- หน้าแรก
- กลายเป็นอมตะ: เริ่มต้นด้วยการมีโชคสะท้านฟ้า
- บทที่ 411 เทพีแห่งจันทราและความลับของราชสำนักโบราณ!
บทที่ 411 เทพีแห่งจันทราและความลับของราชสำนักโบราณ!
บทที่ 411 เทพีแห่งจันทราและความลับของราชสำนักโบราณ!
บทที่ 411 เทพีแห่งจันทราและความลับของราชสำนักโบราณ!
ซากปรักหักพังราชสำนักโบราณ
เจียงหยวนลูบท้องของตนเอง
“ช่างสบายตัว!”
ตอนนี้มังกรวารีทมิฬตรงหน้าเขาได้กลายเป็นกระดูกแห้งกองหนึ่งไปแล้ว
หลังจากเย่ฉานซีทะลวงขั้นสำเร็จ เจียงหยวนและเย่ฉานซีได้กลืนกินพลังต้นกำเนิดของถ้ำสวรรค์ที่เหลืออยู่
แล้วจึงเริ่มต้นงานเลี้ยงเนื้อย่าง
ภายใต้การแสดงฝีมือเต็มที่ของเจียงหยวน เนื้อของมังกรวารีทมิฬเก้าในสิบส่วนได้ตกลงสู่ท้องของเขา
เนื้อของมังกรวารีนั้นเหนียวและอร่อยเป็นพิเศษ ทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
การยกระดับขอบเขตและพลังบำเพ็ญเพียรยิ่งทำให้เขาพึงพอใจอย่างมาก
【ขอบเขต】 : ระดับถ้ำสวรรค์ขั้นที่สี่ (46.86%)
นี่คือการยกระดับที่มังกรวารีทมิฬมอบให้เขา
สำหรับเจียงหยวนในตอนนี้ เผ่าอสูรถือว่าเต็มไปด้วยสมบัติ
การสังหารสามารถได้รับพลังแห่งบุญกุศล
รากฐานถ้ำสวรรค์สามารถเสริมความแข็งแกร่งของถ้ำสวรรค์ตนเองให้หนาแน่นขึ้น
เนื้อสามารถเสริมสร้างร่างกายและส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของพลังบำเพ็ญเพียร
ในขณะนั้น เจียงหยวนมองดูปราณหมอกสีทองที่ค่อยๆปรากฏขึ้นบนตัวของเย่ฉานซี
โอ้! วันใหม่มาถึงแล้ว!
เจียงหยวนคิดในใจอย่างเงียบๆ
ในวินาทีต่อมา
จิตของเขาเคลื่อนไหว ปราณหมอกสีทองบนตัวคนทั้งสองถูกเขารวบรวมและดูดซับทันที
พลังแห่งโชคชะตา+100
พลังแห่งโชคชะตา+10
พลังแห่งโชคชะตา 110 หน่วยเพิ่มขึ้นบนหน้าต่างสถานะในทันที จากนั้นเจียงหยวนเคลื่อนจิตอีกครั้ง
พลังแห่งโชคชะตายี่สิบหน่วยหายไปจากหน้าต่างสถานะ และหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งโชคชะตาระดับสูงที่มีเพียงเมล็ดเดียว
เมื่อเห็นพลังแห่งโชคชะตายี่สิบหน่วยนี้ราวกับหินที่จมลงสู่ทะเลไม่ก่อให้เกิดคลื่นใดๆ เจียงหยวนก็อดถอนหายใจเล็กน้อยไม่ได้
ความเร็วในการหล่อเลี้ยงแบบนี้มันช้าเกินไป!
เวลาไม่เคยรอใคร!
เขาเคลื่อนจิตเล็กน้อย ขับเคลื่อนเจตจำนงของตนเอง แต่หน้าต่างสถานะยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ เจียงหยวนก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป
คุณสมบัติพิเศษที่เขาต้องการไม่ได้เกิดขึ้นตามเจตจำนงของเขา
ในตอนนี้เย่ฉานซีลุกขึ้นยืนและตบกระโปรงด้านหลังของนางเบาๆ
“ไปกันเถอะ! ไปที่ตำหนักของเทพีแห่งจันทรากับข้า!”
เจียงหยวนลุกขึ้นยืนตาม
“ตกลง!”
วินาทีต่อมา ทั้งสองมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
แม้เจียงหยวนจะไม่รู้ว่าตำหนักของเทพีแห่งจันทราอยู่ที่ไหน!
แต่เย่ฉานซีรู้ชัดเจน ราวกับที่เขาสามารถมองเห็นตำแหน่งของเมล็ดพันธุ์ต้นไม้โลกได้
ครึ่งวันต่อมา
ทั้งสองปรากฏตัวอยู่หน้าพระราชวังแห่งหนึ่ง
แตกต่างจากตำหนักของเทพไม้โดยสิ้นเชิง พระราชวังแห่งนี้ดูหรูหรากว่ามาก
และยังดูเงียบสงบ วัสดุที่ใช้สร้างก็แตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงแล้ว!”
เย่ฉานซียืนอยู่หน้าประตูพระราชวัง พึมพำเบาๆ
เจียงหยวนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นประตูพระราชวังสูงหลายจ้างสลักลวดลายภูเขา ต้นไม้ สัตว์ปีก และสัตว์ร้ายเต็มไปหมด
เหนือสัตว์ปีกและต้นไม้สลักรูปจันทราอันบริสุทธิ์ไว้ดวงหนึ่ง
จันทราดวงนี้ดูราวกับเป็นของจริง มีแสงจันทร์อันเย็นยะเยือกสาดส่องลงมายังหน้าประตูพระราชวัง
เจียงหยวนสำรวจพระราชวังเบื้องหน้าอย่างเงียบๆ
ฝ่ามือของเย่ฉานซีค่อยๆวางลงบนประตูใหญ่
เหนือศีรษะของนางพลันปรากฏภาพแปลกประหลาดขึ้นในทันที ดวงจันทร์บริสุทธิ์ค่อยๆลอยขึ้น มีแสงจันทร์สาดส่องลงมาจากเหนือศีรษะของนาง
โครม—
เสียงก้องกังวานดังขึ้นในหูของเจียงหยวน พื้นใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนเบาๆ
วินาทีต่อมา เขาเห็นประตูบานใหญ่ตรงหน้าค่อยๆเปิดออก จากช่องประตู เจียงหยวนมองเห็นห้วงอวกาศนอกพิภพ
นั่นคือความมืดมิดและความรกร้างอันไร้ขอบเขต
ไม่ถูกต้อง!
สายตาของเจียงหยวนหรี่ลงทันที
เมื่อประตูพระราชวังเปิดออก เขาไม่ได้เห็นความมืดมิดและความรกร้าง
มีทางช้างเผือกอันเจิดจรัสส่องสว่างขึ้นที่หน้าประตูค่อยๆรวมตัวกันเป็นถนนกว้างใหญ่
ทางช้างเผือกทอดยาวสู่ห้วงลึกของดวงดาว
“ไปกันเถอะ!”
เย่ฉานซีกล่าวอย่างเรียบเฉย
นางยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
เจียงหยวนเห็นดังนั้นจึงรีบตามไปติดๆ
ทันทีที่ก้าวข้ามประตูพระราชวัง เจียงหยวนก็เห็นหญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทันที
สายตาของเจียงหยวนจ้องเขม็งขึ้น
จากหญิงสาวผู้นี้ เจียงหยวนสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา
นี่คือปีศาจเฒ่าที่อยู่มานับไม่ถ้วนปีหรือ?
จากนั้นเขาส่ายหน้าช้าๆในใจ
ไม่ใช่!
ไม่ใช่ปีศาจเฒ่า
มันเป็นหุ่นเชิดเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับทหารสวรรค์เกราะเงิน หุ่นเชิดนี้แตกต่างออกไปมากและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ราวกับคนมีชีวิตจริงๆ
หญิงสาวโค้งคำนับให้เย่ฉานซีและเจียงหยวนอย่างสง่างาม
“คารวะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งสอง ขอท่านผู้ทรงเกียรติทั้งสองโปรดตามข้ามา!”
“นายท่านของข้าเชิญพวกท่าน!”
เจียงหยวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจทันที
นายท่าน?
หรือว่าในราชสำนักโบราณแห่งนี้ยังมีคนมีชีวิตอยู่?
นี่…คงเป็นไปไม่ได้กระมัง!
เขาไม่กล้าที่จะเชื่อในใจ
ราชสำนักโบราณไม่มีบันทึกที่ชัดเจนในประวัติศาสตร์โบราณ
ช่วงเวลาการดำรงอยู่ของมันไม่ชัดเจน
อาจจะนับเป็นร้อยล้านปี
ด้วยกาลเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ ตามหลักแล้วไม่ควรมีผู้ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนี้!
ในเวลานี้
เย่ฉานซีพยักหน้าและกล่าวว่า “โปรดนำทางไปเถิด!”
“เชิญ!”
เด็กสาวหน้าตาดีนำทางคนทั้งสองไปข้างหน้า
เจียงหยวนเห็นดังนั้นก็ไม่ติดใจสงสัยอีกต่อไป เดินตามหลังเด็กสาวไป
เบื้องล่างของทั้งสองคือทางช้างเผือกอันเจิดจรัส
ทางช้างเผือกที่ปูด้วยดวงดาวนับพันล้าน
นอกทางช้างเผือกคือห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต
ห้วงอวกาศมืดมิดราวกับเหวที่ไร้ก้น
ในเหวนั้นซ่อนไว้ซึ่งอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เจียงหยวนมองไปสองข้างทางแวบหนึ่ง ก่อนจะหดสายตากลับด้วยความหวาดหวั่น
จากนั้นเร่งฝีเท้าเดินไปบนทางช้างเผือกราวกับว่ามีวิชาย่นระยะทาง
เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวก็ข้ามผ่านทางช้างเผือกนับไม่ถ้วน
ร่างของทั้งสามดูเชื่องช้าแต่กลับรวดเร็วอย่างยิ่ง
ชั่วพริบตาเดียวก็ข้ามผ่านห้วงมิติไปแล้วหลายชั้น เจียงหยวนได้เห็นดวงจันทร์กระจ่างใสที่อยู่ลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ
เมื่อทั้งสามคนเข้าใกล้
ดวงจันทร์กระจ่างใสนั้นก็เข้ามาใกล้ในสายตาของเจียงหยวนเรื่อยๆ
นั่นคือดวงดาวขนาดมหึมาดวงหนึ่ง
บนดวงดาวนั้นมีตำหนักสูงตระหง่านและศาลาหยกขาว เป็นทิวทัศน์ของดินแดนเซียนอย่างแท้จริง
เจียงหยวนเห็นดังนั้นอดไม่ได้ที่จะแสดงความประหลาดใจออกมา
ตำหนักของเทพีแห่งจันทราช่างโอ่อ่าฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้
สร้างอยู่บนดาวทั้งดวง
สิ่งที่เรียกว่าประตูใหญ่ของตำหนักเป็นเพียงทางเข้าสู่โลกใบนี้เท่านั้น
ในเวลานี้ เจียงหยวนเริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเทพีแห่งจันทรากับเทพพฤกษาในแดนสวรรค์บ้างแล้ว
"เรียนท่านทั้งสอง นี่คืออาศรมของนายท่านของข้า!"
"ในระบบของแดนสวรรค์ นายท่านของข้าเป็นรองเพียงมหาจักรพรรดิทั้งสี่เท่านั้น"
เด็กสาวหน้าตาดีค่อยๆเอ่ยปาก อธิบายให้เจียงหยวนและเย่ฉานซีฟัง
เจียงหยวนได้ยินสองประโยคนี้ก็ยิ่งประหลาดใจในใจ
เดิมทีเขาคิดว่าระบบราชสำนักโบราณคือ ซื่ออวี้ (สี่มหาจักรพรรดิ) อู่เหลา (ห้าบรรพเทพ) ลิ่วซือ (หกเจ้าชะตา) ชีหยวน (เจ็ดดาริกา) ปาจี๋ (แปดขั้วฟ้า) จิ่วเหยา (เก้าดารา)...
แต่จากคำบอกเล่าของเด็กสาวหน้าตาดีผู้นี้ ชัดเจนว่าได้ล้มล้างการคาดเดาของเขาทั้งหมด
ในตำนานลัทธิเต๋าในโลกก่อน ตำแหน่งของเทพีแห่งจันทราแม้จะสูงส่ง
แต่ก็ไม่อาจเรียกว่ามีเกียรติและสูงศักดิ์ในระบบเทพของแดนสวรรค์ได้
เทพีแห่งจันทราเป็นเพียงหนึ่งในจิ่วเหยา
แต่จากปากของเด็กสาวหน้าตาดีผู้นี้ เทพีแห่งจันทราที่นี่เป็นรองเพียงมหาจักรพรรดิทั้งสี่เท่านั้น
หากเป็นแดนสวรรค์ในตำนานโลกก่อน เทพีแห่งจันทราในจิ่วเหยาจะอยู่เพียงใต้สี่มหาจักรพรรดิได้อย่างไร
เหนือกว่านั้นยังมีเทพผู้ทรงเกียรติอีกหลายองค์
ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับแดนสวรรค์ในตำนานโลกก่อนได้
นึกถึงตรงนี้ เจียงหยวนรีบกล่าวขึ้นว่า "แม่นาง ขอถามว่าเหนือกว่าสี่มหาจักรพรรดิคือจักรพรรดิสวรรค์ในตำนานใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง!" เด็กสาวหน้าตาดีพยักหน้า
แล้วกล่าวอีกว่า "จักรพรรดิสวรรค์สูงสุด ไร้ผู้ใดเสมอเหมือนตลอดกาล! แม้แต่สี่มหาจักรพรรดิก็ทำได้เพียงมองเห็นเงาด้านหลัง มิอาจตามรอยเท้าได้ทัน!"
"ส่วนนายท่านของข้าทำได้เพียงกลายเป็นจันทรากระจ่างสว่างเคียงข้างเท่านั้น!"
เจียงหยวนกล่าวอีก "เหนือกว่าสี่มหาจักรพรรดิยังมีสามวิสุทธิ์หรือไม่?"
"สามวิสุทธิ์?" เด็กสาวแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน "ดูเหมือนว่าแขกผู้ทรงเกียรติจะเข้าใจประวัติศาสตร์ยุคโบราณเป็นอย่างดี ถึงกับรู้เรื่องสามเซียน!"
"สามวิสุทธิ์ สี่มหาจักรพรรดิ ห้าบรรพเทพ หกเจ้าชะตา เจ็ดดาริกา แปดขั้วฟ้า เก้าดารา และสิบเจ้าพญายม นั่นคือราชสำนักสวรรค์แห่งยุคโบราณ ไม่ใช่ราชสำนักสวรรค์ในปัจจุบัน"
"รัศมีของจักรพรรดิสวรรค์ทอดไปทั่วอดีตและปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดเทียบได้!"
เด็กสาวหน้าตาดีกล่าวประโยคนี้ออกมาอย่างมั่นใจ
เจียงหยวนได้ยินคำกล่าวนี้ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้
ราชสำนักโบราณแห่งนี้ แม้จะมีส่วนคล้ายกับราชสำนักสวรรค์ในตำนานโลกก่อน แต่มันไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด!
ในตอนนี้เมื่อเสียงของเด็กสาวหน้าตาดีสิ้นสุดลง ทั้งสามคนก็ค่อยๆลงสู่ตำหนักแห่งหนึ่ง
ติ๊ง—
เสียงพิณดังขึ้น ทันใดนั้นเสียงดนตรีทิพย์พลันก้องกังวานในหูของเจียงหยวน
ภายใต้การชำระล้างของเสียงดนตรีเซียน จิตวิญญาณของเจียงหยวนกลายเป็นว่างเปล่าราวกับถูกปัดกวาดด้วยไม้กวาด ไม่มีฝุ่นผงแม้แต่น้อย
ทั่วทั้งร่างรู้สึกเบาลงอย่างยิ่ง ราวกับว่าภาระหนักอึ้งนับพันชั่งถูกปลดเปลื้องออกไปจนหมด
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงพิณค่อยๆแผ่วลง
เจียงหยวนจึงค่อยๆฟื้นคืนสติ
เขามองดูเงาร่างใต้ต้นหอมหมื่นลี้ตรงหน้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความทึ่ง
ภาษาใดในโลกก็ไม่อาจบรรยายความงามของสตรีผู้นี้ได้ นางงามจนทำให้ดวงจันทร์ต้องหลบหลีก และมวลดอกไม้ต้องละอาย
“เจ้าแบกรับสิ่งต่างๆมากเกินไป ดูเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน! หวังว่าบทเพลงนี้จะช่วยเจ้าได้!”
เสียงอันบริสุทธิ์และเหนือโลกของสตรีผู้นั้นดังขึ้นข้างหูเจียงหยวน
เจียงหยวนได้ยินดังนั้นก็ฟื้นคืนสติจากความงุนงงทันที
เขารีบโค้งคำนับ "คารวะเทพีแห่งจันทรา!"
เย่ฉานซีก็ก้มคำนับอย่างงดงามว่า "คารวะเทพีแห่งจันทรา"
สายตาของนางกวาดมองคนทั้งสองช้าๆ เมื่อกวาดมองไปที่เจียงหยวนก็ฉายแววซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นสายตาไปหยุดที่เย่ฉานซี
"ในที่สุดเจ้าก็มาถึงแล้ว!"
"อืม ข้ามาถึงแล้ว!"
เย่ฉานซีพยักหน้าช้าๆ
"ร่างอดีตควรจะสลายไปเสียที"
สตรีผู้นั้นเอ่ยเบาๆ
ในตอนนี้สายตาของเจียงหยวนจับจ้องไปที่สตรีชุดขาวใต้ต้นหอมหมื่นลี้อีกครั้ง
เห็นเพียงนางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น มือทั้งสองข้างประสานกันที่หน้าท้อง เบื้องหน้าคือกู่ฉินตัวหนึ่ง
เสียงดนตรีเซียนเมื่อครู่ดังมาจากกู่ฉินตัวนี้เอง
เมื่อสายตาจับจ้องไปยังสตรีในชุดขาว เจียงหยวนก็อดใจสั่นสะท้านไม่ได้
เขาอยากจะเปิดหน้าต่างสถานะของเทพีจันทราขึ้นมาดู แต่ไม่ว่าในใจเขาจะคิดอย่างไร
หน้าต่างสถานะนั้นก็ไม่สามารถเปิดได้
นี่แสดงว่าสตรีชุดขาวผู้นี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แท้จริง
หากเป็นสิ่งมีชีวิต มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นหน้าต่างสถานะของนาง
"เจ้ากลับตั้งครรภ์แล้วรึ?"
สตรีชุดขาวเอ่ยปากด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
เย่ฉานซีพยักหน้าช้าๆ
"บุตรของใคร?"
นางถามอีกครั้ง
จากนั้นสายตาของนางเลื่อนไปจับจ้องที่เจียงหยวน
ในตอนนี้เจียงหยวนก็มองกลับไปพอดี สายตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ
เจียงหยวนมองเห็นดวงตาของเทพีจันทราผู้นี้ชัดเจน
ดวงตาของนางมีพระจันทร์สองดวงที่สว่างไสว บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ที่ติ
ทันใดนั้นเจียงหยวนรู้สึกประหลาดใจ
เพราะในตอนนี้เขามองเห็นแววตาที่ซับซ้อนในดวงตาของเทพีจันทรา และในแววตานั้นก็มีความเลื่อนลอยปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว
เหตุใดแววตาของนางจึงเป็นเช่นนี้?
เจียงหยวนรู้สึกประหลาดใจและสับสนในใจ
"บุตรของเขารึ?"
สตรีชุดขาวเอ่ยปากช้าๆ
เย่ฉานซีพยักหน้าและกล่าวอย่างมีนัยยะว่า "ใช่ เป็นบุตรของเขา!"
"เช่นนั้นก็ดี!"
สตรีชุดขาวพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนกล่าวว่า "เจ้าเข้ามาเถิด!"
เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสอง เจียงหยวนตกอยู่ในห้วงความคิดทันที
และเกิดการคาดเดาขึ้นในใจ
เขามองเย่ฉานซีแล้วมองเทพีแห่งจันทราผู้นั้น
จากนั้นเขาเอ่ยปากถามว่า "ท่านเทพีแห่งจันทรา ไม่ทราบว่าท่านอยู่ในขอบเขตใด? พอจะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับขอบเขตเซียนให้ข้าได้หรือไม่?"
สตรีชุดขาวได้ยินดังนั้น สายตาหันไปมองเจียงหยวนทันที
แล้วพยักหน้าช้าๆ "ได้!"
"ก่อนข้าตายนั้นคือเซียนสูงสุด ห่างจากเทียนจุนเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น!"
"ใต้ขอบเขตเซียนสูงสุดคือเซียนแท้จริง ใต้เซียนแท้จริงคือเซียนมนุษย์!"
กล่าวจบสองประโยค นางเงียบไปทันที
หนึ่งลมหายใจผ่านไป เจียงหยวนเอ่ยปากอีกครั้งว่า "แล้วเหนือขอบเขตเทียนจุนล่ะขอรับ?"
สตรีชุดขาวมองเจียงหยวนแวบหนึ่ง ในแววตานางฉายแววความคิดถึงออกมาเล็กน้อย
"เหนือขอบเขตเทียนจุนรึ?"
"นั่นคือขอบเขตที่แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่รู้จัก!"
"เทียนจุน นั่นคือจุดสิ้นสุดของวิถีเต๋าแล้ว!"
"มหาจักรพรรดิผู้ปกครองทั้งสี่ทิศก็เป็นเพียงเทียนจุน!"
"ทั่วทั้งแดนสวรรค์มีผู้ที่อยู่ในขอบเขตเทียนจุนไม่เกินสองฝ่ามือ!"
"ในหมู่พวกเขา ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือเซียนกระบี่ผู้นั้น!"
เจียงหยวนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง
เซียนกระบี่?
นึกถึงสิ่งที่เคยเข้าใจมาก่อน
เหนือขอบเขตเซียนคืออาณาจักรต้องห้าม
หวงจิ่วจิ่วเคยกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของอาณาจักรนี้
เพียงชั่วพริบตาก็ลืม!
ไม่สามารถจดจำได้!
นี่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เขาเคยเห็นวิญญาณแท้ของซูเสี่ยวเสี่ยวมาก่อน
แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังนึกภาพที่เคยเห็นก่อนหน้านั้นไม่ออก
ในตอนนี้เซียนกระบี่ที่เทพีแห่งจันทราเอ่ยถึง ทำให้เขานึกถึงชาติก่อนของซูเสี่ยวเสี่ยวขึ้นมาทันที
หรือว่าชาติก่อนของเสี่ยวเสี่ยวคือเซียนกระบี่ผู้นั้นในราชสำนักโบราณ?
เจียงหยวนพึมพำในใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาได้สติกลับคืนมา และเอ่ยปากอีกครั้งว่า "ท่านเทพีแห่งจันทรา แล้วจักรพรรดิสวรรค์ในตำนานเล่า?"
"เขาอยู่ในขอบเขตใด?"
ดวงตาของเทพีแห่งจันทราแววระลึกความหลังอีกครั้ง
จากนั้นส่ายหน้า "ไม่รู้!"
"แต่ข้ารู้ว่าแม้ในช่วงที่ราชสำนักโบราณรุ่งเรืองที่สุด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกมารวมกันก็ยังไม่อาจต้านทานหมัดทั้งสองของจักรพรรดิสวรรค์ได้!"
"เขาอาจจะใกล้เคียงกับการเป็นผู้เหนือโลกอย่างหาที่สุดมิได้!"
"แต่ข้าไม่คิดเลยว่าจักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งเช่นนั้น จะนำพวกเราทำสงครามแล้วพ่ายแพ้ได้!"
กล่าวถึงตรงนี้ นางถอนหายใจยาว
แล้วมองเจียงหยวนอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน
"เจ้าไม่ใช่เขา!"
"อะไรนะ?"
เจียงหยวนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง
เทพีแห่งจันทราส่ายหน้าอีกครั้ง "เจ้าไม่ใช่เขา!"
กล่าวจบ นางโบกมือทีหนึ่ง ร่างของเจียงหยวนถอยหลังอย่างรวดเร็วทันที เพียงชั่วพริบตาเจียงหยวนก็กลับไปอยู่ด้านนอกดวงดาว
ในตอนนี้ดวงดาวดวงนั้นถูกปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์สีนวล เจียงหยวนไม่อาจมองเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในได้อีกต่อไป
แต่ในตอนนี้เจียงหยวนไม่ได้สนใจเรื่องนั้น
เขากลับกำลังครุ่นคิดถึงความหมายในคำพูดของเทพีแห่งจันทรา
ตามความเข้าใจของเขาเมื่อครู่นี้ ราชสำนักโบราณนั้นจักรพรรดิสวรรค์ทรงอำนาจสูงสุด พลังไม่อาจคาดเดา ขอบเขตไม่มีใครทราบ
ใต้จักรพรรดิสวรรค์คือมหาจักรพรรดิผู้ปกครองทั้งสี่ทิศ
มหาจักรพรรดิแต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขตเหนือกว่าเซียนสูงสุด
เป็นผู้ดำรงอยู่ในอาณาจักรต้องห้าม
ผู้ดำรงอยู่ในอาณาจักรนี้ ทั้งราชสำนักโบราณก็มีไม่เกินสิบคน
ใต้ระดับนี้คือเทพีแห่งจันทราที่ได้รับการยกย่องสูงสุด
กล่าวได้ว่าเทพีแห่งจันทราเป็นผู้ดำรงอยู่ที่มีเกียรติอย่างยิ่งในราชสำนักโบราณ นางมีความเข้าใจเกี่ยวกับแดนสวรรค์อย่างลึกซึ้ง
ดังนั้นคำพูดของนางจึงต้องมีความหมายแฝงลึกซึ้ง
เจียงหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจแก่นสาร
จากนั้นส่ายหน้าช้าๆ "ช่างเถอะ ไม่คิดเรื่องนี้แล้ว!"
สายตาของเขาหันไปจับจ้องที่ดวงดาวเบื้องหน้าอีกครั้ง
สำหรับความปลอดภัยของเย่ฉานซี เขาไม่ได้เป็นห่วงมากนัก
ในใจเขามีข้อสันนิษฐานบางอย่างเกี่ยวกับเย่ฉานซี
เย่ฉานซีคือเซียนโลกเบื้องบนกลับชาติมาเกิด
และเทพีแห่งจันทราดวงนี้ก็เป็นขอบเขตเซียนเช่นกัน
ขณะเดียวกัน เย่ฉานซีดูเหมือนจะรู้เรื่องราชสำนักโบราณมากมาย นางตรงมายังตำหนักของเทพีแห่งจันทราอย่างมีเป้าหมายชัดเจน
ทั้งหมดนี้ทำให้เจียงหยวนอดไม่ได้ที่จะเกิดข้อสันนิษฐานขึ้น
นางมีความเกี่ยวข้องอันใดกับเทพีแห่งจันทราผู้นี้กันแน่?