- หน้าแรก
- ระบบไม่ปลื้ม: ผมใช้บัคอัปเกรดของฟรีจนเป็นเทพ
- บทที่ 720 - ขั้วตรงข้ามของหมื่นภพ!
บทที่ 720 - ขั้วตรงข้ามของหมื่นภพ!
บทที่ 720 - ขั้วตรงข้ามของหมื่นภพ!
บทที่ 720 - ขั้วตรงข้ามของหมื่นภพ!
[แจ้งเตือน: คุณได้แอบมองเศษเสี้ยวของโชคชะตา ระดับการตระหนักรู้มรรคาแห่งกฎสายกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล]
[ระดับการตระหนักรู้ปัจจุบัน: 27.96%]
การแอบมองโชคชะตาในครั้งนี้ ช่วยยกระดับการตระหนักรู้มรรคาแห่งกฎสายกรรมได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ซูมู่ไป๋เดาว่าเหตุผลน่าจะมาจากขอบเขตพลังอันสูงส่งของอีกฝ่ายนั่นเอง
เพียงแต่เขากลับไม่สามารถมองเห็นสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากภาพเหตุการณ์นั้น
แต่อย่างน้อยภาพนั้นก็ทำให้ซูมู่ไป๋เดาตัวตนของอีกฝ่ายออกแล้ว
ตาแก่หวยเจียนเคยหลุดปากออกมาหลายครั้งว่าเหล้าชั้นเลิศระดับ [รุ่งอรุณยามสนธยา] เป็นของที่เขาขโมยมาจากอวี๋มู่!
เห็นได้ชัดเลยว่าชายชราที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ก็คือเทพสุราในตำนานที่ชื่อว่า อวี๋มู่ นั่นเอง!
การที่ [เนตรเทวะเสวียนเทียน] ระดับมรรคาแห่งกฎไม่สามารถส่องดูข้อมูลได้ ย่อมหมายความว่าขอบเขตพลังของอวี๋มู่จะต้องไปถึงขอบเขตจ้าวแห่งกฎเกณฑ์ขั้น 12 แล้วอย่างแน่นอน!
เรื่องนี้ทำให้ซูมู่ไป๋รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ในเมื่อเผ่ามนุษย์มีตัวตนระดับจ้าวแห่งกฎเกณฑ์คอยหนุนหลัง ทำไมพวกเขาถึงถูกจัดให้อยู่แค่อันดับกลางๆ ในทำเนียบหมื่นเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเผ่าแวมไพร์ล่ะ!
แต่ไม่นานซูมู่ไป๋ก็คิดตก
อวี๋มู่น่าจะเหมือนกับหวยเจียนและสวีซิงเฉิน พวกเขาคือมนุษย์ที่หลอมรวมสายเลือดอื่นเข้าไป แม้ในใจจะยังผูกพันกับเผ่ามนุษย์ แต่ในระบบการประเมินของเกมหมื่นภพ พวกเขาไม่ได้ถูกนับเป็นสมาชิกของเผ่ามนุษย์อีกต่อไปแล้ว
ซูมู่ไป๋ดึงสติกลับมา เขารีบประสานมือคารวะอีกฝ่ายทันทีแล้วเอ่ยขึ้น
"ขอบคุณผู้อาวุโสอวี๋มู่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครับ"
"ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก"
อวี๋มู่โบกมือปัด เขาไม่ได้แปลกใจเลยที่ไป๋เยี่ยสามารถเดาตัวตนของเขาออก
นับตั้งแต่ซูมู่ไป๋ก้าวออกจากดินแดนต้องห้ามแห่งเทพและเข้ามาในหมื่นภพ เขาก็คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มมาโดยตลอด
เรียกได้ว่านอกจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสายน้ำสาขาแห่งกาลอวกาศแล้ว เรื่องอื่นเขารู้กระจ่างหมดทุกอย่าง
และเรื่องที่ไป๋เยี่ยตระหนักรู้มรรคาแห่งกฎสายกรรมได้นั้น เขาก็รู้ดีอยู่แล้วเช่นกัน
เขากวาดสายตามองซูมู่ไป๋ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะชิงพูดขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เอ่ยปากถาม
"ฉันรู้ว่านายมีคำถามมากมายในใจ..."
พอได้ยินประโยคนี้ คิ้วของซูมู่ไป๋ก็กระตุกขึ้นมาทันที
ถ้าเดาไม่ผิด ประโยคต่อไปก็คงเป็น 'แต่ตอนนี้นายยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้' สินะ
ทำไมยอดฝีมือพวกนี้ถึงชอบเล่นบทอมพะนำกันนักนะ
เขาจำได้ลางๆ ว่าสวีซิงเฉินก็เรียกอวี๋มู่ว่าผู้อาวุโสเหมือนกัน
ไอ้นิสัยชอบทำตัวเป็นปริศนานี่คงไม่ได้ติดมาจากอวี๋มู่หรอกนะ
ในขณะที่ซูมู่ไป๋กำลังนึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ประโยคต่อมาของอวี๋มู่กลับทำเอาเขาชะงักไปเลย
"ถามมาเถอะ อะไรที่บอกได้ในตอนนี้ ฉันก็จะบอกนายให้หมดนั่นแหละ"
"จริงเหรอครับ!"
ซูมู่ไป๋หน้าบานด้วยความดีใจ
อวี๋มู่ลูบเครายาวของตัวเองพลางยิ้มบางๆ "ตาแก่คนนี้จะหลอกนายไปทำไมกัน"
ระหว่างที่พูด เขาก็โบกมือไปเบื้องหน้า
วิ้ง~
ชั่วพริบตานั้น ก้อนเมฆที่เคยถูกพลังคลื่นกระแทกตอนซูมู่ไป๋ทะลวงระดับพัดกระเจิงไปก็ลอยมารวมตัวกันอีกครั้ง
ไม่นานโต๊ะสุราและเก้าอี้สองตัวที่สร้างขึ้นจากก้อนเมฆสีขาวก็ปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
"มาสิ นั่งคุยกัน"
อวี๋มู่กวักมือเรียกแล้วทิ้งตัวลงนั่งก่อน
จู่ๆ จอกสุราก็โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะเมฆขาว กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และคุ้นเคยลอยมาแตะจมูกของซูมู่ไป๋ทันที
นี่มัน... รุ่งอรุณยามสนธยา!
ดวงตาของซูมู่ไป๋เป็นประกาย เขาไม่รอช้าทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามทันที สายตาจับจ้องไปที่จอกสุราบนโต๊ะ
และมันก็เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่อยู่ในจอกก็คือเหล้าชั้นเลิศระดับปริศนาที่เขาเคยได้ลิ้มลองมาจากหวยเจียนถึงสองครั้ง รุ่งอรุณยามสนธยา!
เพียงแต่อวี๋มู่ใจป้ำกว่ากันเยอะ ไม่ได้ขี้งกเหมือนตาแก่หวยเจียนเลย
[รุ่งอรุณยามสนธยา]
[น้ำเมาระดับกฎเกณฑ์]
[เหล้าชั้นยอดที่เทพสุราอวี๋มู่บรรจงหมักบ่มขึ้นมา ทุกหยาดหยดอัดแน่นไปด้วยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว]
[หากดื่มรวดเดียวหนึ่งในสิบของจอก จะช่วยยกระดับผลลัพธ์ในการตระหนักรู้มรรคาแห่งกฎทุกสายได้อย่างมหาศาล]
[หากดื่มรวดเดียวหมดจอก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหลอมรวมมรรคาแห่งกฎได้อย่างชัดเจน]
[(น้ำเมาระดับกฎเกณฑ์ มีเพียงเทพสุรา "อวี๋มู่" เท่านั้นที่สามารถหมักบ่มขึ้นมาในหมื่นภพได้ สุราแม้จะเลิศรส แต่จงระวังอย่าดื่มมากจนเกินไป)]
น้ำเมาระดับกฎเกณฑ์!
ซูมู่ไป๋เพ่งสายตาอย่างตกตะลึง ของวิเศษระดับนี้ดันไปโผล่อยู่ในดินแดนต้องห้ามแห่งเทพได้ มันแทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อเลยทีเดียว
แต่พอลองคิดดูดีๆ เขาก็เข้าใจ
ตอนนั้น [รุ่งอรุณยามสนธยา] ที่หวยเจียนเอาออกมาให้กินเป็นแค่หยดเล็กๆ เท่านั้น ประสิทธิภาพของมันเทียบไม่ได้กับการกระดกหมดจอกแบบนี้เลย ไม่อย่างนั้นมันก็คงโดนพลังกฎเกณฑ์ของดินแดนต้องห้ามแห่งเทพกดทับไปแล้ว
ซูมู่ไป๋มองดูข้อมูลแค่แวบเดียวก่อนจะดึงสายตากลับมา แต่พอเงยหน้าขึ้นมองอวี๋มู่ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาก่อน
"อย่านึกอุตริเอาพรสวรรค์ของนายไปยกระดับเหล้าจอกนี้เชียวนะ มันไม่เหมือนกับ [เมามายไร้สติ] หรอกนะ ถ้าขืนยกระดับมันล่ะก็ หมื่นภพจะเตะมันออกไปทันที"
"เมามายไร้สติเหรอครับ"
ซูมู่ไป๋พึมพำทวนคำ "นั่นคือหยดสุราประหลาดที่ผมดื่มเข้าไปตอนทะลวงระดับใช่ไหมครับ"
"ใช่แล้ว"
อวี๋มู่พยักหน้าเบาๆ "นายคงจะพอเดาอะไรออกบ้างแล้วใช่ไหม"
"กาลอวกาศ โชคชะตา ชีวิต ความตาย เคออส"
ซูมู่ไป๋เอ่ยชื่อมรรคาแห่งกฎสูงสุดออกมาทีละสาย และจากสีหน้าของอวี๋มู่ เขาก็รู้ว่าตัวเองเดาถูกเผง
เพียงแต่ลึกเข้าไปในดวงตาของอวี๋มู่กลับมีร่องรอยของความขบขันซ่อนอยู่
เจ้าหนู นายลืมโชคดีไปสายหนึ่งนะ!
แน่นอนว่าอวี๋มู่ไม่มีทางรู้เรื่องที่หลิวอินเคยแวะมาหาเขาหรอก
ซูมู่ไป๋ไม่ได้รีบยกจอกสุรา [รุ่งอรุณยามสนธยา] บนโต๊ะขึ้นมาดื่ม เขากลับจ้องหน้าอวี๋มู่ด้วยแววตาจริงจังและเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจออกมา
"ผู้อาวุโสอวี๋มู่ครับ มิติความว่างเปล่า... มันคือตัวตนแบบไหนกันแน่"
อวี๋มู่ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจกับคำถามนี้เลย
เขายกน้ำเต้าสุราขึ้นมาจิบ แววตาฉายร่องรอยของความทรงจำ ราวกับกำลังนึกย้อนไปในอดีตอันแสนไกล
"มิติความว่างเปล่า คือขั้วตรงข้ามของหมื่นภพ..."
เมื่อฟังคำอธิบายของเขาจบ ซูมู่ไป๋ก็เข้าใจแจ่มแจ้งเสียทีว่ามิติความว่างเปล่าคืออะไรกันแน่
พูดง่ายๆ ก็คือ มิติความว่างเปล่าพยายามหาทางกลืนกินหมื่นภพมาโดยตลอด และพยายามจะหลอมรวมหมื่นภพให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
เมื่อถึงเวลานั้น ทุกสรรพสิ่งในหมื่นภพก็จะถูกมิติความว่างเปล่ากลืนกินและกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างสมบูรณ์
เพียงแต่ข้อมูลลับสุดยอดนี้ นอกจากตัวตนระดับจ้าวแห่งกฎเกณฑ์แล้ว ก็มีแค่จ้าวพิภพที่ทรงพลังบางคนเท่านั้นที่พอจะรู้เรื่องนี้บ้าง
ในความเป็นจริง เมื่อเก้ากว่ายุคก่อน มิติความว่างเปล่าเกือบจะทำสำเร็จแล้ว
และเหตุการณ์ในตอนนั้น ซูมู่ไป๋ก็พอจะรู้เรื่องอยู่บ้างนิดหน่อย
มหาสงครามระหว่างสวีซิงเฉินกับราชันแห่งความว่างเปล่า ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นแหละ!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขารู้แค่ว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานานแสนนานแล้ว
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งกระจ่างว่า มันเกิดขึ้นเมื่อเก้ากว่ายุคก่อนนี่เอง
ช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ มันเกินกว่าที่ซูมู่ไป๋จะจินตนาการไว้มาก!
ในหมื่นภพ หนึ่งยุคมีระยะเวลาเท่ากับ 129,600 ปี!
นั่นหมายความว่า นับตั้งแต่สวีซิงเฉินผนึกราชันแห่งความว่างเปล่า เวลาได้ล่วงเลยมากว่าล้านปีแล้ว!!!
และตอนนี้ก็คือช่วงปลายของยุคที่สิบแล้ว
เหลือเวลาอีกเพียง 9,999 ปี ก่อนที่ยุคนี้จะสิ้นสุดลง
และช่วงเวลานี้ ก็ดันไปตรงกับเส้นตายของภารกิจ [สังสารวัฏ] พอดีเป๊ะ!
เมื่อถึงเวลานั้น หากซูมู่ไป๋ไม่สามารถทำภารกิจให้ลุล่วง สร้างวัฏจักรสังสารวัฏและเติมเต็มหมื่นภพให้สมบูรณ์ได้ มิติความว่างเปล่าก็จะต้องหวนกลับมาอีกครั้ง
และครั้งนี้มันจะไม่เหมือนกับครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน
เพราะถ้าสวีซิงเฉินยังไม่ตาย หมื่นภพก็คงไม่ตกอยู่ในจุดจบอันไร้ทางรอดแบบนี้หรอก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซูมู่ไป๋ก็ขมวดคิ้วมุ่น "ผู้อาวุโสอวี๋มู่ครับ ราชันแห่งความว่างเปล่าจะไม่โดนพลังของหมื่นภพต่อต้านขับไล่เหรอครับ"
"นายเข้าใจอะไรผิดไปนิดนึงนะ"
อวี๋มู่ส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ใช่ราชันแห่งความว่างเปล่าบุกรุกเข้ามาในหมื่นภพ แต่มิติความว่างเปล่าต่างหากที่กำลังขยายตัวและกลืนกินหมื่นภพ!"
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"ตอนนั้นราชันแห่งความว่างเปล่ายังไม่สามารถใช้พลังที่แท้จริงได้ทั้งหมด และสิ่งที่ซิงเฉินผนึกเอาไว้ก็ไม่ใช่ราชันแห่งความว่างเปล่า แต่เป็นการฝืนยืดระยะเวลาการกลืนกินของมิติความว่างเปล่าออกไปอีกสิบยุคต่างหาก!"
อวี๋มู่ยกน้ำเต้าสุราขึ้นมา ทำท่าจะดื่มแต่ก็วางลงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่เขาจะทำได้แล้ว
"และคนที่หมื่นภพเฝ้ารอมาตลอดสิบยุค ก็คือนายนี่แหละ!
"ไป๋เยี่ย ฉันรู้ว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับนายเลย แต่ความหวังของหมื่นภพ ฝากไว้ที่นายเพียงคนเดียวจริงๆ"
[จบแล้ว]