- หน้าแรก
- ระบบยอดนักตกปลา ข้าแค่อยากหนีมาปลีกวิเวก ไหงกลายเป็นมหาเซียนไปได้
- บทที่ 60 - ขั้นหลอมปราณระดับหก ต้นฮวายดำ!
บทที่ 60 - ขั้นหลอมปราณระดับหก ต้นฮวายดำ!
บทที่ 60 - ขั้นหลอมปราณระดับหก ต้นฮวายดำ!
บทที่ 60 - ขั้นหลอมปราณระดับหก ต้นฮวายดำ!
เมื่อเห็นนักพรตน้อยโจวเสวียนกระตือรือร้น และริเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในเส้นทางการหลอมโอสถเช่นนี้
ซูผิงก็รู้สึกปลื้มปีติอยู่ในใจ
หลังจากนั้น ในการบำเพ็ญเพียรรอบถัดมา ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะช่วงเวลานี้เขามีอารมณ์เบิกบานใจ
ซูผิงจึงรู้สึกได้ว่าพลังเวทในร่างกายเริ่มเคลื่อนไหว ในห้วงความคิดก็ราวกับมีความเข้าใจลางๆ บางอย่างเพิ่มขึ้นมามากมาย
“ช่วงเวลาแห่งการทะลวงคอขวดมาถึงเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
“แต่นี่ก็อยู่ในความคาดหมายล่ะนะ ความหนาแน่นของพลังวิญญาณในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขตสายนอกเลย แถมข้ายังเติมเต็มโอสถกับเนื้อสัตว์อสูรตั้งมากมายทุกวัน... ต่อให้เป็นศิษย์สายในก็คงไม่ได้รับการปรนนิบัติแบบนี้หรอก”
ซูผิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากทำจิตใจให้สงบแล้ว ความเร็วในการโคจรพลังเวทในร่างกายก็เริ่มเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ในเมื่อมันเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนบังคับ นั่นก็แสดงว่าการขัดเกลาในขั้นหลอมปราณระดับห้าของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว
เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องกดทับไว้ไม่ยอมทะลวงอีกต่อไป!
ตูม!
ซูผิงโคจรพลังเวทอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขารู้สึกเพียงว่าอุปสรรคบางอย่างในร่างกายพลันถูกทำลายลง
ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นวูบหนึ่ง ซูผิงสัมผัสได้ถึงขีดจำกัดพลังเวทในร่างกายที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงห้าส่วน
เขาเพียงแค่กางมือออกและใช้วิชาควบคุมสิ่งของ กระถางต้นไม้หนักหลายสิบกิโลกรัมในห้องก็ลอยขึ้นกลางอากาศทันที
“ขั้นหลอมปราณระดับหก ไม่เพียงแต่จะมีพลังเวทที่ล้ำลึกขึ้น แต่เวลาใช้วิชาอาคมก็ยังราบรื่นขึ้นมาก”
“ในบรรดาศิษย์สายนอก ผู้ที่สามารถบรรลุถึงขั้นหลอมปราณระดับหกได้นั้นถือว่าก้าวข้ามคนส่วนใหญ่ไปแล้ว และห่างจากระดับหลอมปราณตอนปลายที่สามารถรับตำแหน่งจื๋อสื้อสายนอกได้เพียงแค่ระดับย่อยเดียวเท่านั้น!”
“วันนี้สมควรแก่การเฉลิมฉลองสักหน่อย!”
“อืม... งั้นมาเปิดกาชาปลาสิบใบติดกันก่อนก็แล้วกัน!”
ซูผิงเอนหลังพิงเตียง หยิบสุรากระดูกพยัคฆ์ขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะนำปลาชิงอวี๋ใหญ่ยี่สิบตัวไปแลกเป็นเหรียญตกปลา 100 เหรียญ
จากนั้นเขาก็กดเปิดการสุ่มสิบครั้งติดต่อกัน ที่คราวก่อนไม่ได้ตัดใจสุ่มออกมา!
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
การสุ่มสิบครั้งในคราวนี้ได้ของธรรมดาแปดชิ้น และของหายากสองชิ้น ก็นับว่าดีกว่าครั้งก่อนที่ได้ของหายากแค่ชิ้นเดียวที่เป็นการันตีอยู่บ้างเล็กน้อย
[ต้นฮวายดำ, สิ่งปลูกสร้างพิเศษ, ระดับคุณภาพ: หายาก, ใช้เฉพาะในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำ, หลังจากจัดวางจะเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศรอบข้างเล็กน้อย, สามารถนำปลาที่ตกได้มาเซ่นไหว้ได้ทุกๆ เจ็ดวัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับรางวัลที่ยังไม่ทราบแน่ชัด]
[วัดฝูฮวารูเมิ่ง, สิ่งปลูกสร้างหลัก, ระดับคุณภาพ: หายาก, ใช้เฉพาะในถ้ำสวรรค์ในกาน้ำ, หลังจากจัดวางจะสามารถเพิ่มผลผลิตพลังวิญญาณได้เล็กน้อย]
“สิ่งปลูกสร้างหลักงั้นหรือ? งั้นตอนนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์สิ?”
“ต้นฮวายดำนี่ดูแล้วมีบรรยากาศเดียวกับสุสานฝังกระดูกเลย เอาไปตั้งเป็นเพื่อนกันก็คงจะดี”
ซูผิงเรียกต้นฮวายดำออกมา ก็พบว่านี่คือต้นไม้ใหญ่ที่มีความสูงอย่างน้อยหนึ่งร้อยเมตร อีกทั้งบนเปลือกไม้ทุกทิศทางยังมีใบหน้าของหญิงชราขนาดยักษ์ที่ทำหน้าอมทุกข์ปรากฏอยู่
ทำให้ซูผิงสงสัยอย่างหนักว่าต้นแบบของสิ่งปลูกสร้างพิเศษนี้ คงจะเป็นท่านยายปีศาจต้นไม้ในเรื่องโปเยโปโลเยเป็นแน่
ไม่รู้เหมือนกันว่ารางวัลที่ไม่ทราบแน่ชัดนั้นจะเป็นอะไร... โถอัฐิที่สามารถใช้เรียกอสูรและภูตผีปีศาจออกมาได้งั้นหรือ?
ถ้าเป็นโถอัฐิที่สามารถอัญเชิญปีศาจทรงพลังออกมาได้ล่ะก็ ตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้หรอกนะ
ฟุ่บ!
ต้นฮวายดำสูงร้อยเมตรปรากฏขึ้นข้างสุสานฝังกระดูก เรือนยอดอันสูงใหญ่และอุดมสมบูรณ์ของมันบดบังเนินดินของสุสานฝังกระดูกไปกว่าครึ่ง
ในเวลานี้ หากไปยืนอยู่บนเนินดินของสุสานฝังกระดูก
ก็จะได้เห็นสุสานที่มีกลิ่นอายความตายอันหนาวเหน็บ รวมถึงต้นฮวายหน้าคนขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังสุสานซึ่งบดบังทัศนวิสัยไปจนมิด
ยิ่งประกอบกับหมอกหนาทึบรอบๆ และภูตผีวิญญาณเร่ร่อนที่ส่งเสียงร้องโหยหวนเหมือนผีสางเทวดา
สถานที่แห่งนี้ช่างดูมีบรรยากาศมืดมนน่าสะพรึงกลัว เหมือนกับรังของบอสตัวร้ายสุดๆ ไปเลย
โชคดีที่ซูผิงได้เตรียมตัวตนปลอมที่เข้ากับบรรยากาศแบบนี้เอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
ผู้ฝึกตนวิชามารเฒ่า นักพรตหนู!
เมื่อเทียบกับเซียนตกสวรรค์ที่ดูมีวาสนากับอารามตงหวัง และมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะ
ซูผิงลอบคิดว่าภาพลักษณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรวิชามารนั้น จะทำให้พวกเศรษฐีที่จะต้องติดต่อด้วยในภายภาคหน้า รู้จักกฎเกณฑ์ รู้จักกาลเทศะ และมีเหตุผลขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
ท้ายที่สุดแล้ว ก็มักจะมีคนที่อดรนทนไม่ได้คิดว่าวิญญูชนนั้นสามารถหลอกลวงได้ด้วยหลักการ และมักจะเอาปืนไปจ่อหัวคนซื่อเสมอ
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกคนพาลที่กล้าลงไม้ลงมือโดยไม่ถามไถ่เหตุผล พวกเขากลับเลือกที่จะเข้าไปเอาอกเอาใจ และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราแก้ต่างให้คนพาลเหล่านั้นเสียอย่างนั้น
ซูผิงสวมหน้ากากสีขาวที่มีลวดลายหนูซึ่งวาดด้วยหมึกดำ และกระตุ้นหยกจำหลักลวงตาที่เอวเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนเอง
ชั่วพริบตา ชายชราที่หลังค่อมงกเงิ่น สวมหน้ากากลายหนูที่ปกปิดใบหน้าจนมิด ถือไม้เท้า ดูเหมือนคนแก่ใกล้ตาย แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่กลิ่นอายอันเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนหวาดกลัวอย่าง 'นักพรตหนู' ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในห้องนอนหลักของศาลาชมจันทร์ฟังหลิว
ซูผิงสำรวจภาพลักษณ์ใหม่ของตัวเอง จัดการแก้ไขรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ:
“ระดับของหยกจำหลักลวงตานี้ออกจะต่ำไปสักหน่อย หลอกได้ก็แค่พวกผู้ฝึกตนอิสระขั้นหลอมปราณระดับหนึ่งระดับสองและพวกคนธรรมดาเท่านั้น หากเป็นผู้ที่มีระดับการฝึกตนสูงกว่านี้ ก็จะมองออกทันทีว่าข้าปลอมตัวมา”
“แต่เอาไว้ใช้บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ต่อให้ถูกกล้องวงจรปิดหรือดาวเทียมถ่ายติด ก็ไม่มีใครจำตัวตนที่แท้จริงของข้าได้หรอก”
“พวกเขาจะไปตามหาตัวผู้ฝึกตนวิชามารที่ชื่อนักพรตหนู ซึ่งดูเหมือนตาเฒ่าใกล้ตายที่กำลังร้อนรนหาผู้สืบทอดแทนต่างหาก!”
“เกี้ยก เกี้ยก เกี้ยก!”
หลังจากซูผิงในคราบนกพรตหนูลองหัวเราะด้วยเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวร้ายดูแล้ว เขาก็เดินไปยังสุสานฝังกระดูกด้วยความพึงพอใจ
พลังงานที่สะสมอยู่ในสุสานฝังกระดูกนั้น มากพอที่จะใช้เรียกภูตผีออกมาได้แล้ว
ซูผิงเลือกอัญเชิญออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นเขาก็เห็นวิญญาณเร่ร่อนรูปร่างคล้ายดวงไฟสีฟ้า ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากดินสีดำใต้เท้า
หลังจากนั้นดวงไฟสีฟ้านี้ก็ขยายตัวและเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็กลายเป็นภูตผีวิญญาณสีฟ้าโปร่งแสงที่หน้าตาคล้ายกับยักษ์จินนี่ในตะเกียงวิเศษ
ภูตผีวิญญาณตนนี้ดูเหมือนผีตายโหงที่แลบลิ้นยาว ใบหน้าเลือนรางจนแยกเพศไม่ออก ท่อนบนสวมชุดสำหรับคนตาย ส่วนท่อนล่างกลับเป็นดวงไฟผีที่กำลังลุกโชนและม้วนตัวไปมา
“เรี่ยวแรงพอๆ กับคนธรรมดา นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วก็ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย แถมยังถูกโจมตีด้วยการโจมตีทางกายภาพจนสลายไปได้อีกต่างหาก...”
“หมายความว่า นอกจากเอาไว้ใช้งานจับกังแล้ว ก็ทำได้แค่เอาไว้ตั้งโชว์งั้นหรือ?”
“แต่ในเมื่อมันเป็นแค่ของแถมจากสิ่งปลูกสร้างระดับหายาก แถมต้นทุนก็ต่ำขนาดนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ล่ะนะ”
ซูผิงปรายตามองไปที่ต้นฮวายดำ
เมื่อเทียบกับของแถมจากสุสานฝังกระดูกแล้ว ของรางวัลจากสิ่งปลูกสร้างพิเศษนี้น่าคาดหวังกว่ามาก
แต่ว่า... ตอนนี้เขาไม่มีปลาที่ตกได้ในระดับหายากเลย ต่อให้มี เขาก็คงไม่ฟุ่มเฟือยขนาดที่จะเอามันมาแลกกับของรางวัลหรอก
ดังนั้น ก็คงทำได้แค่หวังว่าปลาชิงอวี๋ใหญ่จะสามารถแลกของดีๆ ออกมาได้บ้างสินะ?
หลังจากระดับเพิ่มขึ้น อัตราการตกได้ปลาชิงอวี๋ใหญ่ก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซูผิงจึงไม่รู้สึกเสียดายสักเท่าไหร่ถ้าต้องเสียมันไปสักตัวสองตัว
ต้นฮวายดำต้องการเพียงแค่ตัวเดียวต่อครั้ง
ซูผิงไม่มีวิธีเอาปริมาณเข้าสู้เพื่อแลกกับคุณภาพ จึงทำได้เพียงหยิบปลาชิงอวี๋ใหญ่ออกมาตัวหนึ่งแล้วโยนให้ต้นฮวายดำ
ฟุ่บ!
ใบหน้าคนตรงกลางต้นฮวายดำอ้าปากออกเล็กน้อย ก่อนจะพ่นกิ่งก้านสีดำสนิทออกมาหลายเส้นรัดปลาชิงอวี๋ใหญ่ที่ยังลอยอยู่กลางอากาศเอาไว้ แล้วรีบลากมันกลับเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
เสียงเคี้ยวกรุบกรับชวนเสียวฟันดังขึ้น
เมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งถูกพ่นออกมา และค่อยๆ ลอยมาอยู่ตรงหน้าซูผิง
[เมล็ดพันธุ์ต้นไม้ประหลาด, ไอเทมใช้แล้วทิ้ง, ระยะทำการ: สิบเมตร, เมื่อใช้งานจะทะลวงการป้องกันที่ต่ำกว่าระดับสามของเป้าหมาย และสร้างเถาวัลย์ประหลาดขึ้นในร่างกายของเป้าหมายในชั่วพริบตา, เถาวัลย์จะสุ่มสร้างสถานะผิดปกติสามอย่าง ได้แก่ พิษร้ายแรง ดูดเลือด หรืออัมพาต, สถานะจะคงอยู่จนกว่าจะถูกกำจัด หรือพลังชีวิตของเป้าหมายเหลือศูนย์]
“ของชิ้นนี้น่าสนใจแฮะ!”
หลังจากอ่านคำอธิบายจบ ดวงตาของซูผิงก็ทอประกายวาบ
หากนำมาใช้ร่วมกับพลังการต่อสู้ในฐานะผู้ฝึกตนสายชำระกายาของเขาแล้ว หากเข้าไปประชิดตัวคู่ต่อสู้ได้ ต่อให้เมล็ดพันธุ์ต้นไม้นี้จะกระจอกแค่ไหน อย่างน้อยมันก็สามารถขัดจังหวะของอีกฝ่ายได้ทันที
ในการประลองชี้เป็นชี้ตาย ความผิดพลาดเพียงชั่วพริบตานั้น ก็เพียงพอที่จะให้ผู้ฝึกตนสายชำระกายาต่อยได้หลายสิบหมัด หรือฟันได้หลายสิบดาบแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า หากเจอสถานการณ์พิเศษบางอย่าง อย่างเช่นตอนที่ยอดฝีมือสักคนกำลังควบคุมค่ายกลเพื่อปล่อยท่าไม้ตาย
ในเวลานั้นถ้าโยนไอ้นี่ให้อีกฝ่ายสักเม็ด อีกฝ่ายจะไม่ถูกท่าไม้ตายสะท้อนกลับจนบาดเจ็บสาหัสในทันทีหรอกหรือ?
[จบแล้ว]