- หน้าแรก
- ระบบยอดนักตกปลา ข้าแค่อยากหนีมาปลีกวิเวก ไหงกลายเป็นมหาเซียนไปได้
- บทที่ 90 - งานพิธีแห่งคุณงามความดี
บทที่ 90 - งานพิธีแห่งคุณงามความดี
บทที่ 90 - งานพิธีแห่งคุณงามความดี
บทที่ 90 - งานพิธีแห่งคุณงามความดี
งานพิธีของวัดต้าฉือต้าเปยในดินแดนแถบทะเลใต้ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนตั้งแต่เริ่มแรก
ไม่เพียงแต่จะมีผู้ศรัทธาผู้มีหน้ามีตาจำนวนมากเดินทางมาร่วมงานเท่านั้น
แม้แต่นิกายอื่นหรือกระทั่งศาสนาที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวัฒนธรรมตะวันออก ก็ยังส่งตัวแทนมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
พระเถระบางรูปที่มาร่วมงาน มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิสูงกว่าไต้ซือหยวนฉือเสียอีก!
และตั้งแต่เช้าตรู่ ไต้ซือหยวนฉือก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า มีแขกคนสำคัญระดับบิ๊กสองท่าน ได้ปรับเปลี่ยนตารางงานกะทันหัน และอาจจะเดินทางมาร่วมเป็นเกียรติในช่วงที่งานพิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
นี่ถือเป็นการยอมรับและให้การสนับสนุนในความพยายามของวัดต้าฉือต้าเปยตลอดหลายปีที่ผ่านมาอย่างแท้จริง
หากเป็นเมื่อก่อน ไต้ซือหยวนฉือคงตื่นเต้นดีใจไปพักใหญ่แล้ว
แต่มาตอนนี้ เมื่อต้องเผชิญกับกิเลสทางโลกเหล่านี้ ไต้ซือหยวนฉือกลับรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ
นอกจากแขกบางคนที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ซึ่งไต้ซือหยวนฉือจำใจต้องไปต้อนรับด้วยตัวเองแล้ว
งานต้อนรับส่วนที่เหลือ ถ้าปัดได้ท่านก็ปัด หรือไม่ก็มอบหมายให้ศิษย์น้องรับหน้าแทนไปเลย
ที่ลานกว้างหน้าอุโบสถหลักของวัดต้าฉือต้าเปย ฟ้ายังไม่ทันสางดี ผู้คนก็เนืองแน่นจนแทบไม่มีที่เดินแล้ว
ที่นั่งในโซนวีไอพีก็มีแขกเหรื่อมาจับจองกันจนเกือบเต็ม
ส่วนนอกลานกว้าง ต่อให้มองไม่เห็นเวทีทำพิธี บรรดาผู้ศรัทธาก็ยังคงหลั่งไหลกันเข้ามาอย่างกระตือรือร้น ราวกับว่ายิ่งได้เข้าใกล้งานพิธีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้า และจะยิ่งได้รับพรอันประเสริฐในภายภาคหน้ามากขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของวัดต้าฉือต้าเปยจะวิ่งรอกประกาศหลายต่อหลายรอบแล้วว่า เนื้อหาของงานพิธีจะถูกถ่ายทอดสดผ่านทางอินเทอร์เน็ตและเสียงตามสายโดยรอบ
ทุกคนจะได้รับฟังข้อมูลพร้อมกัน ไม่ต้องโมโห ไม่ต้องเบียดกัน!
หง่าง!
เมื่อเสียงระฆังดังกังวาน งานพิธีก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ภายใต้การบรรเลงของวงดนตรีประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของวัด
พื้นที่จัดงานถูกจับจองจนเต็มทุกที่นั่งมาตั้งนานแล้ว
แม้แต่ริมทางเดินก็ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ไต้ซือหยวนฉืออาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นจีวรใหม่เอี่ยม หลังจากประกอบพิธีกรรมอันยุ่งยากซับซ้อนภายใต้การห้อมล้อมของบรรดาพระภิกษุเสร็จสิ้น ท่านก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานกว้าง เผชิญหน้ากับสายตานับหมื่นคู่ที่จับจ้องมา
ไต้ซือหยวนฉือยอมรับความสนใจเหล่านั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ท่านแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ฟ้าใสไร้เมฆหมอก ลมพัดโชยเย็นสบาย
ช่างเป็นวันที่ฤกษ์งามยามดีเหมาะแก่การจัดงานพิธีเสียนี่กระไร!
ไต้ซือหยวนฉือปรับอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่เป็นประธานในงานพิธี
ในช่วงแรกทุกอย่างก็ดูเป็นปกติดี ทุกคนเพียงแค่ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของงานพิธีโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
ทว่า!
หลังจากพิธีสวดมนต์ขอพรปัดเป่าภัยพิบัติในช่วงแรกจบลง จู่ๆ ไต้ซือหยวนฉือก็เอ่ยปากข้ามกำหนดการในคิวถัดไปของฝ่ายจัดงาน แล้วกระโดดข้ามไปที่พิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายเลย
บรรดาผู้บริหารของบริษัทออร์แกไนเซอร์ถึงกับหน้าเหวอ
พวกเขาร่วมงานกับวัดต้าฉือต้าเปยมานับครั้งไม่ถ้วน ถือเป็นคู่หูที่รู้ใจกันดี แต่เหตุการณ์แบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก!
ในหมู่พระภิกษุก็เกิดความแตกตื่นขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แต่ด้วยความเกรงใจในอำนาจบารมีของไต้ซือหยวนฉือ ประกอบกับสถานที่แห่งนี้มีสายตาผู้คนมากมายจับจ้องอยู่
จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามหาเหตุผล
“นอกขอบเขตโลกมีมารร้ายลี้ลับแทรกซึมเข้ามากลายเป็นสิ่งชั่วร้าย สามารถล่อลวงจิตใจ ทำให้ผู้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสร้างความแปดเปื้อนให้กับสรรพสิ่ง ทำให้สรรพสัตว์ไม่อาจหลุดพ้นจากวัฏสงสาร นับเป็นมหันตภัยร้ายแรงแห่งโลกมนุษย์!”
“นับว่ายังโชคดี ที่มีเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงอิทธิฤทธิ์อำนาจไร้ขอบเขต...”
เสียงของไต้ซือหยวนฉือดังกังวาน ผนวกกับระบบกระจายเสียง
ผู้เข้าร่วมงานในวัดต้าฉือต้าเปย รวมถึงผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวทุกคน ล้วนได้ยินคำกล่าวนำนี้กันถ้วนหน้า
มีผู้ศรัทธาหลายคนเปล่งเสียง: อมิตาภพุทธ ออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าโลกใบนี้มีตัวตนของสิ่งชั่วร้ายที่เป็นภัยพิบัติแห่งโลกมนุษย์อยู่จริงๆ
ขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนก็รู้สึกแปลกใหม่ เพราะนี่คือเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่พวกเขาไม่เคยพบเจอในงานพิธีอื่นๆ มาก่อน
ในส่วนของสถานที่จัดงาน แขกวีไอพีอาจจะยังไม่ทันรู้สึกอะไร
แต่สหายธรรมผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิไม่ด้อยไปกว่าไต้ซือหยวนฉือหลายท่าน สีหน้ากลับมืดครึ้มลงทันที
ในสายตาของพวกเขา ไต้ซือหยวนฉือกำลังเลอะเลือนตอนแก่หรืออย่างไร ถึงได้เริ่มพูดจาหลอกลวงผู้คนเช่นนี้?
ต่อให้ต้องการจะกุเรื่องสิ่งชั่วร้ายที่เป็นภัยพิบัติแห่งโลกมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเรียกกระแส ก็ควรจะมาปรึกษาหารือกับพวกเขาก่อน เพื่อให้พวกเขาช่วยกลั่นกรอง และอ้างอิงเนื้อหาจากคัมภีร์มาสนับสนุนความน่าเชื่อถือเสียก่อนสิ
แต่ด้วยเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาหลายสิบปี แม้จะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ สหายธรรมเหล่านี้หลังจากสบตากันแล้ว ก็ไม่มีใครลุกหนีหรือพังงานพิธีนี้ทิ้งกลางคัน
พวกเขาเพียงแค่กระซิบกระซาบปรึกษากัน วางแผนว่าจะไปถามไต้ซือหยวนฉือให้รู้เรื่องในช่วงพักครึ่ง
ทันใดนั้น หลังจากไต้ซือหยวนฉืออธิบายเหตุผลที่ต้องจัดพิธีบวงสรวง และระบุว่างานพิธีในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อขอความร่วมมือจากทุกคนในการปราบปรามปีศาจและกำจัดมารร้ายให้สิ้นซากแล้ว
บทสวดมนต์บทหนึ่งที่ฟังดูมีเหตุผลลึกซึ้ง แต่ก็รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล ราวกับใช่แต่ก็ไม่ใช่ ก็ถูกเปล่งออกมาจากปากของไต้ซือหยวนฉือ
เสียงตามสายก็ถ่ายทอดเสียงสวดมนต์ของไต้ซือหยวนฉือไปพร้อมกัน
และเสียงนี้ ด้วยการแทรกแซงของซูผิง ซึ่งได้กระตุ้นค่ายกลให้ทำงานประสานกัน
โดยเฉพาะในจังหวะที่ไต้ซือหยวนฉือกำลังสวดมนต์อยู่นั้น ซูผิงก็เดินพลังเวทและสวดมนต์ประสานเสียงแทรกเข้าไปในเสียงต้นฉบับด้วย
ผู้เข้าร่วมงานที่วัดต้าฉือต้าเปย ได้สัมผัสกับเสียงสวดมนต์ที่แฝงไว้ด้วยพลังเหนือธรรมชาติเป็นครั้งแรก
คนทั่วไปอาจจะแค่รู้สึกว่าไต้ซือหยวนฉือกล่าวได้ลึกซึ้งกินใจและมีเหตุผลมาก
พวกเขาเองก็ควรจะสวดมนต์ขอพรเพื่อความสงบสุขและความดีงามของโลกมนุษย์ และร่วมอุทิศแรงศรัทธาอันน้อยนิดของตนเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีประสบการณ์ พวกเขาสัมผัสได้อย่างรวดเร็วถึงพลังการสะกดจิตชี้นำที่ไม่ปกติ ซึ่งแฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้
แม้พวกเขาจะไม่มีพลังเวทที่จะทำแบบเดียวกันได้ แต่พวกเขาก็ยังพอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ และเข้าใจว่ามันแฝงความหมายใดไว้!
นี่มัน... อาคมของแท้ที่สามารถแสดงอานุภาพท่ามกลางฝูงชนได้เลยนะ!
เมื่อนำมาเทียบกับเทคนิคการสะกดจิตชี้นำในห้องมืดเป็นเวลานานของพวกเขาแล้ว... มันช่างแตกต่างกันราวกับแสงหิ่งห้อยเทียบกับแสงตะวันเลยทีเดียว!
“อมิตาภพุทธ นี่คือคติธรรมเตือนใจโลก!”
พระเถระวัยเจ็ดแปดสิบปีรูปหนึ่งเบิกตากว้าง จ้องมองไต้ซือหยวนฉือเขม็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนความปรารถนาอย่างแรงกล้า
นักพรตเฒ่าหลายท่านก็กำแส้หางม้าในมือแน่น พึมพำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นไปได้อย่างไร
ในสายตาของพวกเขา บทสวดมนต์ที่ไต้ซือหยวนฉือเพิ่งจะสวดจบไปนั้น ถือเป็นการใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ในการถ่ายทอดธรรมที่พวกเขาเคยเห็นแต่ในคัมภีร์โบราณเท่านั้น!
เมื่อซูผิงเห็นว่าได้จังหวะเหมาะ เขาก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีก ในท่อนสุดท้ายของบทสวดมนต์ เขาเดินพลังอาคมขยายเสียงอย่างเต็มกำลัง และเพิ่มระดับเสียงให้ดังกึกก้อง
ส่งผลให้เสียงสวดมนต์ท่อนสุดท้ายของไต้ซือหยวนฉือ ดังกังวานราวกับสวรรค์และโลกกำลังสั่นสะเทือน ก้องกังวานอยู่ในหูของผู้คนทั้งในและนอกวัด
เมื่อเสียงนั้นกระแทกเข้าสู่กลางใจ ก็ทำให้ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนขนลุกซู่ไปทั้งตัว รู้สึกได้เพียงว่านี่คือโองการจากสวรรค์เบื้องบน!
หลังจากสวดมนต์จบหนึ่งบท เสียงตามสายก็เริ่มเปิดวนซ้ำ
เมื่อขาดพลังเวทคอยสนับสนุน อานุภาพของมันก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
แต่งานพิธีในสถานที่จริงกลับยิ่งทวีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยผลจากอาคมก่อนหน้านี้ ผนวกกับสัญชาตญาณการทำตามกันของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม
ทั้งวัดต้าฉือต้าเปยจึงตกอยู่ในสภาวะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์
มีผู้คนไม่น้อยที่เริ่มสวดมนต์คล้อยตามเสียงตามสาย
ในโลกแห่งเจตจำนงอันสับสนวุ่นวายที่คนธรรมดามองไม่เห็น กระทั่งผู้ฝึกตนเองก็มองไม่เห็น ทำได้เพียงอาศัยค่ายกลสยบมารวัชระในการสัมผัสได้เพียงเลือนราง
เมื่อค่ายกลขับไล่สิ่งชั่วร้ายเริ่มทำงาน พลังศรัทธาในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายของผู้คนนับหมื่นที่อยู่ภายใต้อาณาเขตของค่ายกล ก็ถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นอักขระอาคมพุ่งเข้ากระแทกซากสิ่งชั่วร้ายในอุปกรณ์เวทผนึกอย่างต่อเนื่อง
ซูผิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ขอเพียงมีศิลาปราณหล่อเลี้ยง ค่ายกลขนาดใหญ่นี้ก็สามารถทำงานบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้เป็นอย่างดี
และไม่ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดใดๆ ขึ้น
ซูผิงหันไปมองไต้ซือหยวนฉือ
ในช่วงพักเที่ยง ท่านถูกบรรดาสหายธรรมเข้ามารุมล้อม
และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ไต้ซือหยวนฉือจะต้องงัดทักษะการเล่นคำใบ้อันช่ำชองออกมาใช้
ท่านบอกเพียงว่าไม่ต้องตื่นเต้นตกใจไป นี่เป็นเพียงวิชาที่เป็นรากฐานสำคัญอันเก่าแก่ของวัดต้าฉือต้าเปยเท่านั้นเอง!
ท่านยังบอกอีกว่า ท่านเชื่อมั่นว่าในสำนักเก่าแก่อื่นๆ ก็ย่อมมีรากฐานแบบนี้ซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน!
จนกระทั่งงานพิธีในช่วงพลบค่ำสิ้นสุดลง และเข้าสู่ช่วงพักผ่อนอีกครั้ง
ข่าวคราวเกี่ยวกับงานพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายของวัดต้าฉือต้าเปยก็เริ่มแพร่กระจายออกไป
ผู้คนเริ่มรับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่าไต้ซือหยวนฉือ ได้จัดงานพิธีขึ้นเพื่อขอยืมพลังจากผู้คนไปทำลายล้างซากของสิ่งชั่วร้าย
บางคนก็สงสัยว่าพระรูปนี้คงจะอ่านนิยายมากเกินไป
บางคนก็รู้สึกว่าเจตนาดี ดูเหมือนเป็นการเชิญชวนให้คนทำความดี
บางคนก็ไปสืบประวัติของไต้ซือหยวนฉือ แล้วก็ทำให้เกิดกระแสชื่นชมสลับกับคอมเมนต์ที่บอกว่านี่ต้องเป็นเรื่องหลอกลวงแน่ๆ
นอกจากนี้ยังมีคนทำสรุปเนื้อหาคร่าวๆ หรือแม้แต่ตัดต่อภาพขำขันออกมา ซึ่งก็ช่วยเพิ่มกระแสโปรโมตได้อีกทางหนึ่ง
บทสวดมนต์และคำกล่าวนำของไต้ซือหยวนฉือ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าตอนนี้ซูผิงจะยังไม่สามารถรวบรวมพลังศรัทธาจากคนเหล่านั้นได้
แต่นี่ก็คือจุดเริ่มต้น คือการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า
ขอเพียงพวกเขาได้รับรู้เรื่องราวนี้ ได้ดูข่าวหรือบทสนทนา ในใจก็จะเกิดเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องราวของสิ่งชั่วร้ายขึ้นมาแล้ว
การสร้างจากศูนย์ไปสู่การมีอยู่ มักจะเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดเสมอ
เมื่อตกดึก งานพิธีของวัดก็ควรจะเลิกรา เพื่อเตรียมตัวจัดงานต่อในวันพรุ่งนี้
ทว่าด้านนอกอุโบสถหลักกลับมีผู้คนต่อคิวยาวเหยียด รอคอยที่จะเข้าไปสวดมนต์ขอพรช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายทีละกลุ่ม เพื่อรับการอำนวยพรจากไต้ซือหยวนฉือ
สิ่งที่ทำให้พระภิกษุบางส่วนประหลาดใจก็คือ พวกเขาพบว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้มีแค่ผู้ศรัทธา แต่สหายธรรมที่มาร่วมงานหลายรูปก็มาร่วมต่อคิวด้วย
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจ ดูเหมือนว่าหลังจากผ่านงานพิธีในครั้งนี้ไป
ชื่อเสียงของวัดต้าฉือต้าเปยคงจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแน่นอน
กระบวนการดูดซับพลังศรัทธาของอุโบสถหลักก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ซูผิงก็ทิ้งฝูงหนูที่เพิ่งควบคุมได้ใหม่บางส่วนไว้รอบๆ ภูเขาที่ตั้งของวัด
ก่อนจะละสายตา และเดินทางออกจากทุ่งนาแห่งคุณงามความดีผืนนี้
เขาเชื่อว่าไต้ซือหยวนฉือเป็นคนเก่งและเป็นคนดี
ท่านจะต้องดูแลทุ่งนาแห่งคุณงามความดีผืนนี้ได้เป็นอย่างดี เพื่อต่อสู้สร้างอนาคตอันสดใสให้ทั้งตัวเองและพุทธวาสนาในวันข้างหน้าของท่านอย่างแน่นอน!
…………
ในเวลาเดียวกัน ที่แคว้นนีเอ่อร์ปัว กลุ่มของประธานหวงก็ใช้เงินและกลิ่นอายความลี้ลับนำทาง จนสามารถสานสัมพันธ์อันดีกับผู้นำศาสนาในท้องถิ่นผู้ครอบครองวัดและที่ดินผืนใหญ่ได้สำเร็จ
ผู้นำศาสนาท่านนี้เป็นประเภทบวชกลางคน หน้าที่หลักคือถูกเชิดขึ้นมานั่งรับตำแหน่งไว้บังหน้าเท่านั้น
ในนามของเขามีที่ดินอยู่มากมาย แต่ผลผลิตจากที่ดินเหล่านั้นถูกบริษัทใหญ่เหมาสัมปทานไปหมดแล้ว ส่วนแบ่งที่เขาได้รับ แม้ในสายตาคนนอกจะดูว่ามากพอแล้ว
แต่เมื่อได้ออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้าง ผู้นำศาสนาท่านนี้ก็ย่อมมีความโลภอยากได้เพิ่มอีกเป็นธรรมดา
เพียงแต่ผู้ศรัทธาในเมืองเจียเต๋อนั้นยากจนข้นแค้นเกินกว่าจะรีดไถอะไรได้อีกแล้ว!
เขาเป็นคนขี้ขลาด จึงได้แต่จำใจปล่อยผ่านไป
แต่พอรู้ว่าจะสามารถใช้ผู้ศรัทธาเหล่านั้นมาแลกเป็นรายได้เสริมก้อนโตได้
ผู้นำศาสนาท่านนี้ก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขัดใจอยู่บ้างก็คือ เมื่อเหล่าผู้ศรัทธาทราบว่าจะต้องไปกราบไหว้ภูตผีเทพยดาของชาวตะวันออก
พวกเขากลับแสดงความตื่นเต้นและกระตือรือร้นยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก!
แต่เมื่อคิดดูดีๆ มันก็จริงของพวกเขา ภูตผีเทพยดาของอีกฝ่ายน่ะ ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงขั้นกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธได้เลยนะ!
แล้วบรรดาผู้นำศาสนาอย่างพวกเขา มีใครกล้ายืดอกรับประกันบ้างว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนกราบไหว้อยู่ จะสามารถทำแบบเดียวกันได้?
อย่าเห็นว่าพวกผู้ศรัทธาดูหัวอ่อน นอกจากคนส่วนน้อยที่ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ใครบ้างจะไม่มีแผนการอยู่ในใจ?
สัจธรรมที่เรียบง่ายและเป็นที่ประจักษ์ชัดที่สุดในโลกใบนี้ ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนศักดิ์สิทธิ์กว่า คนก็ไปศรัทธาสิ่งนั้นแหละ ไม่ใช่หรือ?
“ดีมาก เยี่ยมเลย ทั้งสองทางต่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น”
“หลังจากนี้ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการค่อยๆ สะสมคุณงามความดี และสะสมทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรแล้วสินะ”
หลังจากซูผิงใช้หนูสอดแนมจนมั่นใจว่าทางฝั่งแคว้นนีเอ่อร์ปัวก็ราบรื่นดี เขาก็หมดห่วง และเลือกที่จะเดินทางกลับสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ณ หมู่ตึกหลิ่นเยว่
การเดินทางออกไปในครั้งนี้ ซูผิงใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าปกติเล็กน้อย
ตอนที่ไปเกลี้ยกล่อมไต้ซือหยวนฉือ ซูผิงเลือกที่จะทำสมาธิข้ามคืนอยู่ภายในวัดมายาดุจฝันของถ้ำสวรรค์ในกาน้ำโดยตรง
ถือเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของสิ่งปลูกสร้างหลักแห่งนี้ไปในตัว
ในแง่ของความรู้สึกในการยกระดับการฝึกตนนั้น ย่อมเทียบไม่ได้กับศาลาชมจันทร์ฟังหลิวซึ่งอยู่ระดับหายาก
แต่ค่ายกลถามใจของวัดมายาดุจฝันก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ครั้งแรกที่ซูผิงต้องเผชิญหน้ากับเหล่าภูตผีปีศาจจากทั่วทุกมุมโลก และต่อมาก็มีแม้กระทั่งตัวประหลาดไร้นามที่เขาเคยฝันร้ายเห็นตอนเด็กๆ โผล่มา ซูผิงก็ทนได้แค่หนึ่งชั่วยามก่อนจะต้องจำใจปิดการทำงานของมัน
แต่หลังจากเจอภาพพวกนี้บ่อยเข้า จิตใจของเขาก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น จนตอนนี้สามารถยืนหยัดต้านทานได้นานถึงสองชั่วยามโดยไม่หวั่นไหวแล้ว
ซูผิงเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้เขาต้านทานคำสาป หรือวิชาอาคมที่โจมตีทางจิตวิญญาณได้ในอนาคต
เมื่อผู้ดูแลหมู่ตึกหลิ่นเยว่เห็นซูผิงกลับมา ก็รีบพุ่งเข้ามาหาราวกับได้ที่พึ่งพิง เขารีบนำเอกสารที่สะสมมาหลายวันมามอบให้ซูผิงทันที
ซูผิงสั่งให้ทุกคนออกไป ก่อนจะนั่งอ่านเอกสารในห้องหนังสืออย่างใจเย็น
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน!
สำนักเซียนก็มีข่าวเรื่องสัตว์อสูรหลุดรอดออกไปอาละวาดในดินแดนมนุษย์อีกแล้ว
แน่นอน ข่าวดีก็คือสัตว์อสูรในครั้งนี้ไม่ได้ปรากฏตัวในเส้นทางเมืองจินเชวี่ยของเขา แต่ไปโผล่ที่พื้นที่อื่นแทน
ส่วนข่าวร้ายก็คือ มีผู้อพยพหนีตายหลั่งไหลเข้ามาที่เมืองจินเชวี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งจวนเจ้าเมืองและตระกูลจี้ต่างก็เข้ามารายงานว่า หากยังคงเปิดรับผู้อพยพต่อไปเช่นนี้ เสบียงอาหารของพวกเขาจะรองรับไม่ไหวแล้ว!
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ผลผลิตทางการเกษตรก็มีหลักประกันที่มั่นคง
ผนวกกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ล้วนมีพละกำลังล้นเหลือ แต่ละคนล้วนเป็นเกษตรกรชั้นยอด
ในสถานการณ์ปกติ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่
แต่นั่นหมายถึงใน ‘สถานการณ์ปกติ’
ปัญหาของสำนักเซียนไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นในปีนี้ เพียงแต่ว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆ มันถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วต่างหาก
การปรากฏตัวของซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง ไม่ได้ดึงดูดแค่เหล่าผู้ฝึกตนให้มารวมตัวกันเท่านั้น
แต่ยังทำให้หมู่บ้านเกษตรกรรมในบริเวณใกล้เคียงต้องถูกทิ้งร้างไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ยังมีการเกณฑ์แรงงานจำนวนมหาศาลไปขุดลอกคูคลอง หรือตัดไม้ทำลายป่า
ผสมโรงกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังมีสัตว์อสูรมาช่วยซ้ำเติมอีก
ถ้าเสบียงอาหารยังพอกินสิ ถึงจะเรียกว่าผิดปกติ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ก็มักจะทำตัวสูงส่งเหนือคนธรรมดา ทรัพยากรของพวกเขาเองก็ยังรู้สึกว่าไม่พอใช้เลย ใครมันจะยอมเสียเวลาอันมีค่ามาลงแรงทำเพื่อชาวบ้านกันล่ะ
ครืน!
จู่ๆ เมืองจินเชวี่ยก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก
ทีแรกซูผิงก็ไม่ได้ใส่ใจกับฝนตกหนักครั้งนี้นัก
จนกระทั่งฝนห่าใหญ่นี้ตกติดต่อกันถึงสามวันสามคืน พร้อมกับข้อมูลข่าวสารมากมายที่ทยอยส่งเข้ามา
ซูผิงถึงได้ตระหนักว่า ฝนห่านี้มันผิดปกติ!
[จบแล้ว]