- หน้าแรก
- หย่าเถอะข้าไม่แคร์ ขอมุ่งหน้าปั้นลูกแฝดสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐี
- บทที่ 17 เศรษฐีอันดับหนึ่งฉีฮั่น
บทที่ 17 เศรษฐีอันดับหนึ่งฉีฮั่น
บทที่ 17 เศรษฐีอันดับหนึ่งฉีฮั่น
บทที่ 17 เศรษฐีอันดับหนึ่งฉีฮั่น
บรรดากรรมกรต่างพากันเข้ามารุมล้อม พวกลูกเรือและผู้ดูแลบนเรือเห็นพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยต่างก็เกิดความสงสัย พากันมาลิ้มลองของแปลกใหม่...
ไม่ไกลนัก มีชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าไหมหรูหราเดินออกมาจากโกดังสินค้า
"ทางนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมคนถึงไปรุมล้อมกันเยอะแยะขนาดนั้น?"
ชายที่มีลักษณะเหมือนผู้ดูแลค้อมตัวตอบ "นายท่าน ดูเหมือนจะเป็นแม่ค้าขายของกินขอรับ... พวกเขากำลังรุมซื้อของกินกันอยู่!"
"โอ้? เดี๋ยวนี้พวกกรรมกรรู้จักใช้เงินซื้อของกินดีๆ แล้วหรือนี่! ดูท่าค่าแรงที่พวกเราจ่ายให้จะใช้ได้เลยทีเดียว" ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราผู้นี้ก็คือ ฉีฮั่น มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งตำบลเหิงสุ่ย
และท่าเรือแห่งนี้ ก็คือทรัพย์สินของตระกูลฉี
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ดูแลจึงเรียกคนข้างๆ มาสอบถาม แล้วรายงานเจ้านาย "นั่นเป็นของกินชนิดใหม่ เรียกว่าข้าวเหนียวปั้นขอรับ ข้าวปั้นลูกหนึ่งปริมาณเกือบเท่าข้าวหนึ่งชามเลยทีเดียว..."
ฉีฮั่นฟังแล้วรู้สึกแปลกใหม่ จึงเดินเข้าไปดูความคึกคักด้วยตนเอง
เมื่อเห็นเจ้านายเดินมา บรรดากรรมกรและลูกเรือต่างพากันหลีกทางให้ "นายท่านมาแล้วหรือขอรับ?"
"นายท่านอยากลองชิมดูไหมขอรับ?"
"ให้นายท่านก่อนเถอะ..."
เสิ่นชิงอวี๋เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาของฉีฮั่น นางค้นหาข้อมูลของชายผู้นี้จากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ แล้วคลี่ยิ้มกว้าง "ที่แท้ก็ท่านอาฉีนี่เอง? สนใจจะลองชิมสิ่งนี้ดูสักหน่อยไหมเจ้าคะ?"
ฉีฮั่นจำเสิ่นชิงอวี๋ไม่ได้ เขาถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้าคือ..."
"ข้าเสิ่นชิงอวี๋ น้องสาวของข้าคือเสิ่นชิงเหยาเจ้าค่ะ" เสิ่นชิงอวี๋แนะนำตัว
"เจ้าคือชิงอวี๋? เจ้ากลายเป็นแบบนี้..." ฉีฮั่นตกตะลึงอย่างยิ่ง!
ทว่าเสิ่นชิงอวี๋กลับยิ้มตอบอย่างเปิดเผย "ข้าทำของกินออกมาขายเจ้าค่ะ ต้องหาเงินเลี้ยงดูลูกน้อยตั้งสามคน"
ปีนั้นที่เสิ่นชิงอวี๋ป่วยหนัก ท่านหมอดูบอกว่าต้องเปลี่ยนตัวคนแต่งงานถึงจะทำให้เสิ่นชิงอวี๋หายดี ฉีฮั่นยังเคยตั้งใจไปเยี่ยมเสิ่นชิงอวี๋ด้วยตนเอง
ตอนนั้นฉีฮั่นยังรู้สึกเสียดายยิ่งนัก เขามองเสิ่นชิงอวี๋ที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสภาพอ้วนฉุสิวเขรอะแต่ใบหน้ากลับซีดเซียวพลางถอนหายใจ "เดิมทีข้ามั่นใจนักว่าเจ้าจะได้เป็นลูกสะใภ้ของข้า... แต่เจ้าดันมาเป็นแบบนี้... เอาอย่างนี้ไหม ให้ข้าหาท่านหมอคนใหม่มาตรวจดูเจ้าอีกสักหน่อย? เผื่อว่าจะหายดีขึ้นมาบ้าง"
ตอนนั้นเสิ่นชิงเหยาปฏิเสธอย่างสุดกำลัง ส่วนเสิ่นชิงอวี๋ก็ป่วยจนสติลอยชาย และเชื่อฟังเสิ่นชิงเหยามาก ฉีฮั่นจึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจไป
เสิ่นชิงอวี๋ไม่ได้นึกโทษฉีฮั่นเลยสักนิด
นางลงมือทำข้าวปั้นที่ลดปริมาณข้าวเหนียวลงแต่เพิ่มหมูสับและผักกาดดองให้มากขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นให้ฉีฮั่น "นี่คือข้าวเหนียวปั้นที่ข้าทำเองเจ้าค่ะ ท่านลองชิมดูสักหน่อยไหมเจ้าคะ?"
ฉีฮั่นรับมา กัดไปหนึ่งคำ วินาทีต่อมาเขาก็ต้องประหลาดใจ
วัตถุดิบที่ดูธรรมดาๆ เมื่อนำมาผสมผสานกัน รสชาติกลับโดดเด่นอย่างยิ่ง
หมูสับที่มีน้ำซุปขลุกขลิกทำให้ข้าวเหนียวปั้นมีกลิ่นหอมของเนื้อ
ผักกาดดองช่วยเจริญอาหาร ทำให้อยากกินต่อจนหยุดไม่อยู่
แผ่นแป้งทอดกรอบที่เคี้ยวแล้วดังกรุบกรับเปรียบเสมือนจุดเด่นที่ช่วยเติมเต็ม เพียงกัดลงไปคำเดียว ก็ได้รับความรื่นรมย์ทั้งจากการได้ยินและการลิ้มรส!
น้ำมันพริกยังช่วยเติมเต็มรสชาติให้สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก...
ความคิดสร้างสรรค์เช่นนี้คนทั่วไปนึกไม่ถึงแน่
"อร่อยจริงๆ!" ฉีฮั่นเอ่ยชมไม่ขาดปาก "ความคิดของเจ้ายอดเยี่ยมมาก!"
"หากท่านชอบ วันหลังข้าจะมาบ่อยๆ แล้วจะเลี้ยงท่านเองเจ้าค่ะ" เสิ่นชิงอวี๋รับปากด้วยรอยยิ้ม
ฉีฮั่นจะยอมเอาเปรียบเสิ่นชิงอวี๋ได้อย่างไร เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธพลางหัวเราะ "ถ้าข้ามากิน เจ้าต้องเก็บเงินนะ ไม่อย่างนั้นธุรกิจของเจ้าจะขาดทุนเอาได้!"
เสิ่นชิงอวี๋ยิ้มอย่างเปิดเผย "ที่นี่เป็นถิ่นของท่าน ตราบใดที่ท่านอนุญาตให้ข้ามาตั้งแผงขายของที่นี่ได้ ข้าก็ไม่มีทางขาดทุนหรอกเจ้าค่ะ เลี้ยงข้าวเหนียวปั้นท่านสักชิ้นจะเป็นไรไป?"
"ฮ่าๆๆ... เจ้านี่นะ!" ฉีฮั่นระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
แผนการนี้ช่างเฉลียวฉลาดนัก ใครมองก็ดูออก
แต่การที่เสิ่นชิงอวี๋กล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง
ช่างมีแววในการทำธุรกิจเสียจริง!
น่าเสียดาย... ที่เจ้าลูกชายรองของเขาไม่มีวาสนาได้นางเป็นคู่ครอง
ฉีฮั่นรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ ทว่าเขาก็ชี้ไปยังพื้นที่ของท่าเรืออย่างใจกว้าง "วันหน้าเจ้าก็มาตั้งแผงขายที่นี่ได้เลย จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ หากใครกล้าหาเรื่องเจ้า ก็มาหาข้าได้ทันที! ถ้าข้าไม่อยู่ก็ไปหาเขา"
ผู้ดูแลที่ยืนอยู่ด้านหลังฉีฮั่นรีบก้าวออกมาทักทาย "ข้าน้อยแซ่โจว เป็นผู้ดูแลท่าเรือแห่งนี้ขอรับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบพระคุณท่านอาฉี! ขอบคุณผู้ดูแลโจวมากเจ้าค่ะ!" เสิ่นชิงอวี๋รีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันควัน ยิ้มหวานจนหน้าบานยิ่งกว่าดอกลำโพงเสียอีก
ฉีฮั่นพยักหน้ารับ แล้วถือข้าวเหนียวปั้นที่ยังกินไม่หมดเดินจากไป
เสิ่นชิงอวี๋หันมาทักทายกรรมกรเมื่อครู่นี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ใครจะซื้อข้าวเหนียวปั้นอีก รีบมาเลยจ้า เร็วเข้าๆ!"
นี่ขนาดท่านเจ้าของท่าเรือยังออกปากชมว่าอร่อย...
พวกกรรมกรและลูกเรือต่างพากันกรูเข้ามาทันที!
หลังจากขายระลอกนี้หมด ก็ขายไปได้อีกสี่สิบกว่าชิ้น
มีเงินเข้ากระเป๋าอีกสี่ร้อยกว่าอีแปะ
ไชโย!
เสิ่นชิงอวี๋บังคับรถลามุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าสถานศึกษาอีกครั้ง
เมื่อไปถึงลานกว้าง ก็ใกล้เวลาเลิกเรียนพอดี
เหล่านักเรียนพากันเดินออกมา เป็นช่วงที่กำลังหิวโซกันพอดี เมื่อเห็นว่าเสิ่นชิงอวี๋ยังอยู่ คนที่เมื่อวานยังไม่ได้ซื้อข้าวเหนียวปั้น คราวนี้ก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป พากันกรูเข้ามาหา
เสิ่นชิงอวี๋เริ่มยุ่งวุ่นวายอีกครั้ง
ป้าที่ขายขนมหลี่ว์ต่ากุ่นถึงกับตาค้าง ทางฝั่งนางมีคนซื้อแค่คนสองคน แต่ทางฝั่งเสิ่นชิงอวี๋... กลับเต็มไปด้วยผู้คน!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คนอื่นจะทำมาหากินได้อย่างไร?
จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี?
เสิ่นชิงอวี๋ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด เมื่อข้าวเหนียวหมดถัง ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในวันนี้แล้ว นางจึงเตรียมตัวไปซื้อของ
เพราะอยากกินถั่วงอก วันนี้เมื่อเข้าไปในร้านขายธัญพืช เสิ่นชิงอวี๋จึงตั้งใจมองหาเมล็ดพันธุ์ที่สามารถนำมาเพาะยอดอ่อนได้
เถ้าแก่ร้านธัญพืชชี้ไปยังถังไม้ทีละใบพลางแนะนำ "นี่คือถั่วเหลือง นี่ถั่วเขียว ส่วนนี่คือถั่วแดงเม็ดเล็ก..."
ถั่วแดงเม็ดเล็กก็คือถั่วแดงนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือก ข้าวสาลี และของอย่างอื่นอีก
เสิ่นชิงอวี๋ครุ่นคิด พื้นที่ในหุบเขาในมิติยังว่างอยู่ ลองปลูกถั่ว ปลูกข้าว ปลูกสาลีดูบ้าง ก็น่าจะดีไม่น้อยใช่ไหม?
ถั่วเขียวให้ผลผลิตน้อย จึงขายแพงมาก ชั่งละตั้งสามสิบอีแปะ หากเอามาเพาะถั่วงอกก็คงเสียดายเงินแย่ นางจึงซื้อมาแค่สองชั่งเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์
ข้าวสาลีและข้าวเปลือกก็ซื้อมาอย่างละสองชั่งเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เช่นกัน
และซื้อถั่วเหลืองมาเพิ่มอีกห้าสิบชั่ง
ตอนที่เสิ่นชิงอวี๋กำลังจะเดินออกไป เถ้าแก่ก็เอ่ยเตือนขึ้นมาคำหนึ่ง "แม่นางเซียว ข้าวเหนียวของเจ้านี่น่ะ ซื้อเก็บไว้เยอะหน่อยเถอะ เจ้าของร้านเพิ่งแจ้งมาว่า อีกไม่กี่วันจะมีการปรับราคาขึ้นแล้วนะ"
"เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?" เสิ่นชิงอวี๋ไม่เข้าใจ
"ฝนยังไม่ตกเลย หากปีนี้ลงเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ ผลผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้รับผลกระทบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร แป้ง และน้ำมันพืชก็จะราคาสูงขึ้นมาก"
เสิ่นชิงอวี๋ฟังแล้วก็เข้าใจทันที นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะควักเงินทั้งหมดที่มีออกมา "ถ้าอย่างนั้นท่านก็จัดข้าว สาร แป้ง และน้ำมันมาให้ข้อย่างละหลายร้อยชั่งตามจำนวนเงินที่มีนี่เลย..."
"โอ้โห! งั้นข้าจะรีบจัดของให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย" เถ้าแก่ไม่นึกเลยว่าคำเตือนด้วยความหวังดีเพียงประโยคเดียว จะทำให้เขาปิดการขายรายใหญ่ได้ขนาดนี้ เขาดีใจจนเนื้อเต้น
ทว่าจัดของไปได้ยังไม่ถึงครึ่ง เจ้าลาขาวก็เริ่มประท้วง ขาหน้าที่เรียวเล็กของมันแทบจะทรุดลงกับพื้น
"อ๊าอี๊! อ๊าอี๊!"
เสิ่นชิงอวี๋และเถ้าแก่ต่างก็ชะงักไป
เถ้าแก่เข้าใจความหมายของเจ้าลา "มันแรงน้อยน่ะสิ บรรทุกมากกว่านี้มันคงลากไม่ไหวแล้ว เอาอย่างนี้ไหม ที่เหลือพรุ่งนี้เจ้าค่อยมาขนไป?"
เสิ่นชิงอวี๋น่ะสามารถเก็บเข้ามิติได้อยู่แล้ว แต่ต่อหน้าผู้คน นางก็ไม่อาจโกงได้โต้งๆ
ช่างเถอะ เจ้าลาไร้ประโยชน์ตัวนี้
เสิ่นชิงอวี๋ทำได้เพียงพยักหน้าตกลง แล้วบังคับรถลามุ่งหน้ากลับบ้าน
ทันทีที่พ้นเขตตำบล เสิ่นชิงอวี๋ก็หาที่ลับตาคนแล้วนำข้าว สาร และแป้งจำนวนมากเข้าไปเก็บไว้ในโกดังมิติ
เจ้าลาผอมถึงได้รู้สึกเบาสบายขึ้นมาทันที
ไม่ได้การ ลาสามารถผอมได้ แต่จะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด
เสิ่นชิงอวี๋ตักน้ำพุวิญญาณออกมาหนึ่งกระบวยจากในมิติ แล้วยื่นไปที่ปากของเจ้าลา "ดื่มน้ำซะ"
เจ้าลาได้กลิ่นน้ำพุที่แตกต่างจากน้ำทั่วไป ดูเหมือนจะหอมหวนชวนดื่มเป็นอย่างมาก มันรีบก้มหน้าลงดื่มดังอึกๆ ทันที
พอดื่มน้ำเข้าไปหนึ่งกระบวย ขาแข้งของมันก็ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที!
แถมยังอยากจะดื่มอีก!
เจ้าลาผอมเลียมือของเสิ่นชิงอวี๋และกระบวยน้ำด้วยความซาบซึ้ง ลิ้นยาวๆ ของมันตวัดม้วนจะเลียไปที่ใบหน้าของเสิ่นชิงอวี๋
เสิ่นชิงอวี๋ตาไวรีบยื่นมือออกไปดันไว้ แล้วตบหน้ามันไปฉาดหนึ่ง "เจ้าลาบ้านี่ทำอะไรของเจ้า? เกิดน้ำลายเปื้อนเต็มหน้าข้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
เจ้าลาผอมที่ตั้งใจจะประจบแต่กลับโดนฟาด รู้สึกน้อยใจยิ่งนัก "อ๊าอี๊ อ๊าอี๊..."
ไม่ให้เลียก็ไม่เลียสิ!
มาตบหน้ากันทำไมล่ะเนี่ย?
[จบตอน]