เผชิญยอดฝีมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว