- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 576 ความจริงเปิดเผย
ตอนที่ 576 ความจริงเปิดเผย
ตอนที่ 576 ความจริงเปิดเผย
สิ้นเสียงนั้น เงาร่างนับสิบสายพลันปรากฏขึ้นเบื้องหลังหญิงลึกลับอย่างกะทันหัน พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับภูตผี พุ่งเข้าโอบล้อมเสิ่นเยียนไว้จากทุกทิศทาง กลิ่นอายพลังของคนเหล่านี้ล้วนแข็งแกร่ง แววตาเย็นชาเปี่ยมจิตสังหาร เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อเสิ่นเยียนเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเย็นเยียบลง
หญิงลึกลับปรายตามองเสิ่นเยียน มุมปากยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยว่า
"งิ้วฉากนี้ตั้งใจแสดงให้เจ้าดูโดยเฉพาะ เพราะเป้าหมายขององค์หญิงอย่างข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น! เป็นอย่างไร? ชอบหรือไม่?"
ขณะเดียวกัน ซือกั่งกำลังใช้สองมือจับคมกระบี่เทวะเทียนโจวที่หมายจะแทงทะลุศีรษะของเขาไว้แน่น คมกระบี่บาดลึกจนฝ่ามือปริแตก โลหิตสีแดงฉานไหลรินชโลมไปตามตัวกระบี่
เขาเบิกตากว้าง จ้องมองหญิงลึกลับเขม็ง
"องค์หญิง... ทำไมกัน?!"
"แน่นอนว่าเป็นเพราะหัวใจของเจ้าไม่ได้อยู่ที่ข้าอย่างไรเล่า"
หญิงสาวหัวเราะเสียงแผ่ว น้ำเสียงผ่อนคลายสบายอารมณ์ ในฐานะ 'ผู้ท้าชิงตำแหน่งพระสวามี' ของนาง การที่เขาไปตกหลุมรักหญิงอื่นย่อมถือเป็นการทรยศหักหลังนางอย่างไม่ต้องสงสัย!
ร่างของซือกั่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขามองหญิงลึกลับด้วยความเหลือเชื่อ
ทว่าในตอนแรก...
นางยังเห็นชอบอย่างชัดเจนที่จะให้เขาไปตามหารักแท้ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงกลับคำเล่า?
หรือว่าตั้งแต่วินาทีที่นางอนุญาตให้เขาไปตามจีบชีชี นางก็มองว่าเขาเป็นเสี้ยนหนามตำตาตำใจไปแล้ว?
หญิงสาวไม่คิดจะเสวนากับซือกั่งที่กำลังใกล้ตายเลยแม้แต่น้อย สายตาของนางจับจ้องเพียงเสิ่นเยียน เมื่อเห็นเสิ่นเยียนนิ่งเงียบไปนาน นางจึงหัวเราะเยาะแล้วเอ่ยขึ้น
"ไม่มีคำสั่งเสียอะไรเลยหรือ?"
สิ้นเสียงนั้น เสียง 'ฉึก!' ก็ดังขึ้น กระบี่เทวะเทียนโจวในมือเสิ่นเยียนแทงทะลุหว่างคิ้วของซือกั่งไปแล้ว รูม่านตาของซือกั่งขยายกว้าง สิ้นใจตายทั้งที่ตาไม่หลับ
เมื่อหญิงสาวเห็นเช่นนั้น แววตาก็พลันหรี่ลง
เดิมทีนางคิดว่าเสิ่นเยียนจะออมมือให้ซือกั่ง นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือสังหารเขาจริงๆ ทั้งยังเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
เสิ่นเยียนชักกระบี่ออกอย่างแรง ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนตรง สายตาเย็นชาจ้องมองหญิงสาวลึกลับภายใต้หน้ากากสีขาวบริสุทธิ์
"เจ้าคือเสิ่นเสวี่ยงั้นหรือ?"
เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้น แววตาก็ไหววูบไปเล็กน้อย
เสิ่นเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าไม่ใช่คนของสายเลือดสกุลเสิ่น สายเลือดของตระกูลเสิ่นในตัวเจ้านั้นได้มาจากที่ใด? แย่งชิงมา? หรือแลกเปลี่ยนมากันแน่?"
"หุบปาก! เจ้าไม่มีสิทธิ์มาซักไซ้ข้า!"
หญิงสาวตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ก่อนจะแค่นหัวเราะ
"ข้าต่างหากที่เป็นคนของสายเลือดสกุลเสิ่น ข้าคือองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ! ส่วนเจ้าก็เป็นแค่นังเด็กเหลือขอที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้!"
สิ้นคำ หญิงสาวก็ออกคำสั่งกับทุกคนทันที
"ฆ่านางซะ!"
เหล่านักฆ่านับสิบที่ได้รับคำสั่งต่างแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา พวกเขาลงมือทันที พุ่งเข้าโจมตีเสิ่นเยียนราวกับฝูงหมาป่าหิวโซตะครุบเหยื่อ!
แรงกดดันอันทรงพลังนับสิบสายโถมทับเข้ามาพร้อมกัน ราวกับต้องการจะฉีกร่างของเสิ่นเยียนให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ทว่าเสิ่นเยียนในเวลานี้กลับมองตรงไปยังหญิงสาวอย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยถามเรียบๆ
"เจ้ามั่นใจจริงๆ หรือว่าจะสามารถแย่งชิงสิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้าไปได้ตลอด?"
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์อันไม่เป็นมงคลผุดขึ้นในใจอย่างน่าประหลาด
วินาทีต่อมา นางคล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที
ตู้ม!
เสียงระเบิดกึกก้องรุนแรงหลายสายซัดร่างของเหล่านักฆ่านับสิบจนลอยกระเด็น ปลิวไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
ขณะเดียวกัน เงาร่างอีกสิบกว่าสายก็พุ่งทะยานเข้ามาขนาบข้างกายเสิ่นเยียนอย่างรวดเร็ว
พวกเขาทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการตามราชประเพณี ก่อนจะประสานเสียงตะโกนก้อง
"พวกกระหม่อมมาช่วยล่าช้า ขอองค์หญิงโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หญิงสาวก็เบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
"เป็นไปได้อย่างไร?!"
"เจิง... ท่านอาเจิง..."
นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเรียกคนกลุ่มที่เคยจงรักภักดีต่อนางมากที่สุด
ทว่า 'ท่านอาเจิง' กลับไม่แม้แต่จะปรายตามองนางเลยสักนิด เพราะเวลานี้เขากำลังก้มศีรษะยอมสยบต่อเสิ่นเยียนอย่างนบนอบ หากเสิ่นเยียนไม่มีคำสั่ง เขาก็จะไม่ยอมลุกขึ้น และไม่ยอมแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงเรียบ
"ลุกขึ้นเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!"
เหล่าขุนนางเฒ่าสิบกว่าคนลุกขึ้นยืนพร้อมกันในทันที
เมื่อหญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็ไม่อาจเก็บงำความริษยาในใจได้อีกต่อไป นางบันดาลโทสะตวาดลั่น
"พวกเจ้ากล้าทรยศองค์หญิงอย่างข้าเชียวหรือ! นางต่างหากที่เป็นตัวปลอม! เหตุใดพวกเจ้าถึงไปเชื่อฟังนาง? เป็นเพราะไอ้สารเลวเสิ่นเช่อนั่นใช่หรือไม่!"
ยามนี้นางเกลียดชังเสิ่นเช่อเข้ากระดูกดำ
หากไม่ใช่เพราะเขา เสิ่นเยียนไม่มีทางมาปรากฏตัวที่นี่ได้แน่!
ท่านอาเจิงผู้นั้นค่อยๆ เอ่ยปากอย่างสุขุม
"ไม่ใช่เพราะเสิ่นเช่อหรอก... ในตอนแรกพวกเราคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง แต่ท่านคงไม่รู้ว่า ในวันที่เสิ่นเช่อเข้ามาในเขตที่เก้า องค์หญิงเองก็เสด็จมาถึงอย่างปลอดภัยเช่นกัน ทั้งยังมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราเพื่อพิสูจน์ตัวตนแล้ว"
อันที่จริง ในวันนั้น พวกตาเฒ่าสิบกว่าคนอย่างพวกเขา ถูกชายลึกลับที่อยู่ข้างกายองค์หญิงจับตัวไปขังรวมกันไว้ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
องค์หญิงและชายผู้นั้นได้ทำการชำระความเรื่อง 'ค่ายกลทางเข้า' ด้วยการทรมานพวกเขาเสียจนอ่วม
หลังจากเสร็จสิ้นการทรมาน องค์หญิงจึงยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา
ตอนแรกพวกเขายังไม่ปักใจเชื่อ จนกระทั่งองค์หญิงเรียกกระบี่เทวะเทียนโจวออกมา
พวกจึงเชื่อไปแล้วถึงเจ็ดส่วน
และท้ายที่สุด ก็ได้ใช้หินสายเลือดของตระกูลเสิ่นเป็นตัวพิสูจน์ชี้ขาด
หินสายเลือดก้อนนี้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสายเลือดสายตรงหรือสายรองของตระกูลเสิ่น
หากเป็นสายเลือดสายตรง หินสายเลือดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หากเป็นสายรอง จะเปลี่ยนเป็นสีขาว แต่ถ้าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสายเลือดสกุลเสิ่นเลย หินสายเลือดก็จะไม่ส่องสว่างขึ้นแม้แต่น้อย
ในตอนนั้น ผลการทดสอบหินสายเลือดขององค์หญิงคือสีแดงเข้ม
ทว่าองค์หญิงตัวปลอมผู้นี้ ในอดีตสีที่นางทดสอบได้กลับเป็นเพียงสีแดงอ่อนเท่านั้น
ที่ในปีนั้นพวกเขายอมสยบเชื่อฟังนาง ประการแรกเป็นเพราะผลทดสอบของหินสายเลือด ประการที่สองคือนางมีความคุ้นเคยกับเรื่องราวของ 'องค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอ' เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถเล่าเรื่องราวในสมัยที่ราชวงศ์เทียนโจวยังไม่ล่มสลายออกมาได้อย่างขึ้นใจ
หลังจากพวกตาเฒ่าสิบกว่าคนได้รู้ความจริงว่าตนเองถูกหลอกลวงมานานหลายสิบปี ซ้ำยังเกือบจะลงมือทำร้ายองค์หญิงตัวจริง พวกเขาก็เกลียดชังองค์หญิงตัวปลอมผู้นี้เข้ากระดูกดำ แทบจะรอไม่ไหวที่จะกระชากหน้ากากที่แท้จริงของนางออกมาประจานทันที!
คืนนั้น พวกเขาคุกเข่าเรียงรายอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเยียน ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสำนึกผิดและโขกศีรษะขอร้องให้ทรงประทานอภัย
เพียงแต่องค์หญิงตัวจริงไม่ได้แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วบอกให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับเอ่ยคำว่า 'ให้อภัย' เหมือนอย่างที่องค์หญิงตัวปลอมเคยทำ
องค์หญิงเพียงมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ แล้วเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า
"หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้ายังคงมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์เทียนโจว ป่านนี้ศีรษะของพวกเจ้าคงหลุดออกจากบ่าไปแล้ว"
คำพูดเด็ดขาดนั้นทำให้ใบหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันเข้มข้นจากสายเลือดสายตรงแห่งตระกูลเสิ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของเสิ่นเยียน จนทำให้ภาพในอดีตยามที่พวกตนเคยคุกเข่ายอมสยบต่อองค์จักรพรรดิเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนผุดขึ้นมาซ้อนทับ
เหมือน... เหมือนเกินไปแล้ว!
นี่ต่างหากจึงจะเป็นสายเลือดสายตรงของตระกูลเสิ่นอย่างแท้จริง!
คืนนั้น องค์หญิงได้ตรัสกับพวกเขาว่า
"ในเมื่อข้ายังไม่ตาย นางย่อมต้องไหวตัวทันแน่ เพราะฉะนั้น ข้าต้องการให้พวกเจ้ารอคอยโอกาสอย่างใจเย็น แล้วค่อยตลบหลังมอบการโจมตีที่ปลิดชีพให้นางในคราวเดียว"
"องค์หญิงทรงปราดเปรื่องยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!"
เหล่าขุนนางเฒ่าสิบกว่าคนเอ่ยรับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่กล้าประมาทแม้เพียงครึ่งก้าว
องค์หญิง:
"จงเล่าเรื่องทั้งหมดที่นางทำตลอดหลายปีมานี้ให้ข้าฟังอย่างละเอียด"
พวกเขาจึงรีบกราบทูลรายงานทันทีโดยไม่ปิดบัง
ขณะเดียวกัน ทางด้านผู้เฒ่าฉิวที่ติดตามเสิ่นเช่อเข้ามาพักในจวนตระกูลเสิ่น ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันผิดปกติของ 'น้ำทมิฬ' ภายในจวนได้อย่างเฉียบแหลม เขาจึงเริ่มสืบสวนเรื่องนี้ในทันที
ไม่นานนัก ผู้เฒ่าฉิวก็สืบพบว่าซือกั่งคือผู้ที่หลอมรวมน้ำทมิฬเข้าไปในร่าง
นอกจากนี้ เขายังลอบเข้าไปในตำหนักขององค์หญิงตัวปลอม และได้ยินบทสนทนาลับระหว่างนางกับซือกั่งเข้าพอดี
ที่แท้เป็นนางนั่นเองที่มอบน้ำทมิฬให้ซือกั่งหลอมรวม ทั้งยังสั่งให้เขาจัดงานประลองสัตว์อสูรที่เกี่ยวข้องกับน้ำทมิฬขึ้น เพื่อล่อให้เสิ่นเยียนยอมปรากฏตัวออกมา
ส่วนซือกั่ง เพื่อแลกกับการให้องค์หญิงตัวปลอมยอมยื่นมือเข้าช่วยหญิงในดวงใจ จึงยอมกัดฟันตอบตกลงทำตามแผนการของนางแต่โดยดี